บทที่ 9 – รอยยิ้มในม่านหมอก
เสียงครืดเบา ๆ ของไม้กวาดที่ลากไปตามพื้นทางเดินหินหน้าจวนสกุลซ่งเป็เสียงแรกที่ดังขึ้นในเช้าวันนั้น ไม่ใช่เสียงนก หรือเสียงใบไม้กระทบลมเหมือนเช้าอื่น หากเป็จังหวะเรียบ ๆ ที่กลับกลายเป็สิ่งปลุกให้สตรีในเรือน ตื่นขึ้นมาด้วยหัวใจที่ไม่แน่ชัดนักว่ากำลังเต้นช้าหรือเร็วเกินไป
ซ่งเหยาเปิดประตูเรือนออกช้า ๆ แสงตะวันอ่อนเพิ่งแตะแนวขอบฟ้า สีทองแรกของวันยังไม่เรืองพอจะเจือหมอกที่ลอยคลุมยอดไม้ ทั้งสวนหลังเรือน แต่เพราะคุ้นชินกับบรรยากาศนี้ นางจึงถือตระกร้าไม้ไผ่ติดมือออกมาด้วยเช่นเคย
วันนี้ไม่เหมือนวันก่อน ไม่ใช่เพราะหมอกหรือกลิ่นหอมจากดอกไม้แห้งในลม หากเพราะในใจของนางมีบางสิ่งแปลกไป เสียงเท้าสองคู่เคลื่อนไปบนทางกรวด ทว่าอีกหนึ่งเสียงกลับมาจากทิศตรงข้าม
“คุณหนูซ่งออกมาเก็บยอดชาแต่เช้าเชียวหรือ?”
เสียงนั้นไม่ดังนัก แต่ทุ้มต่ำและอบอุ่นจนนางจำได้ทันทีว่าเป็ของใคร
ซ่งเหยาชะงักเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้น เห็นร่างสูงของบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่ใต้ร่มไม้ไผ่ ม่านหมอกทำให้เสื้อคลุมของเขาดูพร่าเลือนราวกับหลุดมาจากภาพฝัน
“แล้วท่านเล่าเ้าคะ มาทำอะไรในสวนหลังเรือนยามเช้าเช่นนี้?”
ฉู่เหยียนยิ้มเล็กน้อย ไม่ตอบในทันที หากแต่เดินเข้ามาใกล้อย่างเงียบเชียบ จนกระทั่งยืนห่างจากนางเพียงไม่กี่ก้าว
“ข้าเพียงรู้สึกว่าวันนี้น่าจะมีอะไรบางอย่างให้พบเห็น จึงออกมา”
ซ่งเหยาหัวเราะเบา ๆ “แล้วท่านพบหรือยังเ้าคะ สิ่งที่ว่า?”
“พบแล้ว” เขาตอบโดยไม่หลบสายตา
แม้คำพูดจะเรียบง่าย แต่แววตาและน้ำเสียงกลับไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามีความหมายแฝงอยู่ ซ่งเหยาเบือนหน้าหลบเล็กน้อย แสร้งมองต้นไม้ข้างทาง แต่ปลายหูกลับแดงเรื่ออย่างชัดเจน
“ข้าว่าหมอกเช้านี้ช่างหนาจริง ๆ” นางเอ่ยเปลี่ยนเื่ ก่อนจะก้าวไปยังพุ่มชาตรงริมรั้ว “ยอดชาที่เก็บยามเช้าเช่นนี้ หากนำไปอบร่วมกับกลีบเหมยแห้ง จะได้กลิ่นหอมเย็นติดปลายลิ้นท่านอยากลองหรือไม่เ้าคะ?”
ฉู่เหยียนเดินตามหลังนางมาเงียบ ๆ ก่อนจะรับตะกร้าไม้ไผ่จากมือนางมาอย่างสุภาพ “จะให้ข้าช่วยเ้าเก็บหรือ?”
“แน่นอนเ้าค่ะ ในเมื่อท่านมาแล้วก็อย่าปล่อยให้มือตัวเองว่างสิ”
แสงแดดเริ่มทอผ่านหมอกบางราวกับม่านไยไหม เงาของคนสองคนที่ยืนอยู่ข้างกันถูกทอดลงบนผืนดินชื้น ม่านหมอกมิอาจบดบังเสียงหัวเราะแ่เบาของสตรีที่แว่วอยู่กลางลานสวน
เขามองภาพตรงหน้าอย่างเงียบ ๆ พลางเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเบา “เ้ารู้หรือไม่ว่ามีสิ่งหนึ่งที่หมอกไม่อาจปิดบังให้พร่าเลือน?”
ซ่งเหยาหยุดมือชั่วครู่แล้วหันมามองเขา “อะไรหรือเ้าคะ?”
“รอยยิ้ม” เขาตอบสั้น ๆ แต่ั์ตาทอประกายจริงจัง “โดยเฉพาะ...ของเ้า”
ซ่งเหยานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลบตาแล้วก้มลงเก็บใบชาอีกครั้ง คราวนี้มือไม้ของนางกลับสั่นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
หลังจากนั้นทั้งสองเดินกลับมาทางเรือนช้า ๆ ระหว่างทาง ฉู่เหยียนเอ่ยถามเสียงเรียบ “เ้าเคยคิดอยากออกจากเมืองซางอวิ๋นบ้างหรือไม่?”
ซ่งเหยาหันมามองเขา ดวงตาใสนิ่ง “บางครั้งเ้าค่ะ ข้าเคยฝันถึงเมืองหลวง แต่เมื่อมองดูที่นี่ ข้าก็ไม่แน่ใจว่าข้ายังอยากไปที่นั่นไหม?”
“เพราะเหตุใดหรือ?” เขาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย
“เพราะที่นี่มีพ่อแม่บุญธรรมที่รักข้า มีสวนชาสายลม และมีใครคนบางคนที่ทำให้ข้ารู้สึกอบอุ่น” นางพูดจบก็หลบตา ราวกับเพิ่งรู้ตัวว่าพูดมากเกินไป
ฉู่เหยียนหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ไม่ได้ถามต่อแต่สายตาที่ทอดมองสตรีข้างกายนั้นกลับอบอุ่นยิ่งกว่าคำใด ๆ
ในเรือนหนังสือของคหบดีซ่ง ชายชรานั่งพิงพนักเก้าอี้ไม้ฉลุลาย มือหนึ่งถือพู่กัน อีกมือนวดหว่างคิ้วช้า ๆ พลางมองฉู่เหยียนที่นั่งอยู่อีกฝั่งหนึ่ง
“ท่านฉู่...” คหบดีซ่งเอ่ยขึ้นในที่สุด “ข้าเฝ้ามองดูท่านมาหลายวัน เห็นความตั้งใจ ความอ่อนน้อมและความรอบคอบ ข้าจึงไม่อาจที่จะไม่เอ่ยถึงเื่นี้”
ฉู่เหยียนสบตาท่านคหบดีนิ่ง ๆ
“เหยาเอ๋อร์ บุตรสาวของข้า แม้นางจะมิใช่บุตรสาวแท้ ๆ แต่ข้ารักดั่งลูกในอก” คหบดีซ่งเอ่ยออกมาด้วยแววตาเปื้อนรอยยิ้ม
“ข้าย่อมเข้าใจ” ฉู่เหยียนพยักหน้าช้า ๆ
“หากท่านมีความตั้งใจจริงสักวันหนึ่ง ข้ายินดีให้พูดคุยกับข้าอย่างเปิดเผย”
คำพูดนั้นไม่ได้เอ่ยคำว่า 'แต่งงาน' โดยตรง แต่แฝงความหมายไว้ชัดเจน ฉู่เหยียนประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม “ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง”
ค่ำวันเดียวกัน เฉินไป๋เข้ามาในเรือนรับรองพร้อมรายงานเบา ๆ “มีข่าวใหม่จากโรงน้ำชาฝั่งตะวันตก ผู้ดูแลเปลี่ยนมือกะทันหันขอรับ ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับพวกพ่อค้าเถื่อน”
ฉู่เหยียนนิ่งไปครู่หนึ่ง “ส่งคนของเราแฝงตัวเข้าไป...อย่าให้สะดุดตาใคร”
“ขอรับ นายท่าน” ขณะที่เฉินไป๋จะถอยออก
ฉู่เหยียนกลับกล่าวเบา ๆ โดยไม่ตั้งใจ “หากทุกอย่างจบลงง่ายกว่านี้ ข้าคงไม่ต้องโกหกนาง”
เฉินไป๋หยุดชั่วครู่ มองเ้านายตนเองที่ไม่รู้ตัวว่ากำลังหลุดคำพูดที่ไม่เคยหลุดจากปากมาก่อน ราตรีนั้นเงียบสงัด แสงตะเกียงที่หน้าต่างค่อย ๆ มอดลง พร้อมความรู้สึกบางอย่างที่ค่อย ๆ ตอกลึกลงในใจของบุรุษผู้หนึ่ง