รุ่งเช้าวันถัดมาเรย์ผุดไอเดียบางอย่างได้จึงเรียกเคนจิมาคุยเป็การส่วนตัว หลังจากนั้นพวกเขาต่างแยกย้ายกันไปตระเตรียมสิ่งของ ชิโฮะซึ่งตื่นขึ้นมาออกจากห้องแล้วไม่พบใครเลยเดินลงมายังชั้นหก เห็นเรย์กับเคนจิกำลังตั้งต้นคริสต์มาสเล็ก ๆต้นหนึ่งไว้กลางห้อง มองการประดับประดาอย่างปากอ้าตาค้างแล้วเอ่ยถาม
“เอ๊ะ— จะฉลองคริสต์มาสกันเหรอพวกนายเลอะเลือนกันหรือไงน่ะ มันผ่านไปตั้งหลายวันแล้วนะ”
“ก็เกิดเื่ขึ้นมากมายเลยนี่นาฉันว่าฉลองย้อนหลังก็สนุกพิลึกดีเหมือนกัน อะ—แต่บอกไว้ก่อนเลยนะว่านี่ไม่ใช่ไอเดียของฉัน”
เคนจิรีบออกตัวบุ้ยปากมาทางเขาซึ่งเป็คนต้นคิดขณะวางของที่เพิ่งหอบมาอย่างพะรุงพะรัง แล้วหมุนไหล่อย่างเหนื่อยหน่าย
“ฉันคิดว่าพวกเราผ่อนคลายกันสักหน่อยในขณะที่กำลังทำได้ก็ดีเหมือนกันนะ”
เขากล่าวยิ้มๆ พลางเดินวนรอบต้นคริสต์มาสหนึ่งรอบเช็กความเรียบร้อย
ความกดดันต่าง ๆ ที่เผชิญมาตลอดหลายวันล้วนส่งผลกระทบคอยกัดกร่อนสภาพจิตใจของทุกคน เื่นี้ดูออกได้ยากเพราะมันคือความเปลี่ยนแปลงทางจิตใจที่ละเอียดอ่อนเขาจึงอยากสร้างบรรยากาศผ่อนคลายขึ้นเพื่อชโลมจิตใจของทุกคนรวมถึงตนเอง
“พวกนายนี่นะ”
ถึงจะผิดเวลาไปสักหน่อย แต่ชิโฮะก็ไม่ไปบอกปัดเจตนาดีของเพื่อน
“คิก ๆ น่าสนุกดีนะ”
โยซึรุแสดงความเห็นด้วยกับงานนี้
“ข้างในมีของจริง ๆ เหรอ อย่างแจ่ม!”
ฮารุโตะที่ตามมาสมทบ หยิบกล่องของขวัญบนพื้นที่เตรียมไว้มาเขย่าเบา ๆ
“ของมันแหงอยู่แล้ว ฉันกับเรย์ไปเลือกกันมาเองเลยนี่นา...ของฟรีทั้งนั้น”
“ข้างในเป็อะไรบ้างล่ะเนี่ย”
“เฮ้ย บอกนายแล้วมันจะเซอร์ไพรส์รึไงเ้าบ้า”
ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงช่วยกันห้อยแขวนไฟคริสต์มาสกับกล่องของขวัญเล็ก ซึ่งทุกอย่างเรย์กับเคนจิเป็คนหาเตรียมไว้หมดแล้วจากนั้นทั้งหมดก็ช่วยกันจัดการกับห่อเล็กห่อใหญ่ที่จับจ่ายกลับมาอย่างแข็งขัน
จะว่าใหญ่ก็ไม่ใหญ่ จะว่าเล็กก็ไม่เล็กภายใต้การคุมงานบัญชาการอย่างฮึกเหิมของชิโฮะอุปกรณ์ตกแต่งที่เตรียมไว้แล้วเข้าไปจัดวาง ทั้งห้องถูกเปลี่ยนเป็ธีมคริสต์มาสยกเว้นการติดไฟกะพริบเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้สะดุดตา
ส่วนที่โดดเด่นที่สุดย่อมเป็ต้นคริสต์มาสที่แขวนห้อยเต็มไปด้วยของขวัญและเครื่องประดับ
“ไม่เลวเลยจริง ๆฝีมือพวกเราก็ใช้ได้เหมือนกันนะ ฮ่า ๆ”
เคนจิตรวจตรารอบหนึ่ง รู้สึกพึงพอใจกับฝีมือของตนมาก
“อะพูดถึงงานเลี้ยงก็ต้องมีนี่ด้วย พอดีฉันไปเจอมาเยอะเลยล่ะ”
เคนจิยิ้มกริ่มเดินไปหอบถุงผ้าใบใหญ่เข้ามาข้างในเต็มไปด้วยขวดแชมเปญหลากยี่ห้อ
“ว้าวของดีทั้งนั้นเลยนี่นา ไปได้มาจากไหนเนี่ย”
ฮารุโตะตาลุกวาว
“นี่เ้าบ้า! อายุพวกเรายังไม่ถึงเกณฑ์เลย พวกนายจะดื่มของแบบนี้ไม่ได้นะ”
เคนจิทำท่าแคะขี้หูด้วยสีหน้าเหม็นเบื่อพร้อมถอนหายใจแรง ๆ ใส่เพื่อนสาวไปหนึ่งที
“โอ้ยขอทีเถอะเธอก็เห็นแล้วนี่ว่าชีวิตคนเรามันสั้นขนาดไหน จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้อะไรที่ไม่เคยลองในชีวิตนี้ เธอไม่อยากจะลองสักครั้งก่อนตายเลยหรือไงเราควรดื่มด่ำกับชีวิตวัยรุ่นให้เต็มที่สิ ชีวิตเธอมันชักจะเหี่ยวเฉาเกินไปแล้วนะ!”
“หน็อย—นั่นปากรึ!”
ชิโฮะแว๊ดขึ้นด้วยสีหน้าบูดบึ้งเธอไม่รู้ว่าควรโมโหประโยคไหนก่อนดี
การโต้เถียงของทั้งสองทำให้บรรยากาศภายในห้องคึกคักขึ้นมาพอได้เห็นภาพบรรยากาศตรงหน้าเรย์ก็อดนึกถึงบรรยากาศระหว่างเขากับน้องสาวขึ้นมาไม่ได้ไม่รู้ว่าตอนนี้ครอบครัวตนจะเป็ตายร้ายดีอย่างไรบ้าง ปลอดภัยดีหรือไม่
ตำนานเมืองนั้น เป็เื่ที่เล่าง่ายมากหากเล่าแบบไม่ให้เป็เื่ลี้ลับ
มีสามีภรรยาคู่หนึ่งพร้อมลูกสาวย้ายมาอยู่ในแมนชั่นสุดหรูใจกลางเมืองทั้งสามดูเป็ครอบครัวที่อบอุ่น จนกระทั่งวันหนึ่งตัวสามีและภรรยาได้ไปยุ่งกับลัทธิแปลก ๆ เข้า นับแต่นั้นมาลูกสาวของพวกเขานั้นจึงถูกพ่อแม่ของตนทารุณกรรมอย่างต่อเนื่อง
เธอคือเด็กสาวที่สวมฮู้ดสีแดงอยู่เสมอแม้จะรู้สภาพแวดล้อมของเด็กสาว แต่เพื่อนข้างห้อง ‘คุณเอ’ ก็ไม่ใส่ใจ เป็เพียงคนแปลกหน้าที่แค่ถูกเด็กที่ถูกทารุณกรรมจนยกแขนไม่ขึ้นวานว่า‘กดปุ่มให้หน่อย’ ในลิฟต์
ทว่าสำหรับเด็กสาวแล้วคนข้างห้องที่กดปุ่มลิฟต์ให้ตนอาจเป็ตัวตนที่พึ่งพาได้ยิ่งเสียกว่าพ่อแม่ของเธอก็ได้
ดังนั้น—
ตอนที่แม่ของเด็กสาวพยายามบังคับให้ฆ่าตัวตายไปด้วยกันเด็กสาวจึงหนีออกมาในสภาพเืเปรอะเปื้อนเต็มตัวและไปขอความช่วยเหลือจากคนที่อยู่ห้องข้างๆ
เด็กสาวทุบประตูหลายต่อหลายครั้งร้องขอให้คนข้างห้องช่วย
ทว่า— ‘คุณเอ’ ที่คิดว่าเป็การทารุณกรรมอย่างเคยเลือกที่จะไม่สนใจ
คิดว่าเป็เื่ของคนอื่นคิดว่าเป็เื่ที่ไม่เกี่ยวกับตน ไม่ว่าประตูจะถูกทุบสักเท่าไหร่ เขาก็เมินต่อไปแต่ถึงกระนั้น ประตูก็ถูกทุบอย่างต่อเนื่อง เพราะสำหรับเด็กสาวที่หนีออกมาเธอมีแต่ ‘คุณเอ’ เท่านั้นที่เคยยื่นมือมาหาเธอ
ทว่า ‘คุณเอ’ เบือนหนีจากเสียงกรีดร้องของเด็กสาว—และชีวิตของเด็กสาว
เขาเพิ่มเสียงโทรทัศน์เก็บตัวอยู่ในโลกของตัวเอง โดยคิดว่าสุดท้ายก็เป็เื่ของคนอื่น เด็กสาวจึงรู้สึกเหมือนถูกคนที่ตนเชื่อใจได้ที่สุดทรยศด้วยเหตุนี้
วันรุ่งขึ้นสองสามีภรรยาถูกพบเป็ศพแต่กลับไม่พบว่าร่างของเด็กสาวอยู่ที่ไหน
เธอหายไปโดยที่เหลือไว้เพียงแต่เืปริมาณมากที่เห็นได้ชัดว่าไม่น่ารอดชีวิต และพอตกดึก ทุกคืนก็จะมีเสียงเคาะมารบกวน ‘คุณเอ’ แทนที่เสียงทารุณกรรมที่หายไป
จนกระทั่งคืนหนึ่งที่ ‘คุณเอ’ทนไม่ไหวและเปิดประตูออกไป
เขาก็พบกับเด็กสาวสวมฮู้ดสีแดงยืนอยู่ตรงนั้น—และพูดด้วยใบหน้าที่เปรอะไปด้วยเื
‘นี่กดปุ่มให้หนูหน่อยสิ’
“จึงเป็ที่มาของหนูน้อยหมวกแดงแห่งแมนชั่นXXX อย่างที่ว่าไปยังไงล่ะ!”
“…"
“…”
แม้ว่าปฏิกิริยาของแต่ละคนที่ได้ฟังเื่นี้จบแสดงออกแตกต่างกันไปแต่ไม่มีคนไหนที่แสดงออกมาว่ารู้สึกกลัวเลยสักนิด
“—ให้ตายสิพอเธอเล่าแล้วไม่น่ากลัวสักนิด รู้สึกอย่างกับถูกเล่าแค่ตอนจบแบบนี้ไม่สนุกเลย”
เคนจิที่นั่งด้านตรงข้ามพูดกับชิโฮะอย่างเอือมระอาที่นึกพลางเล่าคร่าว ๆ จนจบได้
“ถึงจะข้ามเื่อย่างที่ ‘คุณเอ’ชอบอยู่คนเดียวหรือตอนที่คุยกับนักสืบ แต่เลือกใช้วิธีการเล่าแบบรวบรัดทำให้ถึงเป็เื่เดียวกัน แต่พอเปลี่ยนคนเล่าก็ไม่น่ากลัวแบบนี้ได้ด้วยสินะ”
เรย์วิเคราะห์ด้วยท่าทีเป็งานเป็การกว่าเขาช่วยไว้หน้าให้เพื่อนสาวเล็กน้อย
ใช่... แต่ก็แค่เล็กน้อยเท่านั้น
“ตอนที่เปิดประตูออกมาตอนแรกไม่มีหนูน้อยหมวกแดงสักหน่อย ต้องหันกลับไปในทางเดินยาวต่างหากถึงจะเจอยืนอยู่ข้างในสุด—ถ้าถามว่าอะไรน่ากลัว ก็นึกได้อย่างเดียวคือความห่วยแตกกับวิธีเล่าของเธอนี่แหละแม่งน่ากลัวที่สุด!”
เคนจิยังคงกล่าวต่อไม่ไว้หน้าโดยยังเมินอาการหน้าดำสลับแดงของอีกฝ่าย
“ไม่นะ ฉันว่าเธอเล่าได้น่ากลัวกว่าน้องชายฉันซะอีก”
ฮารุโตะพยายามหาข้อชื่นชมโดยคนที่ถูกชมคล้ายพร้อมจุดปะทุได้ทุกเมื่อ
“โห่—น้องนายอายุกี่ขวบกัน จะปลอบทั้งที่ช่วยดูสถานการณ์ด้วยสิเฟ้ย ฮ่า ๆ”
พอถูกเตือนฮารุโตะก็ยกมือปิดปากด้วยสีหน้าตื่นใ ไม่เหลือบตามองไปยังเ้าของเื่ในขณะที่เคนจิพยายามหัวเราะก๊ากแบบไร้เสียงจนไหล่สั่นเทา
สองเกลอนายคำหนึ่งฉันคำหนึ่งช่วยกันชงตบโดยไม่ได้นัดหมาย
“หน็อย— ได้ทีเอาใหญ่เลยนะ!ก็แล้วทำไมต้องใส่หัวข้อเื่ลี้ลับเข้ามาด้วยล่ะเ้าพวกบ้า!”
ชิโฮะะเิอารมณ์ด้วยใบหน้าบูดบึ้ง เคนจิหัวเราะร่วนไม่หยุดที่ได้แหย่เธอเล่น
“ทีตอนเ้าฮารุโตะจับฉลากได้หัวข้อเื่ตลกแม้จะฝืดไปบ้าง ก็ยังทำได้ดีกว่าเธอเยอะเลย”
“เฮ้อย่าลากฉันไปเอี่ยวเซ่!”
“เอ๊ะ— อะไรกันจบแล้วเหรอ ฉันยังไม่ทันฟังเื่ของชิโฮะจังเลย”
รุ่นพี่สาวที่เพิ่งทำธุระในห้องน้ำเสร็จเอ่ยขึ้นอย่างเสียดายท่ามกลางเสียงหัวเราะของทุกคน
“เอาล่ะ ๆต่อไปเป็ตาของใครเอ่ย—"
สุกี้หม้อใหญ่เหนือเตาแม่เหล็กไฟฟ้ากำลังเดือดจัดส่งเสียงดังปุด ๆ ฝั่งขวาเป็ซูชิหลายก้อนวางเรียงบนจานไม้อย่างเป็ระเบียบฝั่งซ้ายเรียงปลาไหลไว้หลายแถว กลิ่นหอมของมันลอยอบอวลไปทั่ว แม้อาหารจะหลุดธีมของเทศกาลไปสักหน่อยก็ตาม
โชคดีที่เรย์กับชิโฮะยังพอมีทักษะทำอาหารอยู่บ้างด้วยเหตุนี้ทุกมื้อจึงมักมีอาหารหลากหลายบนโต๊ะอยู่เสมอไม่ต้องทนทานอาหารสำเร็จรูปไปตลอด
แม้เคนจิเคยอาสาช่วยเหลือก็ต้องถูกเขากับชิโฮะไล่ออกจากครัวไป แค่เื่พื้นฐานง่าย ๆหมอนี่ยังใส่เกลือกับน้ำตาลสลับกันอยู่เลย
ต้องยกความดีความชอบให้กับแม่ของเขาที่เคี่ยวเข็ญแกมบังคับสอนทักษะเหล่านี้ติดตัวให้ แตกต่างจากน้องสาวของเขาที่ไร้พร์ในด้านนี้อย่างสิ้นเชิง
ตัวอย่างเช่นเธอชอบสาดเครื่องปรุงเกินความจำเป็ เหลือเปลือกไข่ปะปนอยู่ในอาหารหรือต้มซุปทิ้งไว้จนงวดเกินไป แม้ไม่ถึงกับกินไม่ได้ แต่รสชาตินั้นสุดไม่ได้เื่ซ้ำเ้าตัวยังไม่คิดปรับปรุงฝีมือ
แม้สถานะภายนอกตอนนี้จะค่อนข้างตึงเครียดแต่อุณหภูมิอันหนาวเย็นกับไอน้ำอันอบอุ่นของหม้อต้ม ก็เยียวยาพวกเขาได้เป็อย่างดีบรรยากาศของปาร์ตี้ค่ำคืนนี้จึงไม่เลวร้ายเกินไปนัก
หลังสังสรรค์กันจนเริ่มดึกดื่นแชมเปญขวดแล้วขวดเล่าถูกเปิดออก กล่องของขวัญหลายกล่องถูกแกะออกกระจัดกระจายเต็มพื้นใบหน้าเกือบทุกคนล้วนตึงด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์
“สมัยมัธยมต้นตอนที่น้องสาวหมอนั่นเพิ่งย้ายโรงเรียนมาใหม่ๆ เธอน่ะกลายเป็ที่ป๊อปปูล่าในหมู่นักเรียนจนถูกกลุ่มรุ่นพี่หมายหัวเข้า—แล้วมีอยู่วันหนึ่ง ยัยพวกนั้นกะเรียกเธอออกมาสั่งสอนด้วยความหมั่นไส้แต่กลับกลายเป็ว่าถูกเด็กผู้หญิงตัวคนเดียวเล่นงานเสียยับเอง”
“โห สุดยอดไปเลยอะ”
โยซึรุตบมือดังแปะกล่าวชื่นชม
“ใช่ไหมล่ะ ...แต่ว่านะไม่นานหลังจากนั้นนี่สิ ความแค้นทำให้เื่มันเลยเถิดยัยพวกนั้นดันไปลากพวกแยงกี้ต่างโรงเรียนเข้ามายุ่ง ด้วยจำนวนคนที่เยอะกว่าเด็กคนนั้นเองโดนรุมยำจนต้องเข้าโรงพยาบาลเลยล่ะ... เอิ๊ก”
เคนจิสะอึกเบา ๆเขาถอนหายใจเมื่อระลึกถึงเื่เมื่อครานั้น
“โยซึรุคิดว่าเื่นี้จบลงยังไง”
เคนจิเอ่ยถามแฟนสาวเพราะทั้งฮารุโตะและชิโฮะต่างรู้ตอนจบของเื่นี้อยู่แล้ว
“อืมพวกนั้นน่าจะถูกตำรวจตามจัดการได้หมดใช่ไหม”
“เกือบถูก... เอิ๊ก เพราะก่อนที่ตำรวจจะเข้ามาจัดการหมอนั่นไล่ตามสืบถึงคนที่มีส่วนร่วมกับเหตุการณ์นั้นทั้งหมด และไม่นานเกินรอหมอนั่นไล่คิดบัญชีพวกมันเรียงคน จนสุดท้ายกลายเป็เื่วุ่นวายใหญ่โตเดือดร้อนกันไปหมดกว่าจะไกล่เกลี่ยเื่ทั้งหมดได้ก็ต้องใช้เส้นสายกันพอสมควร”
“ตอนเกิดเื่เคนจิก็อยู่ด้วยงั้นเหรอ”
พอโยซึรุถามด้วยความประหลาดใจเคนจิก็ตอบพลางหวนคิดถึงอดีต
“แน่นอนสิตอนที่หมอนั่นใช้ดาบไม้ปรี่เข้าใส่ แม้อีกฝ่ายจะตัวโตกว่าพอนึกถึงใบหน้าใของเ้าพวกนั้นแล้วโคตรสะใจเป็บ้า... แต่ว่าเป็ครั้งแรกเลยที่ฉันรู้สึกว่าหมอนั่นยามโกรธน่ะน่ากลัวฉิบเป๋ง บางทีก็คิดนะ ว่าเ้านั่นไม่ได้เป็คนนิ่ง ๆอย่างที่พยายามแสดงให้เห็น—”
เคนจินั้นเป็เพื่อนสนิทกับเรย์ที่คบกันมานานที่สุดเขาเข้าใจตัวตนอีกฝ่ายเป็อย่างดีย้อนกลับไปเมื่อห้าหกปีก่อนที่ทั้งคู่ทะเลาะกันอย่างจริงจังในเื่อะไรสักอย่างที่ตัวเขาก็จำไม่ได้
ตอนนั้นเคนจิตั้งใจออมมือเพราะเห็นว่าขนาดตัวต่างกันแต่ก็ยังทรงพลังพอจะทำให้เรย์ซึ่งตัวเล็กกว่าล้มกระเด็นเขาะโอย่างเกรี้ยวกราดใส่อีกฝ่ายที่ล้มกลิ้งเนื้อตัวเลอะฝุ่นดวงตาของเรย์มองกลับอย่างนิ่งสงบไม่หวั่นไหว
เรย์ปากแตก เขาถ่มเืก่อนลุกขึ้นยืน
‘ฉันไม่จำเป็ต้องยอมให้นายต่อยอยู่ฝ่ายเดียวฉันไม่ออมมือหรอกนะ ถ้าจะลุยก็เข้ามา’
เขาถูกชกเข้าที่ใบหน้าอย่างจัง พร้อม ๆกับที่อีกฝ่ายกำลังพูด ร่างเล็กเหวี่ยงหมัดด้วยท่วงท่าเบาหวิวแต่กลับรุนแรงอย่างน่ากลัว ทั้งการเคลื่อนย้ายน้ำหนักตัวและการส่งกำลังทำได้อย่างเหมาะเจาะไม่มีการเคลื่อนไหวสูญเปล่า เคนจิโดนต่อยล้มอย่างหมดท่าและรู้สึกมึน
‘พูดมากอะไรของแกวะฉันจะซัดให้ร่วงเดียวนี้ค่อยดู’
คราวนี้เคนจิพุ่งเข้าใส่อีกฝ่ายแบบไม่ออมมือผลคือต่างฝ่ายน่วมไม่ต่างกัน ภาพลักษณ์ของเรย์ในสายตาเคนจิเปลี่ยนไปเล็กน้อยพอเขาเล่าเื่นี้ให้ฮารุโตะฟังในภายหลัง อีกฝ่ายกลับบอกด้วยความเหนื่อยหน่ายว่า
‘ปรับความเข้าใจกันด้วยกำปั้นรึนี่ใม่ใช่การ์ตูนโรงเรียนลูกผู้ชายนะ ไม่อายบ้างหรือไง’
และก็ถูกหมอนั่นว่าไว้แบบนั้นแหละ
“เห~ เคนจิคงลำบากมากเลยงั้นสิ”
“ใช่เลยหมอนั่นทั้งปากหนักทั้งเ็าสุด ๆ บางทีก็ไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าคิดอะไรอยู่”
“อะแฮ่ม— ฉันไปห้องน้ำแปบเดียวนายเล่าเื่ไร้สาระอะไรให้รุ่นพี่ฟังกันเนี่ย”
คนที่ถูกพาดพิงจำต้องเบรกมหกรรมการนินทาที่กำลังดำเนินอยู่การสนทนาของพวกเขาทำให้เรย์นึกถึงเื่ที่ไม่น่าจดจำสักเท่าไหร่
แต่คราวนี้เขาสามารถยิ้มรับมันได้ราวกับย้อนรำลึกถึงเหตุการณ์ที่น่าอับอายในวัยเด็กและเผชิญหน้ากับมันได้อย่างง่ายดาย
“เหอะ ฉันแค่อยากบอกทุกคนว่าอย่าถูกภาพลักษณ์เชื่อง ๆ ของนายหลอกเข้าก็เท่านั้นแหละ”
เคนจิหัวเราะด้วยใบหน้าแดงระเรื่อด้านหน้ามีขวดแชมเปญที่ข้างในว่างเปล่าตั้งเรียงรายอยู่นับสิบ
“เห—นึกภาพไม่ออกเลยนะว่าอาซากุระคุง มีมุมแบบนั้นกับเขาด้วย”
รุ่นพี่สาวหัวเราะคิกด้วยใบหน้าแดงก่ำเหมือนคนอื่นๆ เช่นกัน
เรย์นั่งลงเขาเสยกเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ขึ้นจิบด้วยใบหน้าระเรื่อเล็กน้อย ไม่ตอบคำถามแต่ก็ไม่ปฏิเสธ
“นายเมามากแล้วนะเคนจินี่ก็ดึกมากแล้วด้วย”
เขาเหลือบมองไปยังนาฬิกาติดผนังบ่งบอกเวลาใกล้เข้าสู่วันใหม่
“ไม่เมาก็แปลกดิไม่ใช่น้ำเปล่านะเฟ้ย... ใครจะเหมือนนายกัน ไม่ยอมดื่มสักแอะ— ดูขนาดเ้าพวกนั้นสิ”
เคนจิบุ้ยปากไปทางฮารุโตะกับชิโฮะที่กินดื่มอิ่มหนำจนเริ่มตาลายด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ไม่ต่างกันทั้งคู่ต่างหลับคอพับไปั้แ่เมื่อไหร่ไม่ทราบได้
“คืนนี้เป็เวรฉันเฝ้ายามนี่นาช่วยไม่ได้”
เรย์ยักไหล่ตอบกลับยิ้ม ๆเขาดื่มได้เพียงนิดหน่อยเท่านั้น ปล่อยให้ทุกคนได้สนุก ผ่อนคลายกันอย่างเต็มที่ นี่เป็หนึ่งในเหตุผลที่อยากจัดงานนี้ขึ้นมาเพื่อปรับสภาพจิตใจของทุกคน
“เหอะไม่เสียเวลาเถียงกับเหตุผลร้อยแปดของนายละ ฉันไปนอนดีกว่า”
เคนจิเดินหันหลังโบกมือด้วยสภาพซวนเซโดยมีโยซึรุช่วยประคองกลับห้องพัก เรย์ได้แต่ส่ายหัวมองตามหลังอีกฝ่ายจนลับตา