หลังจากช่วยงานบ้านและกินมื้อเย็นฝีมือแม่เสร็จเรียบร้อยอั๋นก็ไม่รอช้า รีบคว้าจักรยานคู่ใจปั่นมุ่งหน้าไปยังบ้านของเดียวอีกครั้งเสียงแหวดแหลมของผู้เป็แม่ที่ดังไล่หลังมานั้นกลายเป็ส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวันที่เขาคุ้นชินเสียแล้ว
ทว่าหลังจากมาถึงที่หมายจอดจักรยานพิงไว้กับเสาไม้เก่าๆและกำลังจะเดินตัวปลิวเข้าบ้านไปหาเพื่อนซี้ตามความเคยชินนั้น...สองเท้าของเขาก็พลันหยุดกึกราวกับถูกตอกหมุดลงกับพื้นดิน
ร่างสูงใหญ่ของเด่นเดินสวนออกมาจากในตัวบ้านพอดี
เ้าของร่างกำยำนั้นอยู่ในชุดอยู่บ้านสบายๆเสื้อไม่ได้ใส่ เผยให้เห็นแผงอกกว้างและลอนกล้ามท้องที่สมบูรณ์แบบ
มีเพียงกางเกงฟุตบอลขาสั้นสีเข้มตัวเดียวที่สวมอยู่ส่วนบนบ่ากว้างก็มีผ้าขาวม้าลายตารางพาดไว้เป็ภาพที่คุ้นตาของวิถีชีวิตเด็กหนุ่มในชนบท...แต่มันกลับไม่ธรรมดาอีกต่อไปในสายตาของอั๋น
เขายืนนิ่งเงียบร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาป หัวใจพลันกระหน่ำเต้นรัวอยู่ในอกอย่างบ้าคลั่ง นั่นก็เพราะภาพความทรงจำจากเมื่อคืนดันฉายชัดซ้อนทับอยู่กับร่างจริงตรงหน้า
“อ้าว... ไอ้อั๋น?”
เสียงทุ้มๆของเด่นเอ่ยขึ้น ทำลายภวังค์ของอั๋นจนสะดุ้งเล็กน้อย
“มาหาไอ้เดียวมันเหรอ? มันออกไปส่งข้าวให้พ่อกับแม่ที่กลางนาน่ะค่ำๆ นู่นแหละถึงจะกลับ” ร่างสูงพูดด้วยท่าทีสบายๆ เป็ธรรมชาติไม่ได้แสดงท่าทีผิดปกติใดๆ ราวกับว่าเื่เมื่อคืนไม่เคยเกิดขึ้น
เด่นพูดพลางเดินเลยร่างโปร่งของเด็กหนุ่มไปนั่งแหมะที่แคร่ไม้หน้าบ้านพร้อมกับจับชายผ้าขาวม้าที่พาดบ่าอยู่โบกสะบัดไล่ยุงเบาๆลมจากการสะบัดนั้นพัดพากลิ่นสบู่สะอาดจางๆ มาปะทะจมูกของคนที่ยังยืนนิ่งอยู่
“อ่อ…อะ...ครับพี่เด่น” อั๋นตอบรับเสียงตะกุกตะกักลำคอแห้งผากขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
“งั้น...เดี๋ยวผมเข้าไปรอมันในห้องก่อนก็ได้พี่”
แม้จะพูดจบไปแล้วแต่สองเท้าของเขากลับยังคงหนักอึ้ง ไม่ขยับไปไหนดวงตายังคงเผลอไผลเหลือบมองสำรวจเรือนร่างของอีกฝ่ายอย่างอดไม่ได้
กล้ามเนื้อที่หนาแน่นขึ้นจนผิดหูผิดตาจากภาพจำสมัยก่อนนั้นทำให้อั๋นรู้สึกราวกับกำลังมองคนแปลกหน้าร่างกายที่สูงใหญ่อยู่แล้วยิ่งดูบึกบึนสมส่วนมากขึ้นไปอีกเมื่อได้มองใกล้ๆ
ทันใดนั้นภาพจากหนังสือการ์ตูนผู้ใหญ่ที่เคยแอบอ่านก็ผุดซ้อนขึ้นมาในหัวอย่างห้ามไม่อยู่
ภาพหน้าอกของนางเอกสาวในหนังสือพวกนั้นที่นูนเด่นแม้ไม่ใหญ่มากแต่มันก็ช่างคล้ายกับภาพตรงหน้าอย่างบอกไม่ถูก
ความคิดอันน่าอับอายแล่นวาบเข้ามาในสมองทำให้ใบหน้าของเด็กหนุ่มรู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เขารีบก้มหน้างุดหลบสายตาของอีกฝ่ายที่อาจจะหันมาเห็น ความรู้สึกผิดบาปกำลังก่อตัวขึ้นในใจ
แต่ดูเหมือนว่ามันจะสายเกินไป...
“ยังไม่เข้าไปอีก… มัวมองอะไรของมึงวะไอ้อั๋น”
เด่นที่สังเกตเห็นท่าทางเก้ๆกังๆ นั้นเอ่ยทักขึ้น เขามองมาด้วยแววตาที่อ่านไม่ออกแต่เจือความขบขันอยู่ลึกๆ
“หรือว่ามึงรออะไรอยู่?” เขาพูดหยอกล้อก่อนจะเปลี่ยนเื่อย่างรวดเร็ว
“ถ้ายังไม่เข้าไปงั้นก็มาๆๆ มาช่วยกูถอนผมหงอกให้หน่อย หลังๆ นี่แม่งขึ้นเอาๆ จนกูคันหัวไปหมดแล้ว”
ร่างสูงพูดพลางกวักมือเรียกยิกๆโดยไม่รอให้อีกฝ่ายได้ทันปฏิเสธเขาลุกขึ้นแล้วเดินนำกลับเข้าไปในตัวบ้านอย่างสบายอารมณ์ ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนแผ่หลาเอาศีรษะหนุนที่พักแขนบนโซฟาตัวเดิม
“อ่ะ เอาไป” เด่นส่งแหนบเหล็กอันเล็กที่วางอยู่บนโต๊ะไม้ให้กับเด็กหนุ่มที่ยังคงยืนงงๆอยู่หน้าประตู
“ดึงเฉพาะเส้นขาวๆนะมึง อย่าทะลึ่งดึงผิดล่ะ เดี๋ยวหัวกูแหว่งเป็หย่อมๆ หมดหล่อพอดี”เ้าของร่างกำยำออกคำสั่งสองสามคำ ก่อนจะหลับตาพริ้มทำท่าเหมือนเตรียมจะเข้าเฝ้าพระอินทร์
อั๋นยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งชั่งใจกับสถานการณ์ประหลาดนี้ แต่ด้วยความเป็เด็กที่อ่อนน้อมต่อรุ่นพี่และไม่อยากทำตัวให้มีพิรุธไปมากกว่านี้ เขาจึงรับคำแล้วเดินตามเข้าไปอย่างว่าง่าย
เด็กหนุ่มค่อยๆทรุดตัวลงนั่งกับเก้าอี้ไม้ข้างโซฟาอย่างระมัดระวังพยายามจัดท่าทางของตัวเองไม่ให้ดูเกะกะ เขาหายใจเข้าลึกๆพยายามสลัดภาพติดตาจากเมื่อคืนที่เกิดขึ้นบนโซฟาตัวเดียวกันนี้ออกไปจากหัว
เขาโน้มตัวเข้าไปใกล้ััได้ถึงไอร้อนจางๆ จากผิวกายของเด่น และกลิ่นแชมพูอ่อนๆ จากเส้นผมหนานุ่มความใกล้ชิดในระยะนี้ทำให้หัวใจของเขาสั่นไหวอีกครั้ง
เขาพยายามบังคับมือที่เริ่มจะสั่นเล็กน้อยให้มั่นคงก่อนจะเริ่มบรรจงใช้แหนบเหล็กในมือ ค่อยๆคีบเส้นผมสีขาวที่แซมประปรายอยู่บนศีรษะของคนที่นอนหลับตาอยู่ทีละเส้น...ทีละเส้นอย่างตั้งใจที่สุดในชีวิต
“พี่เด่น...” จู่ๆ เสียงละมุนก็ดังขึ้นทำลายความเงียบเสียงของเขาเบาจนแทบจะจมหายไปกับเสียงพัดลมบนเพดาน
“พี่ยังไม่ทันจะแก่เลยทำไมถึงมีผมหงอกแล้วล่ะ?”
สิ้นคำถามที่หลุดออกจากปากไปอย่างซื่อๆ นั้นอั๋นก็อยากจะตบปากตัวเองแรงๆ สักที เขาไม่ได้ตั้งใจจะล่วงเกินแค่ความสงสัยมันนำหน้าความคิดไปหนึ่งก้าว
คนที่นอนหลับตาพริ้มอยู่ถึงกับขมวดคิ้วกล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ที่เคยผ่อนคลายเกร็งขึ้นอย่างเห็นได้ชัดอั๋นรู้สึกได้ถึงความตึงนั้นผ่านปลายนิ้วที่ยังคงััอยู่กับเส้นผม
“ถอนๆ ไปนั่นแหละ อย่าถามมาก” เสียงทุ้มๆสวนกลับมาทันที น้ำเสียงนั้นราบเรียบและเ็าปราศจากความเป็กันเองเมื่อครู่โดยสิ้นเชิงมันเหมือนกำแพงที่ถูกก่อขึ้นอย่างรวดเร็ว
เด็กหนุ่มสะดุ้ง เขารีบหุบปากฉับแล้วก้มหน้าก้มตากลับมาสนใจเส้นผมในมืออีกครั้ง ไม่กล้าที่จะเอ่ยคำใดออกมาอีกเลยบรรยากาศในห้องพลันหนักอึ้งขึ้นมาทันที
กลิ่นหอมจางๆ ของแชมพูจากเส้นผมหนานุ่มผสมกับกลิ่นกายอุ่นๆ ที่เป็เอกลักษณ์ ยังคงลอยมาแตะจมูกของเขาเป็ระยะมันเป็กลิ่นของมนุษย์...กลิ่นที่ไม่ได้ปรุงแต่งแต่กลับทำให้ใจสั่นได้อย่างประหลาด
หลังจากที่เขาก้มหน้าทำภารกิจในความเงียบไปได้สักพักใหญ่ลมหายใจของคนที่นอนอยู่ก็ค่อยๆ กลับมาสม่ำเสมอและลึกยาวขึ้นอีกครั้ง
ดูเหมือนจะเคลิ้มหลับไปจริงๆอาจจะด้วยความเหนื่อยล้า หรืออาจจะเพราะความรู้สึกสบายจากการถูกนวดคลึงเบาๆที่ศีรษะ
่เวลานี้เองที่เด็กหนุ่มได้มีโอกาสลอบสังเกตเรือนร่างของพี่ชายเพื่อนสนิทในระยะใกล้ชิดอย่างเต็มตา
แสงจากดวงอาทิตย์ที่ใกล้จะตกดินสาดส่องลงมากระทบผิวขาวละเอียดแผงอกที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหายใจนั้นดูหนั่นแน่นและสมส่วนอย่างน่าทึ่งเขากลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเฝื่อนโดยไม่รู้ตัว
‘ถ้าได้ลองเอามือลูบเบาๆ...จะรู้สึกยังไงกันนะ?’
ความคิดซุกซนผุดขึ้นมาในหัว เขารีบสลัดมันทิ้งแต่สายตากลับไม่เชื่อฟัง มันค่อยๆ ทอดมองเลื่อนต่ำลงมาจากแผงอกกว้างไล่มาจนถึงลอนกล้ามเนื้อหน้าท้องที่เรียงตัวเป็ระเบียบภายใต้ผิวเนียนละเอียดมันดูแข็งแกร่งและสมบูรณ์แบบจนน่าเหลือเชื่อ
ปลายนิ้วของเขาที่ไม่ได้ถือแหนบกำลังขยับยุกยิก...ความรู้สึกอยากจะลองยื่นออกไปััดูสักครั้งว่ามันจะแข็งเหมือนที่ตาเห็นหรือไม่นั้นมันรุนแรงขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
แน่นอนว่าอั๋นไม่ได้คิดอกุศล...หรืออย่างน้อยเขาก็พยายามจะบอกตัวเองเช่นนั้นมันเป็เพียงความชื่นชมในรูปร่างที่แข็งแรงสมบูรณ์แบบผสมกับความอยากรู้อยากเห็นตามประสาวัยรุ่นเท่านั้น...
เขาพยายามหาเหตุผลมาอธิบายความรู้สึกแปลกๆที่เกิดขึ้นกับตัวเองตลอดวันที่ผ่านมา และในขณะที่ดวงตากำลังจดจ้องอยู่กับลอนกล้ามท้องของคนที่หลับใหลอย่างเผลอไผลนั่นเอง...
“จ้องอะไรขนาดนั้นวะ?”
เสียงทุ้มๆ ที่ดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยแต่ครั้งนี้มันดังอยู่ข้างหูเพราะใบหน้าของทั้งสองใกล้กันมากจนััได้ถึงลมหายใจทำเอาคนที่กำลังล่องลอยอยู่ในภวังค์สะดุ้งสุดตัว!แหนบในมือร่วงหล่นลงบนพื้นไม้เสียงดัง ‘แกร๊ง!’
“ปะ...เปล่าครับพี่!”เด็กหนุ่มรีบปฏิเสธเสียงหลง ก้มหน้างุดไม่กล้าสบตาหัวใจเต้นรัวเหมือนจะทะลุออกมานอกร่างแห้งๆ ที่ไม่ค่อยมีกล้ามเนื้อ
“หรือว่า...มึงชอบกล้ามกู?” เ้าของร่างกำยำแกล้งถามต่อ เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นเพียงข้างเดียวหรี่ตามองท่าทางลนลานของคนที่นั่งอยู่ด้วยความขบขันก่อนที่รอยยิ้มเ้าเล่ห์จะปรากฏขึ้นที่มุมปาก
“เอ่อ...” เด็กหนุ่มอ้ำอึ้งไปชั่วขณะรู้สึกเหมือนถูกจับได้คาหนังคาเขาว่ากำลังคิดไม่ซื่อ
“ก็...ก็ต้องชอบดิพี่!ผู้ชายที่ไหนจะไม่ชอบมีกล้ามกันล่ะครับ!”เขารีบตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่ดังฟังชัดกว่าปกติ เพื่อกลบเกลื่อนความประหม่า
“ถ้าชอบก็ดี...ผู้ชายอย่างเราต้องมีกล้าม”เด่นหัวเราะในลำคอเบาๆ
“เอางี้… เดี๋ยวไว้ว่างๆกูจะช่วยเทรนให้เอาปะล่ะ?” เขาพูดพลางยืดแขนบิดี้เีอย่างสบายอารมณ์จงใจให้มัดกล้ามเนื้อบนร่างกายได้เคลื่อนไหวโชว์ต่อหน้าต่อตา
“เครื่องออกกำลังกายของชุมชนตรงลานหน้าวัดนั่นก็พอใช้ได้อยู่ถึงจะไม่ดีเท่าฟิตเนสในเมืองก็เหอะ”
ข้อเสนอนั้นทำให้อั๋นเงยหน้าขึ้นทันทีดวงตาเป็ประกายวูบหนึ่งก่อนจะหม่นแสงลงเมื่อนึกถึงเื่อื่นได้
“จริงเหรอพี่! หุ่นพี่แม่งโคตรจะดีเลยผมเห็นแล้วยังอยากจะเอามือจับดูเลยจริงๆ นี่ขนาดผมเป็ผู้ชายนะ ถ้าพวกสาวๆในโรงเรียนได้มาเห็น… คงได้กรี๊ดสลบกันเป็แถวแน่ๆ!”
อั๋นพยายามพูดจาให้มันดูเป็เื่ตลกขบขันและเป็เื่ปกติแต่ร่างกายกลับทรยศอย่างสิ้นเชิงความร้อนผ่าวที่เริ่มก่อตัวขึ้นจากลำคอแผ่ซ่านขึ้นมาบนใบหน้าอย่างรวดเร็วจนเขารู้สึกได้
เด็กหนุ่มรีบก้มหน้างุดอีกครั้งหลบสายตาคมกริบที่มองมาอย่างขบขันนั้นทันทีเขารู้สึกอับอายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนีที่ไม่อาจควบคุมปฏิกิริยาของร่างกายตัวเองได้เลย