หลินเสวี่ยหลานเห็นท่าทางลามกของโจวเซินอี้ก็รู้สึกรำคาญแทบตายแล้วขณะเดียวกันนางก็รู้สึกว่าทั้งหมดนี้ไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย
หลินเสวี่ยจู๋มีสิทธิ์อะไรถึงแต่งให้หยวนซิวได้? แม้ว่าหยวนซิวจะตกอับแต่ก็ยังคงรักษามาดของผู้สูงส่งและสง่างามเอาไว้ได้ ส่วนนางกลับถูกบุรุษที่อัปลักษณ์และลามกพรรค์นี้มาชอบพอ
หมอเทวดาอะไรกัน?บอกว่าเป็นผีผูกคอตายยังน่าเชื่อกว่า!
เมื่อคิดดังนั้นหลินเสวี่ยหลานจึงรีบละสายตากลับแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นโจวเซินอี้
โจวเซินอี้ร้อนใจราวกับมดที่ติดอยู่ในหม้อที่กำลังถูกต้มยิ่งหลินเสวี่ยหลานไม่สนใจเขา เขาก็ยิ่งตะโกนเสียงดังเนื่องจากไม่มีทางเลือกเมื่อวานหลิวขุยแสดงท่าทีชัดเจนแล้วว่าผู้คุมจะไม่สนใจความเป็นความตายของเขา
ดังนั้นในขบวนเนรเทศนี้จึงมีเพียงหลินเสวี่ยหลานเท่านั้นที่ช่วยเขาได้
“แม่นางหลิน ข้าโจวเซินอี้เอง เจ้าดูข้าสิ ข้าอยู่ตรงนี้”
โจวเซินอี้หันหน้าไปมองหลินเสวี่ยหลานขณะที่ตัวหมุนไม่หยุดราวกับเขาเป็นดอกทานตะวัน และหลินเสวี่ยหลานเป็นพระอาทิตย์ของเขาก็ไม่ปาน
ทว่าพระอาทิตย์ของเขากลับไม่ยอมส่องแสงให้เขาไม่ว่าเขาจะตะโกนอย่างไรก็ตาม
โจวเซินอี้ใกล้จะหายใจไม่ออกเสียงที่เปล่งออกมาจึงยิ่งฟังดูเหมือนภูตผี
ทุกคนต่างมองเขามีเพียงหลินเสวี่ยหลานเท่านั้นที่แสร้งทำเป็นมองไม่เห็น
โจวเซินอี้โมโหแทบตายแล้ว
เสียดายที่เขามอบอาหารที่ดีที่สุดให้นางแม้กระทั่งรถม้าก็ให้ย่าที่ร่างกายอวบอ้วนกับบิดาที่แก่เฒ่าและน่ารังเกียจของนางขึ้นไปนอนเป็นเพราะเขาออกหน้าปกป้องนางถึงได้ถูกแก้แค้นเช่นนี้
สุดท้ายนี่คือวิธีที่นางตอบแทนเขาอย่างนั้นหรือ? ช่างเป็นสตรีที่ใจร้ายยิ่งนัก!
หัวใจของโจวเซินอี้แปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบความเกลียดชังที่เขามีต่อหลินเสวี่ยจู๋ค่อยๆ ย้ายไปที่หลินเสวี่ยหลาน
เขาตะโกนอย่างบ้าคลั่ง“หลินเสวี่ยหลาน เจ้ามันสตรีเนรคุณ เจ้า...”
เนื่องจากอารมณ์ความรู้สึกผุดขึ้นมามากเกินไปจึงทำให้เขาเป็นลมสลบไป
ลู่โม่มองดูเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ด้วยสายตาเย็นชาคิดในใจว่าพี่สะใภ้ช่างเก่งกาจยิ่งนัก
บอกว่าจะให้โจวเซินอี้ได้เห็นธาตุแท้ของหลินเสวี่ยหลานก็ทำสำเร็จจริงๆเพียงแต่พี่สะใภ้ที่เก่งกาจถึงเพียงนี้ ตอนนี้เป็นเช่นไรบ้าง?
นางกับพี่ชายคงจะปลอดภัยใช่หรือไม่?
ลู่โม่กังวลอย่างหนักอีกครา
ส่วนหลินเสวี่ยจู๋ที่เขาเป็นกังวลนั้นตอนนี้กลับนั่งอยู่บนรถม้าอย่างมีความสุข
นางแง้มผ้าม่านมองดูทิวทัศน์สองข้างทางเป็นครั้งคราวราวกับกำลังเดินทางท่องเที่ยวในฤดูใบไม้ผลิก็ไม่ปาน
แน่นอนว่านางกำลังมองหาทรัพยากรหากพบเจอสิ่งที่อยู่ในระยะเหมาะสม นางก็จะเก็บเข้าสู่มิติอย่างไม่เกรงกลัว
เหยี่ยนอ๋องเป็นผู้ที่ชื่นชอบความสุขสบายทิวทัศน์บนเส้นทางนี้มองผ่านๆ ดูเหมือนกับที่อื่น แต่หากสังเกตให้ดีก็จะพบร่องรอยการตกแต่งด้วยฝีมือมนุษย์
ตัวอย่างเช่นต้นไม้ริมทางที่ปลูกสลับกัน มีทั้งต้นท้อ ต้นซิ่ง ต้นสาลี่ ต้นเหมย ต้นแปะก๊วย ต้นเฟิง[1] เป็นต้น
รับรองได้ว่าจะมีทิวทัศน์ที่สวยงามให้ชื่นชมตลอดทั้งปี
แต่ทิวทัศน์เหล่านี้หลังจากที่หลินเสวี่ยจู๋ผ่านทางไป มันก็จะกลายเป็นทิวทัศน์ในมิติของนาง
ผ่านเขตนี้ไปก็จะถึงกำแพงด้านนอกของจวนเหยี่ยนอ๋อง
เลียบกำแพงสีเทามีต้นชาหลากสีสันปลูกไว้จนเต็ม
เวลานี้เป็นช่วงที่ดอกไม้บานสะพรั่งเมื่อมองไกลๆ กำแพงที่เต็มไปด้วยดอกไม้ดูสวยงามน่าตื่นตาตื่นใจ
“คุณชาย ฮูหยิน เชิญลงจากรถม้าแล้วเดินเท้าเข้าไป” องครักษ์เอ่ย
หลินเสวี่ยจู๋เปิดม่านรถม้าออกก่อนจะชี้ไปที่เก้าอี้พนักพิงสูงที่วางอยู่ด้านข้าง “เช่นนั้นรบกวนท่านทั้งสองแบกสามีของข้าเข้าไปด้วย”
การเดินเท้านั้นเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วและหากไม่มีผู้ใดแบกหยวนซิว นางก็จะนั่งอยู่ในรถม้าไปตลอด
มาดูกันว่าผู้ใดจะร้อนใจยิ่งกว่ากัน
องครักษ์ทั้งสามมองหน้ากันไปมาสุดท้ายก็มีสองคนเดินมาแบกหยวนซิวขึ้นมาอย่างกล้ำกลืนฝืนทน
ส่วนอีกคนติดตามหลินเสวี่ยจู๋ไป
เมื่อก้าวเข้าไปในประตูก็พบว่าด้านข้างปลูกต้นกุ้ยฮวาหลายต้นตรงกลางเป็นซุ้มดอกไม้สองแถว แถวหนึ่งปลูกดอกจื่อเถิง[2] ส่วนอีกแถวปลูกองุ่น
ผ่านซุ้มดอกไม้ไปก็จะพบต้นโพธิ์ต้นใหญ่อยู่ตรงกลางดูท่าทางน่าจะมีอายุไม่น้อยแล้ว
ส่วนสองฝั่งปลูกต้นอวี้หลาน[3] ต้นติงเซียง[4] ต้นเหอฮวน[5] และต้นงิ้ว
เดินเข้าไปอีกก็จะมีภูเขาจำลองจากนั้นศาลาและทางเดินจะเปลี่ยนเป็นคดเคี้ยว เพราะเริ่มเข้าสู่เขตที่พักอาศัย
หลินเสวี่ยจู๋เดินไปพลางคิดว่าประเดี๋ยวตอนที่เก็บสิ่งของเหล่านี้เข้าสู่มิตินางจะจัดวางมันในรูปแบบใด
ตรงไหนสามารถคงไว้เช่นเดิมและตรงไหนที่ต้องปรับปรุง
เรียกได้ว่านี่เป็นโครงการที่ใหญ่โตอย่างยิ่ง
จนกระทั่งองครักษ์นับสิบคนชี้ดาบมาที่นางกับหยวนซิวนางถึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าตนเองถูกล้อมแล้ว
“มีอันใดก็ค่อยพูดค่อยจากันเหตุใดต้องใช้ความรุนแรงถึงเพียงนี้?” หลินเสวี่ยจู๋ถลึงตาใส่องครักษ์พวกนั้นอย่างไม่พอใจ
ส่วนหยวนซิวมีท่าทีปกติเขาพูดอย่างไม่รีบร้อน “เสด็จพี่ ไม่ได้พบกันนาน ครั้งก่อนที่น้องชายกลับเมืองหลวง เสด็จพี่กำลังยุ่งอยู่กับการตรวจค้นจวนของน้องชายจึงไม่ได้พบกันไม่ทราบว่าเสด็จพี่สบายดีหรือไม่?”
สิ้นเสียงของเขาเหยี่ยนอ๋องก็เดินออกมาจากด้านหลังองครักษ์
หลินเสวี่ยจู๋เห็นใบหน้าของเขาก็เกือบจะหัวเราะออกมานางนึกถึงคืนนั้นที่ตนเองปล้นทรัพย์สินในจวนเหยี่ยนอ๋อง นางจำได้ว่าเห็นสิ่งของแปลกๆมากมาย
ตอนนั้นนางยังคิดว่าเหยี่ยนอ๋องช่างรู้จักหาความสุขเสียจริงพอได้เห็นตัวจริง นางก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจอีกครา ใบหน้าที่ดูอ่อนแอเช่นนี้ช่างเหมาะสมกับของสะสมเหล่านั้นจริงๆ
“เหตุใดน้องสะใภ้ถึงได้ดูมีความสุขเช่นนี้กำลังนึกเรื่องอันใดอยู่หรือ?”
เหยี่ยนอ๋องเห็นหลินเสวี่ยจู๋ยิ้มก็รู้สึกไม่สบอารมณ์
แต่เมื่อนึกถึงคำพูดที่ฮ่องเต้พูดกับเขาก็พยายามข่มกลั้นความโกรธเอาไว้
หลินเสวี่ยจู๋ถูกเรียกชื่ออย่างกะทันหันจึงได้สติกลับมา“เหยี่ยนอ๋อง หม่อมฉันดูใบหน้าท่านแล้วช่วงนี้ดูเหมือนจะมีเคราะห์ควรระวังไว้หน่อยจะดีกว่านะเพคะ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเหยี่ยนอ๋องแข็งค้างก่อนจะเผยสีหน้าสงสัยออกมา หรือว่าเรื่องที่ท้องพระคลังกับจวนของเหล่าขุนนางในเมืองหลวงถูกปล้นจะเกี่ยวข้องกับหยวนซิวจริงๆ?
แต่เขาทำอย่างไรถึงสามารถขนย้ายข้าวของมากมายขนาดนั้นออกจากเมืองหลวงที่มีการป้องกันอย่างแน่นหนาได้?
เหยี่ยนอ๋องจงใจถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“น้องสะใภ้หมายความว่าอย่างไร?”
แม้เขาจะรู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้แต่ก็ยังต้องการจับผิดคำพูดของหลินเสวี่ยจู๋ ถึงอย่างไรสตรีผู้นี้ก็เป็นกระเป๋าฟางจัดการได้ง่ายกว่าหยวนซิวมากโข
ไม่คาดคิดว่าหลินเสวี่ยจู๋จะทำสีหน้าลึกลับยากที่จะคาดเดา“ความลับฟ้าดิน ไม่อาจแพร่งพรายเพคะ”
พูดจบก็บุ้ยปากไปทางองครักษ์สิบกว่าคนบอกเป็นนัยๆ ให้เขาไล่คนออกไป
เหยี่ยนอ๋องย่อมเข้าใจแต่ยิ่งหลินเสวี่ยจู๋ทำตัวลึกลับ เขาก็ยิ่งไม่เชื่อว่าสตรีผู้นี้จะมีสิ่งที่เขาต้องการเพียงสร้างสถานการณ์ตบตาก็เท่านั้น
เหยี่ยนอ๋องจ้องมองหยวนซิวอีกครา
“ผู้ใดก็ได้พาน้องสะใภ้ไปเดินเล่นรอบๆเสีย พวกเราพี่น้องมีเรื่องต้องคุยกัน”
ทันทีที่เหยี่ยนอ๋องออกคำสั่งองครักษ์คนหนึ่งก็เดินตรงมาหาหลินเสวี่ยจู๋ “ฮูหยินเชิญ”
ส่งองครักษ์มาแค่คนเดียวนี่เท่ากับดูถูกนางใช่หรือไม่?
หลินเสวี่ยจู๋ลอบขบขันอยู่ในใจก่อนจะโบกมือให้หยวนซิวด้วยท่าทีของคนที่ไม่มีแผนการร้ายใดๆ “สามีพวกท่านคุยกันไปก่อนนะเจ้าคะ ข้าจะไปเที่ยวแล้ว”
หยวนซิวพยักหน้าแต่แววตากลับลุ่มลึก
เขามีลางสังหรณ์ว่าสตรีผู้นี้จะต้องก่อเรื่องเป็นแน่
“ระวังตัวด้วย” เขายังคงไม่วางใจเล็กน้อย จึงอดไม่ได้ที่จะกำชับ
“ทราบแล้ว” เมื่อหลินเสวี่ยจู๋ตอบก็เดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
เหยี่ยนอ๋องมองหลินเสวี่ยจู๋จากไปด้วยสายตาดูแคลนรอยยิ้มจอมปลอมบนใบหน้าหายไปนานแล้ว
เขาทำสีหน้าบึ้งตึงแล้วเอ่ยกับเหล่าองครักษ์“นี่คือน้องชายของข้า พวกเจ้าต้องรับใช้เขาให้ดี”
“พ่ะย่ะค่ะ!”องครักษ์พูดจบก็ดึงเชือกออกมามัดหยวนซิวไว้กับเก้าอี้พนักพิงสูงแล้วแบกเข้าไปในเรือน
.............................
[1] ต้นเฟิง หมายถึง ต้นเมเปิล
[2] ดอกจื่อเถิง หมายถึง ดอกวิสทีเรีย
[3] ต้นอวี้หลาน หมายถึง ดอกแมกโนเลีย
[4] ต้นติงเซียง หมายถึง ดอกไลแลค
[5] ต้นเหอฮวน หมายถึง ต้นไหมเปอร์เซีย