บทที่ 22
“ท่านฌอนเจ้าค่ะ อย่าพึ่งปิดร้านเจ้าค่ะ” เธอรีบวิ่งเข้ามา เมื่อเห็นว่าฌอนกำลังจะปิดประตูร้าน“เจ้านั้นเอง..ไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้..พรุ่งนี้ข้าก็เปิดรับแลกอยู่” ฌอนกล่าวออกไป“ขออภัยเจ้าค่ะ...พอดีๆน้องๆของข้ายังไม่ค่อยได้ทานอะไรเลย ข้าจึงรีบมาแลกให้ไวที่สุดเจ้าค่ะ” เธอกล่าวออกมาในขณะที่เหนื่อยหอบ“อย่างนั้นรึ..ถ้าอย่างนั้นก็เชิญเจ้าเข้ามาแลกมันไปได้เลย...ว่าแต่เจ้าเอามาทั้งหมดเท่าไหร่ล่ะ” ฌอนเอ่ยถามออกมา“ข้าน้อยเอามาแลกทั้ง 3,200 ซองเจ้าค่ะ” เธอตอบออกมา“โอ้ว..น้องๆเจ้ามีเยอะขนาดนั้นเชียวรึ” ด้วยความสงสัยฌอนจึงเอ่ยขึ้นมาถามกับเธอ“ใช่แล้วเจ้าค่ะ..พวกข้าเป็นเพียงแค่เด็กกำพร้า...น้องๆส่วนใหญ่จะกำพร้าพ่อแม่ผลจากสงครามเจ้าค่ะท่านฌอน” เธอกล่าวออกมาอย่างตรงไปตรงมาตามความจริง“อย่างงั้นรึ...แล้วเจ้ามีกันทั้งหมดกี่คนกันล่ะ” ฌอนถามต่อ“พวกข้าน้อยมีกันทั้งหมด 33 ชีวิต รวมตัวข้ากับผู้ดูแลแม่ซีอยู่ท่านหนึ่งที่กำลังป่วยหนักอยู่เจ้าค่ะ” ไม่ว่าจะถามคำถามใดๆมา เธอก็จะตอบ เพราะสิ่งที่ท่านฌอนกำลังจะทำให้กับเธอและน้องๆของเธอคือการได้อิ่มท้องไปหนึ่งวัน ไม่ว่าจะถามอะไรมากกว่านี้เธอก็ยินดีที่จะตอบ“อื้มมม...นั้นเจ้าวางซองเปล่าไว้ตรงนี้ได้เลย แล้วเดี๋ยวข้าจะไปหยิบสินค้าให้กับเจ้าเอง” ฌอนชี้ไปทางซองมาม่าที่เธอใส่มาในกระเป๋า และชี้มาที่เคาน์เตอร์เก็บเงิน“เจ้าค่ะ” เธอนำซองออกมาวางบนเคาน์เตอร์ทีละนิดทีล่ะหน่อย และทุกๆครั้งเมื่อมันครบ 100 ซองตามที่ฌอนกำหนด ซองเล่านั้นก็จะหายไปตามที่ฌอนร้องขอไว้กับระบบ มันเหมือนกับเป็นการนับไปในตัว เมื่อซองทั้งหมดถูกนำมาวางบนเคาน์เตอร์ ระบบก็แจ้งกับฌอนว่า 3,200 ซองครบตามจำนวน ฌอนเดินไปหยิบมาม่ารสหมูสับมาทั้งหมด 33 ซอง แล้ววางบนเคาน์เตอร์ ไม่พอเขายังเดินไปหยิบยาพารามาอีกสองแผงมาวางไว้ ก่อนจะเอ่ยกับหญิงสาวคนนี้ว่า“เจ้าชื่อว่าอะไรรึ”“ข้าน้อยชื่อว่า โรส เจ้าค่ะท่านฌอน” เธอที่กำลังดูงงกับสิ่งที่เขาทำและกล่าวถาม เธอจึงตอบไปอย่างเลี่ยงไม่ได้“โรสอย่างนั้นรึ เป็นชื่อที่ดี......เจ้าเก็บมาม่าของเจ้าไปได้แล้ว ทั้งหมด 33 ซอง และยาบรรเทาสองแผงนี้ ข้าฝากให้กับคุณแม่รีน่าของพวกเจ้าด้วยก็แล้วกัน” ฌอนวางเงินของตัวเองลงที่เคาน์เตอร์ตามจำนวนที่จะต้องเสีย แล้วเอ่ยกับเธอในทันที“เอ๊ะ!! ขอบพระคุณเจ้าค่ะท่านฌอน” เธอกล่าวออกมาพร้อมกับน้ำตาที่เอ่อล้น“พรุ่งนี้เจ้าก็สามารถเก็บพวกมันมาแลกอีกก็ได้...สำหรับเจ้าแล้วข้ายินดีรับแลกตลอด” ฌอนยังเอ่ยกล่าวต่อไปอีก แต่ในขณะเดียวกันโรสที่ดูจะซาบซึ้งน้ำตาของเธอยิ่งไหลออกมาเป็นทาง เธอได้แต่กล่าวขอบคุณอยู่อย่างนั้น จนฌอนเอ่ยเตือนสติของเธอว่าเธอยังมีน้องๆรอทานอาหารมื้อนี้อยู่ไม่ใช่หรือไง“ขอบพระคุณท่านฌอนอีกครั้งนะเจ้าค่ะ ข้าน้อยจะไม่มีวันลืมพระคุณของท่านเลยเจ้าค่ะ” เธอพูดออกมาพร้อมกับกล่าวลา และเดินจากไป ส่วนฌอนที่แม้ในใจจะรู้สึกว่าไม่อยากช่วยมากแค่ไหน แต่ต่อมความหลังของเขาระเบิดออกมา ฌอนที่เข้าใจดีเรื่องของเด็กกำพร้าเพราะเขาก็เป็นหนึ่งในนั้น ถ้าไม่มีเธอหรือคุณแม่รีน่าที่คอยช่วยเหลือเด็กๆ ป่านี้คงได้ตายกันไปหมดแล้ว หรือไม่บ้างคนจะต้องออกไปเป็นขโมยที่มีให้เห็นอยู่ทั่วๆไป ในฐานะที่เป็นเด็กกำพร้าเหมือนๆกัน มีอะไรก็ควรช่วยเหลือกันและกันไป‘แม้มันจะเป็นสิ่งที่เล็กน้อย แต่ขอแค่พวกคุณมีใจที่จะช่วยก็เพียงพอแล้ว ในสิ่งเล็กน้อยของคุณอาจจะเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่สำหรับใครบางคน’ฌอนที่ถูกใจกับประโยคเหล่านี้และมันฝั่งอยู่ในหัวของเขาตั้งแต่สมัยที่เขายังอาศัยอยู่กับเหล่าแม่ซีที่สถานรับเลี้ยง เพราะเธอพูดมันออกมาทุกๆวันตอนที่เขาอาศัยอยู่ที่นั้น “ไหนๆจะช่วยแล้ว..ก็ช่วยให้สุดๆไปเลยก็แล้วกัน” ฌอนกล่าวกับระบบถึงเรื่องการปิดร้านขายของ และสรุปยอดออกมา เขาได้ไปทั้งหมด 90,385 เหรียญทองแดง หรือก็คือราวๆ 90 เหรียญเงินกับเศษทองแดงนิดหน่อย ฌอนรีบเดินออกไปตามโรสหลังจากเก็บเงินที่เคาน์เตอร์ และปิดประตูร้าน ฌอนเดินมาได้สักระยะหนึ่งก็สังเกตเห็นโรส และในตอนนี้เธอกำลังถูกชายฉกรรจ์ 4 คนล้อมรอบอยู่ ฌอนที่เห็นท่าไม่ดีจึงหยิบปืนของเขาออกมาเตรียมพร้อมไว้ในมือและเดินเข้าไป ก่อนหน้านั้นไม่นานมานี้ ในขณะที่โรสกำลังเดินทางออกจากร้านของท่านฌอน เธอเดินผ่านตรอกซอยที่จะเป็นทางลัดที่ใกล้ที่สุดในการกลับไปยังสถานรับเลี้ยง“สาวน้อย....จะรีบไปไหนจ้า” ชายฉกรรจ์คนหนึ่งกล่าวออกมาพร้อมกับยื่นขวางทางเธอไว้“ช่ายๆๆ...มาสนุกกับพวกพี่ก่อนซิจ่ะ...เดี๋ยวพวกพี่พาขึ้นสวรรค์” พวกชายฉกรรจ์ทั้งสี่ต่างหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ“พวกเจ้าต้องการอะไรจากข้ากัน” เธอถามออกไปด้วยความสั่นกลัว เธอเป็นเพียงผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งเพียงเท่านั้น จะให้เอาอะไรไปสู้ผู้ชายที่ดูแข็งแรงขนาดนี้ได้อย่างไร แถมพวกเขายังมีกันตั้ง 4 คน“ถามว่าพวกข้าต้องการอะไรอย่างนั้นรึ....เจ้าไม่รู้จริงๆอย่างนั้นหรือ...ฮ่าๆ” ชายคนหนึ่งกล่าว“พวกข้าก็ต้องการร่างกายของเจ้าไง ...” ชายคนนั้นพูดจบก็ค่อยเดินออกเข้าใกล้เธอเข้ามาเรื่อยๆ “พวกเจ้าหยุดแค่นั้นแหละ...อย่าหาว่าข้าใจร้ายไม่ได้เตือนพวกเจ้า!!” ชายคนหนึ่งปรากฏตัวที่มุมของอาคาร ใบหน้าของเขาดูแล้วมันไม่ค่อยชัดเจน ถ้าดูจากที่ไกลๆ แถมไม่พอยังมีเงาแสงของอาคารที่บดบังเอาไว้ มันทำให้ดูไม่ออกว่าชายคนที่พูดนั้นเป็นผู้ใด“หื้ออออ....มีพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วยเจ้าด้วยรึ...ดีล่ะ..งั้นข้าจะเล่นมันก่อนเลยก็แล้วกัน” ชายฉกรรจ์สามคนเดินเข้าไปใกล้กับฌอนหวังเพื่อที่จะจัดการกับตัวของฌอน แต่ฌอนไม่ได้รู้สึกตื่นตัวแต่อย่างใด เขาค่อยๆยกมือที่ถือปืนขึ้นก่อนจะเอ่ยขึ้นมาว่า“ข้าได้เตือนพวกเจ้าแล้ว...จงไปเสียใจที่นรกเถอะ” ฌอนเหนี่ยวไกปืนไปยังชายตรงกลางในทันทีปังงงงงง!!!!!!!!!!เสียงปืนที่ดังขึ้นก้องไปทั่วทั้งซอย และมันดังไปทั่วเมืองแห่งนี้ พร้อมกับชายที่อยู่ตรงกลางปลิ้วถอยหลัง และล้มลงไปในจังหวะเดียวกัน โอ๊ย!!!เสียงของชายคนนั้นได้เอ่ยขึ้นก่อนจะมีอาการที่ดูหอบอย่างเห็นได้ชัด เขาดูเหมือนจะหายใจไม่ออกอย่างกะทันหัน เขาเลื่อนมือไปจับส่วนที่เขารู้สึกถึงความเจ็บปวด เลือดมากมายไหลออกมาจากคอของเขา ไม่นานเขาก็ชักกระตุกสองถึงสามทีอย่างทรมารก่อนจะสิ้นลมหายใจไป