เมื่อรถม้าเดินทางออกจากสถานีรถไฟเข้าสู่ตัวเมือง หนึ่งเด็กชาย สองเด็กสาววัย16-17ปี และลอร์เรนซ์ที่กำลังนั่งรถม้ามองดูทิวทัศน์ของเมืองที่ถูกสร้างทับซากปรักหักพังของอดีตเมืองหลวงของจักรวรรคิที่พังทลาย
“ว้าว” ทั้งสี่ต่างอุทานออกมาไม่เว้นแม้แต่ลอร์เรนซ์ที่เคยเปิดหนังสือภาพขาวดำมาก่อน ลอดผ่านจากช่องหน้าต่างรถม้า เป็เมืองที่มีชีวิตชีวาเป็อย่างยิ่ง สุภาพบุรุษและสุภาพสตรีของที่นี้ต่างหยุดและพูดคุยกันครึกครื้น ตามถนนที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว ที่มีผู้คนขวักไขว่ไม่ต่างจากกรุงซาเวียร์มากนัก ยกเว้นแต่ว่าไม่ค่อยมีรถยนต์ขับผ่านไปมาบนท้องถนน ทำให้บรรยากาศที่ดูผ่อนคลายไม่เร่งรีบ แตกต่างจากผู้คนในเมืองหลวงที่ทุกคนล้วนแต่เร่งรีบจนแทบไม่ได้มองหน้าผู้ที่เดินสวนทางไปมาด้วยซ้ำ
ไม่เพียงเท่านั้นตึกราบ้านเรือนที่นี้ล้วนแต่มีสีโทนสว่างและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของจักรวรรคดิอูเมอร์ร่าในสมัยก่อนมาก
มีความสง่างามแบบโบราณแต่ก็เต็มไปด้วยความทันสมัย สวยงามทว่าไม่โดดเด่น หรูหราแต่ก็ไม่ได้ทำให้ผู้คนถูกแบ่งกั้น และใหญ่โตและไม่แออัดราวกับมีการวางผังเมืองมาอย่างดี นั้นเป็คำจัดความของเมืองฟีเดลล์ที่ลอร์เรนซ์อ่านเจอในหนังสือ ซึ่งเด็กสาวก็แอบพยักหน้าในใจคิดว่าเหมาะสมอย่างยิ่ง
“สมกับเป็เมือง’เทพสร้าง’จริงๆ นี่ขนาดทางสาธารณะรัฐฟื้นฟูมาบางส่วนนะเนี่ย ถ้าเป็เมื่อสองร้อยปีก่อนที่การปฏิวัติจะเกิดขึ้น จะยิ่งใหญ่แค่ไหนนะ”เด็กชายคนเดียวในรถกล่าวขึ้น เรียกความสนใจของลอร์เรนซ์จนอดพยักหน้าไม่ได้ นึกถึงเื่ราวในหนังสือ ‘การถือกำเนิดและล่มสลายของจักรวรรคดิอูเมอร์ร่า’
จักรวรรคดิอูเมอร์ร่าถูกสถาปนาหลังจากการเกิดของศาสนาลูมินัส40ปี และล่มสลายลงเมื่อสองร้อยปีก่อนจากาภายใน ในปีศักราชแห่งแสงที่241 นับจนถึงวันนี้ก็ ห่างกัน 230ปีเศษๆ ว่ากันว่าในตอนที่จักรวรรคดิรุ่งเรืองถึงขีดสุด มันเคยพื้นของทวีปกลางถึง 1ใน3
เป็ผู้ปกครองผืนแผ่นดินที่แท้จริง
เมื่อมีอำนาจมากพอก็เกิดความสงบสุขภายใน เมื่อมีความสงบสุข ศิลปะวัฒณธรรมก็พลันเบ่งบานเฟื่องฟู
“น่าเสียดายจริงๆ” ลอร์เรนซ์เผลอพึมพำออกมาอย่างไม่รู้ตัว
“ใช่น่าเสียดายจริงๆ”
อิ้ก ลอร์เรนซ์ที่ได้ยินพลันสะดุ้งโหยงทำเสียงประหลาด ลอร์เรนซ์รีบผงกหัวลงเอ่ยออกมา
“อ้ะ ขอโทษคะ”
กริยาท่าทางของเด็กสาวทำให้ เด็กหนุ่มและเด็กสาวอีกสองคนรู้สึกฉงนจนหันมาส่งสายตากันไปอย่างงุนงง ตอนนั้นเองเด็กหนุ่มรู้สึกถึงแรงกดดันผ่านสายตาจากเพื่อนสาวทั้งสองของตน ซึ่งเด็กหนุ่มเข้าใจความหมายในทันที
“เอ่อ .. ความผิดฉันเอง..ไม่ต้องขอโทษ เอาเป็ว่าเธอเงยหน้าขึ้นก่อน”เด็กหนุ่มกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มเจื่อๆพลางคิดในใจ ‘เกิดอะไรขึ้นฟ่ะ’
ในตอนนั้นลอร์เรนซ์ก็พลันเงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าเจื่อๆเช่นกัน
“ไม่หรอก เมื่อกี้ฉันเอง”ลอร์เรนซ์ก้มหัวลงกล่าว
‘อีกแล้ว’เด็กสาวคิดในใจรู้ว่าเธอไม่ควรแสดงท่าทีเช่นเมื่อสักครู่ออกไป ทว่าเธอใเกินไปหน่อยเนื่องจากคนไม่มีเพื่อนอย่างเธอไม่ค่อยคุ้นเคยกับเด็กผู้ชาย
พลางมองหน้าเพื่อนร่วมห้องเรียนของเธอคนนี้ชัดๆเป็ครั้งแรก ‘เบนจามิน’ เป็เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลอ่อนดวงตาสีเข้ม ใบหน้าแม้ว่าไม่ได้หล่อเหล่าแต่ก็จัดว่าดูดีในระดับหนึ่ง มีภาพลักษ์ดูอ่อนโยนกว่าเมื่อเปรียบ กับเด็กหนุ่มคนอื่นในสถาบันจักรพรรคดิ
เด็กสาวอีกสองคน คือ โนเอล และ นิโคล
โนเอลมีรูปร่างผอมบาง ผมและดวงตาสองชั้นเรียวเล็กสีน้ำตาลเข้ม ทั่วไปตามแบบฉบับคนของสาธารณะรัฐอูเมอร์ร่า ใบหน้าแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางอ่อนๆอันเป็ที่นิยมในปัจจุบัน ส่วน นิโคลไม่ต่างจากโนเอลนัก เพียงแต่มีผมสั้นดวงตากลมโต ท่าทางดูสบายๆค่อนข้างเป็ผู้หญิงที่ห้าว ถ้าไม่ติดว่ายังมีใบหน้าที่ดูอ่อนหวานและสวมเดรสล่ะก็คงไม่ต่างเด็กหนุ่มเท่าไหร่นัก
ระหว่างที่ลอร์เรนซ์กำลังพิจารณาทั้งสามคน บรรยากาศในรถม้าก็เงียบสนิทไม่มีใครพูดอะไรออกมาสักคำ เบนจามิน โนเอล และนิโคล ต่างแสดงสีหน้ากระอักกระอ่วมเล็กน้อย ยิ่งเมื่อเห็นสายตาของลอร์เรนซ์ที่ทำการสอดส่องไปมา ยิ่งทำให้เบนจามินรู้สึกแปลกพิกล
“อะแฮ่ม เธอสนใจเื่อดีตเมืองหลวงของสาธารณะด้วยเหรอ”เบนจามินจงใจทำเสียงในลำคอกล่าว ลอร์เรนซ์จึงรู้สึกตัวในที่สุด
“อะ ใช่ ..ก็สนใจ..นิดหน่อย” ลอร์เรนซ์พูดเบาๆ
“ฮ่าๆ ไม่หรอกๆ มีแค่เบนจามินที่สนใจประวัติศาสตร์เก่าๆพวกนี้น่ะ อย่างชื่อ ‘เมืองเทพสร้าง’อะไรนั้น พวกฉันก็พึ่งรู้ก่อนมาทัศนะศึกษาไม่นานเอง” นิโคลถือโอกาศเข้ามาร่วมวงสนทนา เพื่อลดบรรยากาศอึมครึมในรถม้า
“ใช่ๆ เบนจามินเป็พวกชอบสะสมของโบราณสมัยจักรวรรคดิน่ะ เมื่อตอนทางสถาบันประกาศว่าจะมาที่นี้กัน เขาตาลุกวาวเชียวล่ะ บ้างครั้งถ้าเจออะไรดีๆตามร้านของเก่าจะแสดงท่าทางราวกับพวกสติไม่สมประกอบแน่ะ”โนเอลเอ่ยกลั่วหัวเราะผสมโรง
“เฮ้ย อย่าขายกันสิ” เบนจามินแยกเขี้ยวกล่าวคำหนึ่งก่อนจะหัวเราะออกมากำคำล้อเล่นของสองเพื่อนสาวคนสนิท
ลอร์เรนซ์ไม่ได้หัวเราะเพียงแค่ทำสีหน้าตามสถานการณ์ไปอีกที จากที่ได้ฟังเธอไม่แปลกใจเท่าไหร่ เท่าที่จำได้เบนจามินมักมีคะแนนวิชาประวัติศาสตร์สูงไม่ต่างจากเธอ และมักเป็คนที่โอดครวญในห้องเรียนเมื่อ ปู่เฮอร์แมนสอนนอกหลักสูตรจนออกทะเล
“ว่าแต่เธอเองก็สนใจเมืองนี้เหมือนกันเหรอ ในรถไฟฉันก็เห็นเธอเอาแต่อ่านหนังสือตลอด หรือว่าจะเป็หนังสือเกี่ยวกับเมืองนี้”เบนจามินเลิกสนใจคำหยอกล้อจากเพื่อนสาวทั้งสอง
“นายรู้ได้ไง”ลอร์เรนซ์ลืมตาโต ใอีกรอบ
“ฉันเคยเห็นปกหนังสือผ่านๆในห้องสมุดน่ะ แต่อ่านหนังสือเพื่อเก็บข้อมูลก่อนมาเนี่ย สมเป็เธอจริงๆ ลำดับของเธอในเทอมนี้ต้องดีแน่ๆ” เบนจามิน กล่าวพร้อมพยักหน้า โนเอล กับ นิโคลก็พยักหน้าขึ้นลงราวกับเห็นด้วย
“ม่ะ ไม่หรอก ฉันทำ..ได้แค่บางวิชาน่ะ” เด็กสาวตอบกลับด้วยท่าทางเอียงอายเมื่อเห็นกริยาของทั้งสาม แต่เมื่อนึกถึงการสอบที่ผ่านมาสีหน้าของเธอพลันเปลี่ยนป็นยิ้มเจื่อ ซึ่งทั้งสามคนไม่ได้สังเกตเห็น
“แล้วเธอคิดยังไงกับเมืองนี้บ้างล่ะ”ตอนนั้นเองเบนจามินก็พลันเปลี่ยนท่าที มองออกไปนอกรถม้าดูบ้านเมืองด้วยสีหน้าฉงนสนเท่ห์
“เก่าแก่”
“บรรยากาศน่าอยู่มาก”
โนเอลและนิโคลถือโอกาสแทรกความคิดของตนออกมา ส่วนลอร์เรนซ์ทำหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบออกมา
“....ลึกลับ ละมั้ง”
โนเอลกับนิโคลที่ได้ยินคำหลังของเธอกลับทำหน้าตางุนงุนไม่เข้าใจ ส่วนเบนจามินที่ได้ยินก็ถอนหายใจออกมาเบาๆมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้าด้วยใบหน้าสุขุมมาดเข้ม
“ไม่แปลกเลยที่เธอมักได้คะแนนวิชาประวัติศาสตร์เยอะกว่าฉันตลอด อันที่จริงฉันสนใจเมืองนี้มาก เมืองที่จุดกำเนิดของจักรวรรคดิและศาสนาแห่งแสง.... ”
“โอ้ ”ลอร์เรนซ์ส่งเสียงรับรู้
“เลิกทำตัวลึกลับซักที เราสองคนตามนายไม่ทันหรอกรู้ไหมพวกฉันไม่ได้บ้าประวัติศาสตร์แบบนาย นิโคลกล่าวอย่างเหลืออดก่อนจะนึกได้ว่ายังมีคนที่เหมือนจะชอบประวัติศาสตร์ของเมืองนี้อยู่อีก
"อ้ะ ฉันไม่ได้ว่าเธอนะลอร์เรนซ์”
ลอร์เรนซ์ส่ายหัวเบาๆให้นิโคลเชิงว่าไม่เป็ไร และตั้งใจฟังคำตอบของเบนจามินเช่นกันเพราะรู้สึกงุนงงกับท่าทางของอีกฝ่ายที่แสดงออกมา
“ฮึ่ม พวกเธอรู้ประวัติของจักรวรรคดิในอดีตในห้องเรียนมาบ้างใช่ไหมล่ะ ในตอนนั้นจักรวรรคดิรุ่งเรืองมาก แต่ก็ล่มสลายภายในคืนเดียวจากการปฏิวัติของประชาชนเพื่อล้มล้างจักรพรรคดิที่บ้าา ”
ทุกคนพยักหน้า
“ใช่ถ้าตามหนังสือเรียนมันก็เขียนไว้แบบนี้ แต่ในหนังสือเก่าๆเล่มอื่นไม่ได้มีบอกไว้ชัดเจน แถมหลายๆเล่มยังเขียนต่างกันบ้างล่ะ ประเทศอื่นก็ไม่ได้มีบันทึกไว้แน่ชัดด้วย”
“อ่อนายจะว่าประวัติศาสตร์ของที่อดีตจักรวรรคดิที่ถูกบันทึกไว้มันผิด?”โนเอลกล่าว
“ก็เปล่า ฉันแค่สงสัย อย่างเช่นพวกตำนานโบราณแปลกๆยังมีการตีความขึ้นใหม่เลยนี่นา แถมสาธารณะรัฐก็ไม่ได้อธิบายประวัติศาสตร์สมัยเป็จักรวรรคดิมากเท่าที่ควร ทั้งที่ควรภาคภูมิใจว่าครั้งหนึ่งเคยยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก”เบนจามินกล่าวพร้อมตาลุกวาว
“ลอร์เรนซ์ไม่ต้องไปสนใจเ้าหมอนี่หรอกนะ มันเป็พวกแปลกๆเหมือนอาจารย์เฮอร์แมนนั้นแหละ”นิโคลหันหน้ามากล่าวกับเธอ
“เฮ้! ฉันไม่ได้แปลกเหมือนอาจารย์เฮอร์แมนซักหน่อย!” เบนจามินแยกเขี้ยวอีกครั้งเรียกเสียงหัวเราะจากทั้งสองได้เป็อย่างดี ส่วนลอร์เรนซ์ได้แต่ยิ้มแห้ง เมื่อได้ยินพวกเขาพูดถึงปู่เฮอร์แมนของเธอ แม้ว่าเธอจะพอเข้าใจความคิดของพวกเขาอยู่ก็ตาม
‘หนังสือเก่าๆ หนังสือจากประเทศอื่น? เขาเอามาจากไหน’ ลอร์เรนซ์คิดในใจ นึกคิดตามคำพูดของเบนจามิน ซึ่งจากที่ได้ฟังก็ดูน่าสนใจไม่น้อย เพราะว่าประวัติศาสตร์สองร้อยมีของ’สาธารณะรัฐอูเมอร์ร่า’นั้นมีอยู่ทั่วไปในห้องสมุด แต่สำหรับ ‘จักรวรรคดิอูเมอร์ร่า’ นั้นค่อนข้างหายากและมีน้อยมากที่จะมีรายละเอียดลึกซึ้ง นอกจากนี้เมื่อนึกดูดีๆสาธารณะรัฐก็ไม่ค่อยได้ปลูกฟังค่านิยมรักชาติมากเท่าไหร่
“ไม่ใช่เป็เพราะว่า ปู่ทวดของนายเคยสั่งตระกูลของนายไว้ว่า ไม่ให้คนในครอบครัวมาที่นี้เพราะว่าทำผิดคำสาบานของบรรพบุรุษ นายเลยแค่รู้สึกว่าที่นี้ๆมันดูลึกลับไม่ใช่หรือ”โนเอลกล่าวตาใส แต่เหมือนจะจี้จุดของเบนจามินทำให้อีกฝ่ายถึงกับพูดไม่ออก
“.... นั้นก็จริง ... ช่างมันเถอะ”เบนจามินถอนหายใจออกมาไม่กล่าวถึงหัวข้อนี้อีกต่อไป
ทั้งสี่คนเริ่มพูดคุยเื่ไร้สาระต่างๆแม้ว่าลอร์เรนซ์จะไม่ค่อยพูดหรือออกความเห็นก็ตามเนื่องจากจามบทสนทนาไม่ทันจนกระทั้งมาถึง โรงแรมแกรนด์พาราไดซ์ จึงลงจากรถม้าลงหยุดอยู่หน้าตึกสูงสว่ากว่า30ชั้นที่มีพื้นที่กว้างขว้างและสวนดอกไม้ประดับอย่างสวยงามหรูหรา ร่วมกับนักเรียนคนอื่นๆที่กำลังฟังเหล่าอาจารย์กำชับระเบียบวินัยกันอยู่ที่หน้าทางเข้าตึก
พวกเธอทั้งสี่คือนักเรียนกลุ่มสุดท้ายที่มาถึง
“รีบไปกันเถอะ อาจารย์น่าจะพูดไปมากแล้ว”เบนจามินพูดขึ้นก่อนเดินนำไปรวมกับเพื่อนๆ และเดินเข้าไปยืนฟังเหล่าอาจารย์ที่กำลังกำชับกฏระเบียบในการเข้าที่พัก
‘กลุ่มนี้ดูเหมือนจะไม่เลวนัก’ ลอร์เรนซ์คิด ชายหนึ่งหญิงสองเบื้อหน้า เธอไม่เคยพูดกับทั้งสาม ไม่รู้แม้กระทั้งนามสกุล เพียงเธอมักเห็น3คนนี้ไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ และไม่ได้มีชื่อเสียงหมู่พ้องเพื่อนในทางที่ไม่ดี หลังจากพูดคุยกันเล็กน้อยบนรถม้า ลอร์เรนซ์รู้สึกว่า ทั้งสามคนดูเข้าหาง่ายกว่าคนอื่นๆ
ทัศนะศึกษาใช้เวลา 2 วัน 1คืนที่เมืองฟีเดลล์ นั้นหมายความว่าเธอจะต้องนอนร่วมห้องกับคนอื่นๆ ลอร์เรนซ์ที่ไม่แม้แต่จะมีเพื่อนและไม่ชอบการเข้าสังคม การนอนรวมกับคนอื่นถือว่าเป็เื่ที่ท้าทาย ในตอนแรกเธอกะจะอาศัยให้อาจารย์จัดเธอให้ไปอยู่กลุ่มเศษสุดท้ายแบบสุ่ม แต่หลังจากที่เธอผ่านการสนทนาเล็กๆน้อยๆกับ โนเอล และนิโคล เมื่อสักครู่ ลอร์เรนซ์คิดว่าถ้าเธอได้ที่พักร่วมกับทั้งสองก็คงจะดีกว่าพักกับคนอื่น
แต่เธอไม่รู้ว่าโนเอล และนิโคล นั้นยินดีที่จะให้เธอเข้าพักด้วยหรือเปล่า
ลอร์เรนซ์แอบชำเลืองมองทั้งสองที่กำลังพูดคุยกันอยู่ข้างหน้าเธอแบบกล้าๆกลัวๆ อยากที่จะเอ่ยปากขอทั้งสองคนแต่หากทั้งสองมีเพื่อนคนอื่นที่ตกลงกันไว้แล้ว ก็กลัวว่าจะเป็การรบกวนและสร้างความรำคาญให้อีกฝ่าย
ขณะนั้นเองสายตาของเธอพลันเหลือบไปเห็นกลุ่มนักเรียนหญิงของสถาบันกลุ่มหนึ่งแอบปลีกตัวเดินเข้าไปในสวนดอกไม้ของโรงแรม หนึ่งในนั้นคือเด็กสาวที่เธอพึ่งมีปัญหาด้วยเมื่อสัปดาห์ก่อน ใบหน้าอันไร้ที่ติ ผมสีน้ำตาลส่องสว่างของอีกฝ่ายโดนแสงแดดดูเงางามสลวยมากกว่าทุกวัน
‘แคร์โรไลน์ จริงสิเรายังไม่ได้ขอโทษเื่วันนั้นเลย...อ้ะ’
เมื่อลอร์เรนซ์เพ่งมองดูดีๆอีกที่ก็เห็นว่า แคร์โรไลน์โดนเด็กสาวสองคนกำข้อมือคนล่ะข้างไว้แน่นมากโดยใช้ร่างกายปิดบังไม่ให้คนอื่นสังเกตเห็น ถ้าไม่ใช้ว่าลอร์เรนซ์เป็กลุ่มคนสุดท้ายที่มาถึงด้านหลัง คงจะไม่เห็นแน่ๆ
‘เกิดอะไรขึ้น’เด็กสาวคิดในใจมองสีหน้าของแคร์โรไลน์ที่เ็าราวกับน้ำแข็ง ไม่เหมือนภาพลักษณ์ที่มักมีความมั่นใจและร่าเริงอยู่เสมอจากที่ได้ยินมาและเคยััด้วยตัวเอง และดูเหมือนเ้าตัวจะถูกบังคับให้อีกฝ่ายเดินตามเข้าไปในสวน โดยเด็กสาวคนอื่นๆกระซิบอะไรบ้างอย่างด้วยสีหน้าเยาะเย้ยตลอดเวลา
ลอร์เรนซ์รู้ได้ในทันที่ว่าอีกฝ่ายกำลังมีปัญหา สวนดอกไม้ของโรงแรมนั้นไม่ได้เป็พุ่มดอกไม้สีสันสดใสเตี้ยๆกว้างโล่ง แต่เป็สวนที่เต็มไปด้วยปฏิมากรรมรูปปั้นจัดเรียงไว้เป็โซนๆ โดยมีสไตล์แตกต่างกัน และกลุ่มนั้นเดินเข้าไปค่อนข้างลับตาคนถ้าหากเดินเข้าไปลึกพอ
ลับตาพอที่จะทำเื่บางอย่างโดยที่คนอื่นไม่รู้
‘ทำยังไงดี ทำยังไงดี’ ลอร์เรนซ์รู้สึกกะวนกะวาย เธอปลีกตัวและไม่ชอบเข้าไปยุ่งเื่ของคนอื่นก็จริง แต่ก็ไม่ใช่คนปล่อยผ่านสิ่งที่ไม่ดี ยิ่งตอนนี้เธอยังคงติดหนี้คำขอโทษของเมื่อสัปดาห์ที่แล้วแก่ ก็ยิ่งทำให้จิตใจของลอร์เรนซ์สับสนวุ่นวาย ยากที่จะตัดสินใจว่าควรทำอย่างไร
‘เราไม่สามารถบอกอาจารย์ตอนนี้ได้ ถ้าหากยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น เราจะตกอยู่ในปัญหาแทนเนื่องจากไม่มีหลักฐาน นั้นจะยิ่งทำให้ชื่อเสียงของเราเลวร้ายเพิ่มขึ้นไปอีก’
ระหว่างที่ลอร์เรนซ์ตกอยู่ในห้วงความคิดอันสับสน ในตอนนั้นทั้งกลุ่มก็หายลับเข้าไปในสวนเรียบร้อย
อึก
ลอร์เรนซ์กลืนลมหายใจเข้าปอดอย่างหนักหน่วงเหลือบมองไปที่ เบนจามิน โนเอล และนิโคลที่กำลังตั้งใจฟังอาจารย์อยู่ก่อนจะกัดริมฝีปากของตน ตัดสินใจค่อยๆก้าวถอยหลังเบาๆไปทางสวนโดยไม่ให้ทักสามรู้สึกตัว