ทุกสายตาจับจ้องไปยังเจสันรวมพนักงานทำความสะอาดที่ทำหน้าอ้ำอึ้งเป็สายตาเดียวความเงียบเข้าปกคลุมโดยรอบราวกับถูกครอบงำเอาไว้อย่างโดยปริยาย
ร่างสูงชะลูดแต่ผอมผ่ายใบหน้าซูบผอมของชายวัยกลางคนผงะไปเล็กน้อยดวงตาสีเทาหม่นจ้องมองมายังเจสันอ้ำๆอึ้งๆ
เจสันจ้องมองไปยังดวงตาของฮอว์คินส์ วิลตัน ผู้ที่ถูกเขากล่าวหาว่าเป็คนร้ายที่ก่อเหตุในครั้งนี้อีกฝ่ายแค่นยิ้มออกมาก่อนจะพูดแก้ตัว
“เข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้วล่ะครับคุณนักสืบผมเป็แค่พนักงานทำความสะอาดธรรมดา ไม่ได้เป็คนร้ายตามที่คุณบอกหรอกนะครับ”
“อย่ามาทำไขสือเลยคุณวิลตัน ผมมีหลักฐานพอที่จะสาวถึงตัวคุณอย่างดีเทียวล่ะ ผมว่าทางที่ดีคุณรีบยอมสารภาพความจริงทั้งหมดเสียเถอะ”
ทั้งสองต่างจับจ้องกันอย่างนิ่งงันและสงบเสงี่ยมสายตาทุกคู่ต่างมองดูโดยไร้การเอื้อนเอ่ยราวกับกำลังดูการละครสด
“ถ้าคุณมีหลักฐานอย่างที่คุณว่ามาจริงก็ลองแสดงให้พวกเราได้ดูเสียเถอะครับผมจะไม่พูดอะไรที่ทำให้ผมเสื่อมเสียไปมากกว่านี้หรอก”อีกฝ่ายพูดอย่างท้าทาย
เจสันมองสีหน้ามั่นอกมั่นใจของอีกฝ่ายก่อนจะเผยอยิ้มออกมาอย่างถูกใจเขายกมือที่วางบนไหล่อีกฝ่ายออกก่อนจะหันไปพูดกับแฟรงค์
“แฟรงค์นายจำวันที่นายขอร้องให้ฉันมาช่วยไขคดีได้มั้ย?”
“เอ่อ...อื้มทำไมหรอ?”
“วันนั้นเป็วันที่ฉันได้พบกับคุณวิลตันคนนี้ที่สถานีแห่งนี้และฉันก็จำไม่ผิดด้วยว่าในวันนั้นคุณได้เดินชนกับหญิงสาวคนหนึ่ง ใช่มั้ยคุณวิลตัน?”
“แล้วมันทำไมกันครับเื่นั้นกับเื่นี้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันนี่ครับ”
“ไม่เลยมันเป็สิ่งที่ช่วยให้ผมกระจ่างในคดีแล้วได้เลย แฟรงค์ฉันบอกนายไปแล้วว่าสาเหตุที่รอยเท้าของคดีที่สามแตกต่างจากคดีอื่นเป็เพราะคนร้ายได้รับาเ็ที่ขาดังนั้นคุณวิลตัน ผมจำได้ว่าในวันนั้นคุณได้รับาเ็ที่ขาเพราะผมเห็นคุณเดินกะเผลกได้อย่างแจ่มชัดทีเดียว”
“เื่แค่นี้จะมาเอาผิดผมไม่ได้หรอกนะคุณ”
“ไม่เลยคุณอาจจะไม่รู้ตัว แต่วันนั้นคุณได้เหยียบปากกาของหญิงสาวคนนั้นไปดังนั้นจากที่ผมพบเศษปากกาตรงที่เกิดเหตุจึงช่วยยืนยันได้ว่าคนร้ายจะต้องยังไม่รู้สึกตัวถึงการผิดพลาดของตัวเองและหากผมคาดการณ์ไม่ผิดที่พื้นรองเท้าของคุณจะต้องมีเศษซากหรือเศษหมึกปากกาติดอยู่อย่างแน่นอน”
“เื่นั้น....”
“หากคุณไม่ขัดข้องผมขอนำรองเท้าไปตรวจสอบจะได้มั้ย?ผมกล้ารับรองเลยว่ารองเท้าของคุณจะต้องเป็แบบเดียวกับของคนร้ายเป็แน่ มันคงไม่ใช่เื่บังเอิญที่คุณกับคนร้ายจะใส่รองเท้าที่มีเศษซากปากกาตรงพื้นรองเท้าอย่างแน่นอน”
“คุณไม่มีสิทธิที่จะทำแบบนั้นดังนั้นผมไม่จำเป็ที่จะต้องให้ความร่วมมือกับคุณหรอกนะ”
อีกฝ่ายลุกขึ้นยืนด้วยอารมณ์คุกรุ่นบรรยากาศโดยรอบเริ่มมาคุขึ้นอย่างดุเดือด ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมซึ่งกันและกัน
“ดูเหมือนว่าคุณยังจะดื้อดึงไม่หยุดเลยนะครับ”
“ในเมื่อคุณไม่มีอะไรที่จะพิสูจน์แล้วดังนั้นผมขอตัว..”
วิลตันทำท่าจะเดินออกไปจากห้องอย่างผึ่งผ่ายในชัยชนะที่เจสันไม่อาจที่จะสาวตัวถึงเขาได้แต่นั้นกลับกลายเป็ว่าเขาคิดผิดถนัดใหญ่
“ผมได้สืบข้อมูลของคุณมาเรียบร้อยแล้วล่ะครับคุณฮอว์คินส์ วิลตัลหากผมจำไม่ผิดดูเหมือนว่าคุณจะเป็น้องชายของสามีเหยื่อในรายที่สองสินะครับ”
ร่างสูงที่กำลังจะเดินออกไปชะงักกึกก่อนที่เขาจะหันกลับมาจ้องมองเจสันด้วยสีหน้ากินเืกินเนื้อราวกับเสือก็ไม่ปาน
“คุณมีสิทธิอะไรที่มาสืบค้นข้อมูลของผมกัน!”
“ผมเป็นักสืบดังนั้นผมจึงต้องสืบหาความจริงที่ปกปิดเอาไว้ผมรู้ว่าพี่ชายของคุณได้ตรอมใจตายหลักจากที่ทราบข่าวการเล่นชู้ของภรรยากับชายหนุ่มคนอื่นไม่นานจากนั้นดังนั้นคุณจึงมีแรงจูงใจพอที่จะแค้นเคืองในตัวภรรยาของพี่ชายและชายชู้ซึ่งก็คือแอนดี้ แอดเลอร์ ที่ผมพูดมามีอะไรผิดแปลกไปมั้ยล่ะครับ?”
ทั้งสองยืนประจันหน้ากันอย่างไม่ลดละตำรวจสองสามนายเริ่มขยับเข้ามาใกล้ฮอร์คินส์ เพื่อปิดกั้นทางหนี ฮอร์คินส์ยืนนิ่งราวกับน้ำแข็งอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะพริ้มตาหลับลงพร้อมกับก้มหน้าลงต่ำไม่มีวี่แววของการขัดขืนต่อสู้ราวกับได้ยกธงขาวยอมแพ้เรียบร้อยเขาทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ตามเดิม เสียงเซ็งแซ่เริ่มดังแว่วไปทั่วห้องราวกับฝูงผึ้งที่กำลังแตกรังก็ไม่ปาน
“ดูเหมือนว่าคุณก็ยอมรับแล้วสินะครับว่าคุณเป็คนร้ายที่ก่อเหตุในครั้งนี้?”
“ดูเหมือนว่าจะเป็อย่างนั้นแหละครับ”อีกฝ่ายพูดเสียงอ่อน
“หากไม่ขัดข้องอะไรช่วยเล่าถึงสาเหตุที่คุณได้ก่อเหตุในครั้งนี้ได้มั้ยล่ะครับความจริงทั้งหมดจะได้รับความกระจ่างเสียที”
“ผมไม่ติดขัดอะไรหรอกนะแต่ผมขอจิบน้ำสักครู่เสียก่อน”
ฮอร์คินส์ยกแก้วน้ำจรดบนริมฝีปากที่แห้งผากหลายอึกก่อนที่จะวางแก้วลงตามเดิมเขาเริ่มขยับริมฝีปากเล่าเื่ราวทั้งหมด
“ครอบครัวของผมค่อนข้างยากจนพ่อกับแม่ของผมเสียั้แ่พวกเรายังเด็กเหลือเพียงแค่ผมกับพี่ชายที่อายุห่างจากผมสองปีเท่านั้นพวกเราถูกส่งไปยังสถานเด็กกำพร้าที่นั่นเต็มไปด้วยพวกเด็กที่ไร้ถิ่นฐานอย่างน่าอนาถาชีวิตในวัยเด็กของพวกเขาค่อนข้างแตกต่างจากเด็กปกติคนอื่นๆ พวกเด็กๆที่นั่นต่างฝันรอวันคืนที่จะให้มีครอบครัวที่ดีและให้ความอบอุ่นมาอุปการะไปเลี้ยงดูหลักจากนั้นไม่นานก็มีครอบครัวหนึ่งรับเราไปทั้งสองคน ชีวิตของพวกเราเริ่มมีสีสันมากกว่าดังก่อนพวกเขาให้การเลี้ยงดู ให้การศึกษาพวกเราเป็อย่างดี ทุกวันจะมานั่งจับกลุ่มพูดคุยกันตอนทานอาหารอย่างสนุกสนานอนาคตสดใสกำลังรอคอยอยู่ข้างหน้าเป็แน่”
ฮอร์คินส์เล่าไปด้วยสีหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความสุขแต่จากนั้นสีหน้าของเขาก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็เศร้าหมองมัวหม่น
“แต่พอเราโตขึ้นเป็หนุ่มอยู่มาวันหนึ่งเราได้รับข่าวมาว่าพ่อแม่ที่อุปการะเรามาได้ประสบอุบัติเหตุขณะกำลังเดินทางกลับมาจากท่องเที่ยวเหตุการณ์ในวันนั้นเป็เหมือนกับฝันร้ายที่กำลังหวนกลับมาหาพวกเราอีกครั้งอนาคตที่เคยสดใสพังมลายไปอย่างทันควัน หลังจากเสร็จพิธีงานศพพวกเราเหลือเพียงมรดกเพียงยิบย่อยที่พวกเขาได้ทิ้งเอาไว้เท่านั้นพวกเราแบ่งสันปันส่วนเงินทั้งหมดอย่างเป็ระเบียบแต่ไม่นานก็มีไม่พอยาไส้สถานะทางการเงินค่อนข้างฝืดจนต้องหางานทำพวกเราต้องตระเวนทำงานต่างๆนาๆเพื่อหาเงินเลี้ยงปากท้องไม่นานพี่ชายก็ได้แต่งงานแล้วออกเรือนไปเหลือเพียงแค่ผมคนเดียวเท่านั้นแต่ก็ยังคงติดต่อกับพี่ชายเป็ระยะๆ ผมเองก็ไม่ได้ใจแคบพอที่จะไม่ยอมรับในความสุขของพี่ชายหรอกนะครับผมยิ่งยินดีที่พี่ชายสามารถก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างผึ่งผ่ายมีงานมีการดีๆทำจนอดที่จะภาคภูมิใจในตัวพี่ชายไม่ได้พี่ชายเป็เหมือนแรงบันดาลใจที่ช่วยผลักดันให้ผมก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไม่ย่อท้อต่อเื่เลวร้ายในแต่ละวันที่ต้องประสบพบเจอ”
“ผมสามารถรู้สึกได้เลยว่าคุณรักพี่ชายของคุณแค่ไหน”เจสันพูดยิ้มๆ
“จากนั้นไม่นานหลังจากที่ผมเปลี่ยนงานเรื่อยมาคุณคงจะรู้เื่ของ จอร์น ชอร์ ผู้ตายรายแรกได้สินะครับมันเป็เหมือนกับสัตว์เดรัจฉานก็ไม่ปานเลยล่ะครับ ผมได้งานจากมันโดยไม่รู้เลยว่าผมจะต้องพบเจออะไรหลังจากนั้นทุกวันหลังจากทำงานเสร็จผมจะต้องกลับมาบ้านในสภาพปวดระบมไปทั้งตัวเสียทุกครั้งมันเที่ยวกดขี่ข่มเหงลูกน้องหากใครทำงานไม่ได้ดั่งใจมันหรือหากมันโมโหจากใครมาแล้วมาลงกับพวกเราอย่างทารุณพวกเราก็แค่พนักงานจ้อยร่อยไร้อำนาจไม่อาจที่จะต่อสู้ขัดขืนอะไรได้”
ขณะที่กำลังเล่าด้วยน้ำเสียงที่ดูรุนแรงผ่านไรฟันที่กำลังเข่นเขี้ยวอย่างแค้นเคืองสีหน้าของฮอร์คินส์ดูดุดันอย่างน่ากลัวราวกับคนละคน
“หลังจากนั้นไม่นานผมก็ได้ลาออกมาพอดีกับที่ผมได้ทราบข่าวการนอกใจของยายสารเลวที่บังอาจหักหลังพี่ชายของผมพี่กลับมาหาผมพร้อมสีหน้าที่อ่อนระโหยโรยแรงราวกับซากศพผมพยายามพูดปลอบประโลมแล้วขอให้พี่ชายเลิกติดต่อกับยายนั่นเสียแต่เขาก็รั้นที่จะกลับไปหาเธอถึงแม้ว่าผมพยายามจะเกลี้ยกล่อมเท่าไหร่ก็ไม่เป็ผลสุดท้ายผมก็ได้แต่ปล่อยให้พี่ชายของผมกลับไปหายายนั่นอีกครั้ง”
บรรยากาศขณะนี้ช่างหดหู่จนแทบอยากจะร้องไห้ออกมาหากยังปล่อยให้เื่ราวดำเนินต่อไปแต่ทุกคนต่างก็ยอมรับฟังโดยไม่ปริปากเอ่ยขัด
“หลังจากนั้นไม่นานผมก็ได้ทราบข่าวการตายของพี่ชายเขาทุกทรมานจนไม่เป็อันกินอันนอนจนสภาพร่างกายทรุดโทรมลงทุกวันคืนพี่ชายผมต้องตายไปเพราะพวกมันทั้งสองคน แค่คิดขึ้นมาผมก็ไม่อาจที่จะสะกดอารมณ์ที่คุกรุ่นของผมได้มันเหมือนกับชนวนที่ถูกจุดขึ้นมาอย่างไม่อาจหยุดยั้ง สุดท้ายผมจึงได้ตัดสินใจก่อเหตุขึ้นในที่สุดในเมื่อผมจะก่อเหตุขึ้นมาแล้วมันก็ต้องคุ้มค่าให้ถึงที่สุดผมเลยตัดสินใจคิดบัญชีกับ จอร์น ชอร์ เป็รายแรก จากนั้นก็เป็พวกชู้รักสารเลวนั่น”
“แต่คุณได้ลงมือฆ่าตำรวจไปคนหนึ่งทั้งๆที่เขาไม่ได้มีความผิดอะไรเลย”แฟรงค์พูดสอดขึ้นมา
“ตอนนั้นผมคิดแต่จะฆ่าเ้าแอนดี้จนไม่ทันระวังตัวเผลอให้ตำรวจเห็นเข้าผมรู้ดีว่ามันเป็สิ่งที่ผิดในการลงมือฆ่าคนบริสุทธิ์แต่ผมไม่อาจที่จะปล่อยให้แผนการของผมที่วางเอาไว้หยุดชะงักลงได้ผมเลยต้องจำใจฆ่าเขาอย่างช่วยไม่ได้”
สายตาทั้งหลายแหล่จ้องมองไปยังฮอร์คินส์อย่างแค้นเคืองในคำพูดของเขาเขาทำหน้าสำนึกผิดก่อนจะพูดเล่าเื่ต่อไป
“ส่วนเหยื่อรายสุดท้ายเ้าตำรวจเวรตะไลนั่น! วันๆเอาแต่รังแกพูจาข่มเหงผมราวกับทาส มองผมอย่างดูถูกดูแคลนราวกับเศษขยะไร้ค่าผมเลยตัดสินใจจัดการปิดปากโสมมของมันให้เงียบไปตลอดกาล ทั้งหมดที่ผมเล่ามาคือความจริงที่เกิดขึ้นครับคุณนักสืบ”
“ผมรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับคุณอยู่หรอกแต่ว่านะ แล้วสัญลักษณ์ที่คุณทิ้งไว้กับศพผู้ตายล่ะ มันมีความหมายยังไงกัน?”
“อ๋อ ‘DEATH’สินะครับมันก็ตรงตามตัวอักษรนั่นละ สิ่งที่พวกมันได้ทำเอาไว้กับคนอื่น ผลตอบแทนที่พวกมันสมควรได้รับก็คือความตายเท่านั้นไม่ได้มีอะไรมากมายไปกว่านั้น”
ฮอร์คินส์พูดเสียงเนือยๆราวกับไม่ได้ใส่ใจในเื่ยิบย่อยพวกนี้ซักเท่าไหร่ทำเอาเจสันที่รอฟังอย่างตั้งอกตั้งใจผุดหัวเราะออกมา
“หึๆ ช่างเป็อะไรที่ธรรมดาจนผมคาดไม่ถึงเสียจริงขอบคุณที่ช่วยไขความกระจ่างของคดีในครั้งนี้ เอาล่ะทุกท่านในเมื่อความจริงได้ถูกไขให้กระจ่างแล้ว ผมขอส่งมอบหน้าที่ๆเหลือให้กับพวกคุณต่อไปส่วนผมจะขอตัวไปดื่มกาแฟแก้ง่วงเสียหน่อย ขอบคุณ”
เจสันค้อมศีรษะให้กับทุกคนก่อนที่จะเดินผ่านฮอร์คินส์และตำรวจคนอื่นทำท่าจะเดินออกจากห้องประชุมแต่ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงแ่เบาแต่มีน้ำหนักดังไล่หลังมา
“ผมไม่มีอะไรที่จะต้องเสียดายอีกแล้วหลังจากที่ก่อเื่โหดร้ายพวกนี้ขึ้นมาดังนั้นนะครับคุณนักสืบ...”
เกิดเสียงดังโหวกเหวกโวยวายขึ้นเจสันรีบหันหลังกลับก็พบว่านักโทษได้ทำการวิ่งฝ่าวงล้อมไปยังมุมห้องที่มีตู้เอกสารวางเรียงยาวเอาไว้เขาะโปีนป่ายขึ้นตู้เอกสารก่อนจะใช้มือดันแผ่นฝ้าเพดานจนเปิดออกแล้วมุดตัวเข้าไปอย่างรวดเร็วราวกับลิงกัง
พวกตำรวจรีบปีนป่ายตู้จะไล่ตามตัวผู้ร้ายหลบหนีแต่พอขึ้นไปได้ปรากฏว่าคนร้ายได้หายลับสายตาไปแล้วหลายคนหันมองแฟรงค์เพื่อรอคำสั่ง
“ทุกคนปิดทางเข้าออกทุกทางให้หมดตามหาให้ครบทุกซอกทุกมุมอย่าได้ขาดได้เกินแม้แต่ระเบียดเดียวเราจะลากตัวคนร้ายเข้าห้องขังให้จงได้!”
ทุกคนรีบกุลีกุจอไปทำหน้าที่ของตัวเองตามคำสั่งที่ได้รับเหลือเพียงเจสันกับแฟรงค์ที่ยืนจ้องหน้ากันสองคน เจสันเปิดปากพูดออกมา
“ฝ้าเพดานสามารถทะลุออกไปทางไหนได้บ้าง”
“มันเชื่อมไปทุกๆห้องนั่นล่ะเจสันแต่เราจะจำกัดขอบเขตตรงชั้นแรกเป็หลักยังไงเขาก็จะต้องหาทางหนีออกจากที่นี่เป็แน่”
ตึกแห่งนี้เป็ตึกสูงที่มีทั้งหมดสี่ชั้นซึ่งตอนนี้พวกเขากำลังอยู่ตรงชั้นแรก หากคนร้าย้าที่จะหลบหนีไปจากที่นี่ยังไงเขาก็จะต้องออกทางประตูเข้าออกซึ่งมีทั้งหมดสองทางแต่ในเมื่อตำรวจได้ปิดกั้นทางออกไว้หมดแล้ว ไม่มีทางที่คนร้ายจะหนีเล็ดลอดออกไปได้เพราะหน้าต่างแต่ละชั้นมีเหล็กกั้นเอาไว้ไม่มีทางที่คนร้ายจะหนีออกทางหน้าต่างชั้นแรกหรือชั้นอื่นๆไปได้
“แต่ฉันไม่คิดว่าจะเป็อย่างนั้นหรอกนะ”
“นายหมายความว่ายังไงกัน?”
เจสันกอดอกพร้อมก้มหน้าลงต่ำอย่างใช้ความคิดแฟรงค์ใจหนึ่งก็ร้อนรนแต่ก็ยังข่มอารมณ์ตั้งใจรอฟังคำพูดต่อไปของเจสัน
“นายเข้าใจความหมายของหมาจนตรอกหรือเปล่า?”
“ฉันไม่มีเวลามาแปลงความหมายที่นาย้าจะสื่อหรอกนะเจสันจะดีมากถ้านายบอกสิ่งที่นายรู้ออกมาเสียก่อนที่เื่ราวจะบานปลายมากไปกว่านี้”
“ในเมื่อเขาบรรลุจุดประสงค์ของเขาเรียบร้อยแล้วและในเมื่อเราได้รู้ตัวคนร้ายเสียแล้ว ตอนี้เขามีทางเลือกเพียงสองทางเท่านั้น”
“สองทาง?”
“ใช่อย่างแรกก็คือเขาจะต้องซ่อนตัวหรืออาจจะพยายามหนีออกนอกประเทศแต่ในเมื่อเขาคาดไม่ถึงว่าเราจะสาวตัวถึงเขาได้เร็วขนาดนี้เขาย่อมไม่ได้มีการเตรียมตัวไว้เสียก่อนล่วงหน้าอีกอย่างเขาก็ไม่ได้มีกำลังทรัพย์มากพอที่จะทำอะไรปุบปับเช่นนั้นได้ดังนั้นฉันจึงปัดตกในข้อนี้ไป”
“หรือว่า...”
“ฉันเองก็ไม่อยากจะคิดแบบนั้นหรอกนะแต่ก่อนที่เขาจะหลบหนีไปฉันสามารถรู้สึกได้จากน้ำเสียงของเขาถ้าฉันคาดการณ์ไว้ไม่ผิดสิ่งเดียวที่เขาจะทำต่อจากนี้ก็คือการฆ่าตัวตายเพื่อหลบหนีความผิดนั่นล่ะคือสิ่งที่ฉันตั้งใจจะบอก แต่อาจจะไม่เป็ดังนั้นก็ได้ใครจะรู้”
“ถ้าอย่างนั้นตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนกัน!?”
“ตอนนี้เขาอาจจะอยู่เหนือข้างบนของเราไปก็ได้ฉันขอแนะนำให้นายนำกำลังพลขึ้นไปบนดาดฟ้าเสียเดี๋ยวนี้เถอะ”
“ได้ฉันจะรีบดำเนินการเดี๋ยวนี้”แฟรงค์ถือเครื่องมือสื่อสารพร้อมรีบเดินสลับวิ่งออกไปจากห้องอย่างรวดเร็วทิ้งเจสันให้ยืนโดดเดี่ยวอยู่คนเดียว
“เฮ้อ ได้เวลาทำเื่นี้ให้มันจบเสียที”
เจสันพึมพำออกมาเสียงเบาก่อนจะรีบเดินออกไปจากห้องแล้วรีบวิ่งขึ้นบันใดตรงไปยังดาดฟ้าความสูงชันไม่ค่อยเป็ปัญหากับพละกำลังของเจสันเสียเท่าไหร่ฝีเท้าของเขายังคงก้าวออกไปอย่างมั่นคงและสม่ำเสมอราวกับไม่ได้เหน็ดเหนื่อยเสียเลย
ปังๆ!
เสียงเคาะประตูดังหลายครั้งจนแสบแก้วหูเจสันวิ่งมาถึง้าพบนายตำรวจหลายนายพยายามเคาะพร้อมร้องะโเสียงดังอยู่ประตูซึ่งเป็ประตูเชื่อมสู่ดาดฟ้าถูกล็อคเอาไว้จากด้านใน
“ฮอร์คินส์รีบออกมามอบตัวเสียดีๆ!”
ไร้ซึ่งสัญญาณตอบรับจากอีกฟากหนึ่งเมื่อเห็นว่าใช้ไม้นี้ไม่ได้ผล พวกตำรวจเริ่มเปลี่ยนแผนออกแรงดันประตูเพื่อจะเข้าไปด้านในประตูเหล็กกล้ามีความหนาและแข็งกว่าปกติ ทุกครั้งที่ออกแรงดันสามารถรู้สึกชาตรงต้นแขนราวกับถูกค้อนปอนด์ทุบอย่างจัง
“เจสัน! เอ้านี่”
แฟรงค์วิ่งมาทันพอดีพร้อมกับโยนค้อนปอนด์อันใหญ่ให้เจสันเขารู้ว่าเจสันมีพละกำลังที่มากกว่าคนปกติจึงได้มอบหน้าที่นี้ให้กับเขา เจสันรีบรับมาถือไว้อย่างรู้ใจ
“เอ้า ถอย!”
เจสันในสภาพถือค้อนพร้อมเงื้อขึ้นสูงราวกับั์ที่กำลังเตรียมกวัดแกว่งค้อนทำลายสิ่งกีดขวางตรงหน้าให้ขาดสะบั้นเสียงค้อนกระทบโลหะดังสะท้อนเสียดแทงแก้วหูพร้อมประกายไฟที่แล่บออกมาเป็สะเก็ดทุกครั้งที่ออกแรงทุบประตูเหล็กกล้าเริ่มบิดเบี้ยวไปตามแรงค้อนจนเริ่มบันดาลผลให้เห็นเป็ที่เด่นชัดเหงื่อเม็ดโป้งเริ่มไหลออกมาหยดกระทบลงบนพื้น
“ย้าก!”
สิ้นเสียงะโพร้อมกับการทุบครั้งสุดท้ายอย่างสุดเรี่ยวสุดแรงประตูที่ปริออกก็กระเด็นเข้าไปยังชั้นดาดฟ้าพร้อมครูดเสียดสีไปตามพื้น
เจสันเดินนำหน้าพวกตำรวจเข้าไปบนชั้นดาดฟ้าสายลมยามบ่ายพัดโชยกระทบใบหน้าอย่างอบอุ่นช่วยล้างความร้อนอกร้อนใจที่เกิดขึ้นจนมลายหาย แสงแดดยามเย็นส่องแสงสีส้มเข้มทะลุผ่านหมู่เมฆที่กำลังเคลื่อนคล้อยอย่างเริงร่า
เบื้องหน้าคือแผ่นหลังกว้างของนักโทษหนุ่มที่แหงนหน้ามองไปยังฟากฟ้าอันไกลโพ้นด้วยสีหน้าอันเปี่ยมไปด้วยความสุข
“หือช่างเป็พวกคนที่น่ารำคาญเสียจริง”เขาผุดยิ้มออกมา
“ฮอร์คินส์รีบมอบตัวเสียเถอะ อย่าให้เื่ราวมันใหญ่โตไปเสียกว่านี้เลย”แฟรงค์พยายามพูดกล่อม
“หยุดอยู่ตรงนั้นเถอะครับคุณตำรวจอย่าพยายามขยับเข้ามาใกล้มานี้เลย”
ฮอร์คินส์หันมาพูดเสียงเขียวใส่พวกตำรวจที่พยายามแอบเข้าประชิดเพื่อหวังจะรวบตัวจับกุมเขาไว้ทำให้ฝีเท้าที่กำลังค่อยๆย่องไปต้องชะงักกึก
“ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ”ฮอร์คินส์หันหน้ากลับไปตามเดิมก่อนจะพริ้มตาหลับลงราวกับกำลังซึมซับบรรยากาศตรงหน้าอย่างดูดดื่ม
ในที่สุดเขาก็ลืมตาขึ้นมาพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหล่รินลงอาบแก้มดวงตาของเขาเปล่งประกายราวกับได้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้ว
“ช่างเป็ท้องฟ้ายามบ่ายที่สวยงามเสียจริง”ฮอร์คินส์เอ่ยเสียงแ่
“ผมรู้ว่าคุณกำลังคิดจะทำอะไรแต่ผมขอบอกไว้ก่อนเถอะว่ามันไม่ได้ช่วยให้อะไรมันดีขึ้นมาหรอกนะ”เจสันพูดกับฮอร์คินส์
“เื่นั้นผมรู้ดีแต่ว่านะคุณนักสืบ ในเมื่อเป้าหมายของผมบรรลุเรียบร้อยเสียหมดแล้วมันกลับมีอะไรบางอย่างที่ผุดขึ้นมาในจิตใจของผม”
“มันคือสิ่งใดกัน?”
“ผมที่ลงมือฆ่าพวกสารเลวนั่นไปก็ไม่ได้ต่างอะไรกับพวกมันไม่สิ ผมมันเลวระยำยิ่งกว่าพวกมันเสียอีก!”
“ผมว่าคุณควรใจเย็นลงเสียก่อน”
“ในเมื่อผมมีความคิดที่จะชำระล้างพวกคนชั่วที่ทำลายชีวิตของผมกับพี่ชายเสียป่นปี้ให้หมดสิ่งสุดท้ายที่ผมได้นึกขึ้นมาได้ ใช่แล้วล่ะครับแล้วทำไมผมถึงไม่ชำระล้างตัวเองที่มีมลทินเสียเลยล่ะ”
“ไร้สาระไปกันใหญ่แล้วถึงคุณฆ่าตัวตายไปก็ไม่ได้แปลว่าบาปกรรมที่คุณทำไปจะสามารถชำระล้างไปได้หรอกนะ”
“คุณพูดถูกเสียจนผมเถียงไม่ออกเลยล่ะฮ่าๆ”ฮอร์คินส์หัวเราะ
ดวงอาทิตย์ที่ถูกหมู่เมฆบดบังเริ่มโผล่พ้นออกมาส่องแสงสว่างอ่อนๆราวเป็เป็สัญญาณบอกเริ่มบางสิ่งบางอย่างฮอร์คินส์หันหน้ากลับมาเผชิญกับเจสัน แฟรงค์ และพวกตำรวจคนอื่นๆสีหน้าของเขาในตอนนี้ฉาบทอไปด้วยรอยยิ้ม
“ผมขอโทษในสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดและขอโทษหากเผยให้เห็นสิ่งที่ไม่ควรจะเห็น ลาก่อนครับคุณนักสืบสุดอัจฉริยะ”
“เดี๋ยวก่อน!...”
รอยยิ้มสุดท้ายค่อยๆเลือนหายลงไปอย่างรวดเร็วราวกับดาวตกที่พุ่งลงมาจากฟากฟ้าร่างของยมทูตที่ใครๆต่างก็หวั่นกลัวค่อยๆร่วงตกลงไปราวกับถูกสูบกลืนกลับสู่นรก รอบข้างที่ดังระงมกลับถูกกลบไปราวกับถูกปิดกั้นเอาไว้อย่างหมดจด
เจสันรีบวิ่งไปจนสุดทางเดินก้มตัวลงมองไปยังเบื้องล่างสุดปลายทางตรงพื้นพสุธามีร่างๆหนึ่งในสภาพโชกเืกำลังนอนแผ่หลาในสภาพชักกระตุกอย่างทุรนทุราย
“คั่ก!”
ได้ยินเสียงกระอักเืลอยมาแต่ไกลถึงอย่างนั้นใบหน้าของเขาก็ยังคงเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มดั่งเดิม เขาพยายามขยับมือเพื่อทำอะไรบางอย่างเฮือกสุดท้าย
เจสันและคนอื่นไม่รอดูรีบวิ่งกุลีกุจอลงไปยังด้านล่างอย่างเร็วไวใช้เวลาสี่ห้านาทีก็สามารถลงมาอยู่เบื้องล่างได้แต่นักโทษในตอนนี้ได้ไร้ซึ่งสัญญาณชีพเสียแล้ว
“หืม?”
เจสันก้มมองตรงปลายนิ้วชี้ด้านซ้ายของอดีตนักโทษซึ่งมีตัวอักษรบางอย่างถูกขีดเขียนเอาไว้ก่อนที่เขาจะสิ้นใจไป
‘DEA’
ถึงแม้จะไม่สามารถเขียนได้จนจบแต่ทุกคนก็สามารถล่วงรู้ได้อย่างไม่ต้องสงสัยเพราะมันเป็ตัวอักษรที่ก่อให้เกิดเื่วุ่นวายในครั้งนี้ขึ้นมา
เจสันกระชับเสื้อคลุมให้เข้าที่ก่อนที่จะหันตัวเดินออกมาจากตรงนั้นด้วยสีหน้านิ่งงันพร้อมพึมพำออกมา
“หึ! ช่างเป็คนร้ายที่น่ารำคาญใจเสียจริง”