บทที่ 8
พรข้อแรก
วันต่อมา
วันเสาร์ที่25 กรกฎาคม
“อือ...”
แสงแดดยามเช้าส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาปลุกให้ฉันที่กำลังหลับอยู่ค่อยๆลืมตาขึ้นมา พอเห็นเพดานที่ไม่คุ้นตาอยู่เบื้องหน้าก็กะพริบตาปริบๆ คิดย้อนไปถึงเื่เมื่อวานว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่พอนึกออกฉันก็เลยรีบกระเด้งตัวลุกขึ้นแต่ก็ติดที่มือซ้ายถูกอะไรบางอย่างรั้งเอาไว้อยู่ฉันเลยต้องรีบหันไปมองที่มือซ้ายของตัวเอง
“ฟี้...”
เป็‘เขา’ นั่นเอง...
เขาที่กำลังนอนฟุบหลับอยู่ข้างเตียงโดยที่มือของเขากุมมือฉันเอาไว้แน่นและฉันก็เพิ่งจะได้สังเกตว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ในชุดคนไข้และกำลังนอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาลหมายความว่าหลังจากที่ฉันสลบไปเขาก็หอบฉันมาที่โรงพยาบาลสินะ
ฉันพยายามดึงมือออกจากมือหนาที่กุมมือของตัวเองไว้แน่นแต่ััอบอุ่นที่ััได้จากมือหนานั้นทำให้ฉันหมดแรงที่จะดึงมือออกและสุดท้ายก็ยอมแพ้ไปฉันจึงเปลี่ยนมาสังเกตใบหน้าที่กำลังหลับอยู่ของเขาแทน
คือปกติฉันคิดว่าเขาดูดีมากแล้วนะแต่พอได้มาดูใบหน้าของเขาที่กำลังหลับใกล้ๆแบบนี้แล้วก็ยิ่งทำให้เห็นถึงความดูดีของเขามากขึ้นไปอีก ไม่ว่าจะเป็เส้นผมสีดำยาวระต้นคอที่ดูเรียบลื่นใบหน้าเรียวรูปไข่เห็นเส้นใบหน้าชัดเจน จมูกที่คมโด่งเป็สันขนตาที่ยาวก็เรียงตัวสวย แถมยังมีริมฝีปากบางสีชมพูอีกต่างหาก
ฉันใช้เวลาพิจารณาใบหน้าของเขาอยู่นานก่อนจะรีบส่ายหน้าเพื่อไล่ความรู้สึกแปลกๆออกไปจากหัว และนึกถึงความทรงจำที่ฟื้นคืนมาเมื่อวานความทรงจำในตอนที่ฉันสารภาพรักกับเขา...
“พี่จินคะคือว่า... หนูชอบพี่ค่ะ...!”
“ไม่ได้นะ! อย่าไปนึกถึงมันนะ ไอริน! ( > /// < ! )” ฉันยกมืออีกข้างที่ไม่ได้ถูกมือของเขากุมไว้มาปิดหน้าที่กำลังเป็สีแดงฉ่าด้วยความเขินอายสรุปแล้วฉันกับเขาเป็แฟนกันจริงๆ สินะ แล้วฉันเป็ฝ่ายสารภาพรักกับเขาก่อนด้วยตอนนั้นเพิ่งจะอายุ 15 หมาดๆ เอง แก่แดดจริงๆ เลย ยัยไอริน!
“เสียงดังจัง...”เขาบ่นพึมพำพร้อมกับขยับตัวเล็กน้อยแต่ก็ยังไม่ยอมลืมตาสงสัยเขาจะตื่นเพราะได้ยินเสียงฉันโวยวายกับตัวเองล่ะมั้งใช้เวลาสักพักเขาก็เงยหน้าขึ้นมากะพริบตาปริบๆแต่พอเห็นฉันกำลังนั่งมองอยู่เขาก็ตาสว่างขึ้นมาทันทีเขารีบเด้งตัวลุกขึ้นมาจับไหล่ฉันไว้
“ไอริน!เธอฟื้นแล้วเหรอ! ไม่เป็ไรใช่ไหม! ไม่ปวดตรงไหนใช่หรือเปล่า!?”
“ใจเย็นๆก่อนค่ะ ฉันเจ็บนะคะ ฉันไม่เป็อะไรแล้วค่ะ แข็งแรงดีแล้ว”ฉันว่าแล้วก็ยิ้มให้เขาเพื่อแสดงให้เห็นว่าฉันหายดีแล้วจริงๆพอเห็นแบบนั้นเขาก็พุ่งเข้ามากอดฉันเอาไว้แน่นก่อนจะพูดข้างหูฉันด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทาบ่งบอกว่าเขาเป็ห่วงฉันมากขนาดไหน
“ดีจริงๆ...โล่งอกไปที... นึกว่าเธอจะเป็อะไรไปแล้วเสียอีก...”
“ไม่เป็ไรแล้วค่ะฉันสบายดีแล้ว”
ฉันหลับตาลงในอ้อมกอดที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายของเขาตั้งใจจะยกมือขึ้นไปลูบผมของเขาเป็การปลอบโยน แต่ฉันก็ต้องชะงักไปเมื่อคิดขึ้นมาได้ว่าฉันไม่ควรจะกอดกับเขาแบบนี้เพราะว่าฉันมีแฟนอยู่แล้ว ฉันจึงค่อยๆ ลดมือลงและใช้สองมือดันอกของเขาออกเขาเลยมองฉันด้วยความสงสัย
“ฉันมีแฟนแล้วนะคะพี่จะมากอดฉันง่ายๆ แบบนี้ไม่ได้นะ” ฉันอธิบายถึงเหตุผลที่ต้องผลักอกเขาออกแต่เขากลับสนใจสรรพนามที่ฉันใช้เรียกเขามากกว่า
“พี่?”เขาพูดเหมือน้าคำอธิบายถึงเหตุผลที่ฉันเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้เรียกเขาก่อนที่ดวงตาของเขาจะเบิกกว้างขึ้น “หรือว่า... เธอจะจำเื่ของฉันได้แล้ว!?”
“ค่ะ”ฉันพยักหน้าตอบคำถามของเขา ทำให้ดวงตาของเขาวาวเป็ประกายด้วยความหวังแต่แล้วมันก็ดับวูบลงเมื่อฉันเอ่ยประโยคถัดไป “แต่ก็จำได้แค่เื่ในวันที่ฉันสารภาพรักกับพี่เท่านั้นแหละ”
“งั้นเหรอ?แต่ก็เอาเถอะ ก็ยังดีกว่าจำอะไรไม่ได้เลยนั่นแหละ” เขาถอนหายใจออกมาเบาๆอย่างโล่งอก “แล้วก็ดีแล้วล่ะนะที่เธอไม่เป็อะไร รู้ไหมฉันเป็ห่วงแทบแย่แน่ะ”
“เป็ห่วง?อ๊ะ!เมื่อคืนฉันไม่ได้กลับบ้านแบบนี้ลุงศรกับป้านีต้องเป็ห่วงแน่เลย!” ฉันที่นึกถึงเื่สำคัญขึ้นมาได้รีบพูดขึ้นมาอย่างร้อนรน“มือถือของฉันอยู่ตรงไหนคะ!?”
“ถ้าเื่นั้นก็ไม่ต้องห่วงหรอกเมื่อคืนฉันโทรไปคุยกับคุณลุงคุณป้าของเธอแล้ว”เขาว่าแล้วก็ยื่นมือถือของเขามาให้ดูฉันเลยรีบกดเข้าไปดูประวัติการโทรแล้วก็เห็นว่าเมื่อคืนเขาโทรคุยกับป้านีแล้วจริงๆด้วย แต่แล้วฉันก็ต้องถามเขาด้วยความสงสัย
“แล้วพี่มีเบอร์ป้านีได้ยังไงคะ?แล้วพี่บอกอะไรกับป้านีไปบ้าง?”
“เื่นั้นฉันก็ดูเอาจากมือถือของเธอไงเธอโทรออกหาคนอื่นน้อยจะตายไปดูเบอร์ครั้งเดียวก็รู้แล้วส่วนเื่ที่ว่าบอกอะไรไปบ้างฉันบอกกับคุณป้าเธอไปว่าเจอเธอป่วยอยู่เลยพาเธอมาตรวจที่โรงพยาบาล ตรวจแล้วเธอเป็ไข้แต่อาการไม่น่าเป็ห่วงให้นอนพักรักษาตัวสักคืนนึงก็หายเดี๋ยวพรุ่งนี้ก็กลับบ้านได้”
“อย่างนั้นเองเหรอคะ?พี่นี่ไหลเก่งเหมือนกันนะคะ” ฉันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ส่วนเขาก็หัวเราะเบาๆออกมา
“ฉันจะถือว่านั่นเป็คำชมแล้วกันนะงั้นเดี๋ยวฉันไปตามคุณหมอมาตรวจให้นะ ถ้าตรวจแล้วไม่เป็อะไรเดี๋ยวจะพาไปส่งที่บ้าน”
พูดจบเขาก็เดินออกไปเรียกคุณหมอมาให้รออยู่ไม่นานคุณหมอกับพยาบาลก็เดินเข้ามาตรวจให้ หลังจากที่ตรวจแล้วพบว่าไม่ได้เป็อะไรมากคุณหมอก็อนุญาตให้กลับบ้านได้เขาก็เลยเดินเข้ามาพร้อมกับเสื้อผ้าที่เพิ่งซื้อมาใหม่ๆ ส่งให้ฉันมันเป็เสื้อยืดสีเรียบๆ กับกางเกงวอร์มธรรมดา แต่ฉันไม่มีปัญหากับการแต่งตัวอยู่แล้วจึงรับเสื้อผ้าพวกนั้นมาเปลี่ยนในห้องน้ำเปลี่ยนชุดเสร็จสรรพเขาก็จัดการเื่ค่าใช้จ่ายทุกอย่างให้สุดท้ายก็พาฉันขึ้นรถเตรียมจะพาฉันไปส่งที่บ้านและระหว่างที่กำลังขับรถออกจากลานจอดรถเขาก็หันมาถามฉัน
“จะแวะที่ไหนก่อนหรือเปล่า?หรือจะให้ฉันขับพากลับไปส่งที่บ้านเลย”
“นั่นสินะคะงั้นแวะไปหาอะไรกินก่อนดีไหมคะ?” ฉันลองเสนอขึ้นมา
“จะว่าไปั้แ่เมื่อวานตอนเย็นเพราะมัวแต่วุ่นกับอะไรหลายๆอย่างก็เลยยังไม่ได้กินอะไรเลยนี่นะ ได้สิ แล้วเธอมีอะไรที่อยากกินเป็พิเศษหรือเปล่า?”เขาที่ได้ยินฉันเสนอขึ้นมาแบบนั้นพยักหน้าเห็นด้วยและหันมาถามฉันอีกครั้งฉันคิดไปสักพักก็ส่ายหน้าตอบเขา
“ฉันไม่มีอะไรที่อยากกินเป็พิเศษหรอกค่ะงั้นฉันให้พี่เลือกเลยดีกว่า ฉันกินได้หมดแหละค่ะ”
“แน่ใจนะว่าจะให้ฉันเลือก?”เขาหันมาถามย้ำเหมือนถามความแน่ใจจากฉัน
“ค่ะฉันให้พี่เลือกเลย” ฉันพยักหน้าตอบเขาไป
“ถ้าฉันเลือกไม่ถูกใจก็อย่ามาว่ากันนะ”
“ฉันไม่ว่าพี่หรอกค่ะ”
“ได้ งั้นก็ไปกันเถอะ ฉันคิดออกแล้วล่ะว่าจะกินอะไรกันดี” เขาหันมาขยิบตาให้ฉันทีหนึ่งก่อนจะเลี้ยวรถออกจากโรงพยาบาลและขับรถพาฉันไปยังสถานที่ๆ ฉันคุ้นเคยก็จะไม่ให้คุ้นเคยได้ยังไงล่ะ ก็ฉันเคยหลงทางในนี้มาแล้วนี่นาและเขาในตอนนั้นก็โผล่มาในตอนที่ฉันกำลัง้า
เขาขับรถพาฉันมาที่สวนสาธารณะใกล้โรงเรียนของฉันนั่นเองและฉันก็พอจะเดาออกแล้วล่ะว่าสิ่งที่เขาอยากกินคืออะไรกันแน่
“รู้สึกว่าพี่จะชอบไอ้นี่มากเลยนะคะ”
ฉันหันไปมองเขาที่กำลังเคี้ยวลูกชิ้นเสียบไม้ในมือด้วยท่าทางเอร็ดอร่อยเขาก็เลยรีบเคี้ยวและกลืนลูกชิ้นพวกนั้นเข้าไปก่อนจะหันมาตอบฉัน
“ก็มันอร่อยดีนี่นาแถมราคาถูกดีด้วยนะ”
“กินแบบนี้บ่อยๆมันไม่ดีต่อร่างกายนะคะ”
“ฉันเองก็ไม่ได้กินอะไรแบบนี้บ่อยๆสักหน่อย ที่อเมริกาไม่มีอะไรที่ทั้งถูกทั้งอร่อยแบบนี้ให้กินบ่อยๆ หรอกนะเพราะงั้นก็ขอฉันกินให้เต็มคราบเถอะนะ” เขาว่าแล้วก็หยิบไส้กรอกออกมาจิ้มน้ำจิ้มก่อนจะเขมือบมันเข้าไปจนเหลือเพียงแค่ไม้จิ้มในพริบตา
ฉันที่เห็นแบบนั้นก็เลยดึงลูกชิ้นจากถุงของตัวเองออกมากินบ้างปกติฉันเองก็ไม่ได้กินอะไรแบบนี้หรอกแต่เห็นเขากินมันอย่างเอร็ดอร่อยขนาดนั้นฉันเองก็อยากกินบ้าง หลังจากที่กินลูกชิ้นของตัวเองเข้าไปแล้วฉันก็ต้องปิดปากอุทานออกมาด้วยความแปลกใจ
“อร่อยจัง”
ฉันพอจะเข้าใจแล้วล่ะว่าทำไมเขาถึงชอบมันมากขนาดนี้ลูกชิ้นทอดร้อนๆ ที่ทานคู่กับน้ำจิ้มหวานนิดๆ เผ็ดหน่อยๆ มันอร่อยมากจริงๆ
“เห็นไหมล่ะ?แม้แต่เธอยังบอกว่าอร่อยเลย แล้วแบบนี้จะไม่ให้ฉันชอบได้ยังไง?”
“ก็จริงนะคะนานๆ ทีได้มากินอะไรแบบนี้มันก็ดีเหมือนกัน”ฉันว่าแล้วก็จัดการทานลูกชิ้นและไส้กรอดส่วนของตัวเองจนหมดในขณะที่เขาก็นั่งมองฉันโดยที่ตัวฉันเองก็ไม่รู้ตัวเพิ่งจะมารู้ตัวก็ตอนที่หันไปแล้วสบตากับเขาอยู่ถึงได้รู้ว่ากำลังโดนมองในตอนที่ทานลูกชิ้นอย่างเอร็ดอร่อยอยู่พอคิดว่าถูกมองอยู่ตลอดก็ทำเอาใบหน้าถึงกับร้อนฉ่าขึ้นมาสุดท้ายก็เลยได้แต่หันไปพูดแดกดันแก้เขิน
“มองอะไรคะ?ไม่เคยเห็นคนสวยหรือไง?”
แต่ดูเหมือนฉันจะดูถูกเขามากเกินไปเมื่อเขากลับกระตุกยิ้มขึ้นมาตรงมุมปากและยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้กับใบหน้าของฉันมากจนฉันสะดุ้ง
“อื้อไม่เคยเห็นคนที่สวยขนาดนี้มาก่อนเลย นึกว่านางฟ้านะเนี่ย เล่นเอาละสายตาไม่ได้เลยเพราะงั้นขอมองชัดๆ หน่อยได้ไหมล่ะ?” เขาพูดขึ้นมาด้วยรอยยิ้มทะเล้นและยิ่งยื่นหน้าใกล้เข้ามาอีกใกล้จนฉันััได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ของเขาที่ไล้ไปตามแก้มของตัวเองซึ่งหากขยับเข้ามาใกล้กว่านี้รับรองว่าปากของเขาได้โดนแก้มฉันแน่ๆ
“มะไม่ได้ค่ะ! ( > /// < !)”ฉันว่าแล้วก็ใช้มือดันหน้าของเขาออก เขาก็หัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะยอมถอยออกไปแต่โดยดีอันตรายจริงๆ เลย อีตาผู้ชายคนนี้!ไม่รู้เลยว่าเขาจะจู่โจมฉันตอนไหนบ้าง!คราวหน้าคราวหลังฉันคงต้องระวังตัวมากกว่านี้แล้วล่ะ!
ฉันหันไปมองหน้าเขาและเขาเองก็หันมองมาทางฉันและพอเห็นว่าฉันมองเขาก็เลยส่งยิ้มมาให้ รอยยิ้มอารมณ์ดีที่ประดับอยู่บนใบหน้าของเขาทำเอาฉันทำตัวไม่ถูกสุดท้ายก็เลยได้แต่เงียบไปหลังจากนั้นฉันกับเขาก็นั่งอยู่เงียบๆ โดยไม่ได้พูดอะไรกันอีกปล่อยให้เวลาไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้าพร้อมกับสายลมที่พัดอย่างเอื่อยเฉื่อยก่อนที่ฉันจะตัดสินใจเป็ฝ่ายทำลายความเงียบ
“พี่จิน...”ฉันทำลายความเงียบลงด้วยการเรียกชื่อของเขา
“มีอะไรเหรอ?ไอริน” เขาเอ่ยตอบรับพลางเสมองมาทางฉันที่กำลังสูดลมหายใจเข้าปอดแล้วฉันก็เอ่ยถามเขาต่อ
“พี่จำเื่คราวก่อนตอนที่เราอยู่ในสวนสาธารณะนี้ได้ไหมคะ?”
“ที่เธอหลงทางในสวนแล้วฉันก็มาช่วยเธอไว้ใช่ไหมล่ะ?”
“ใช่ค่ะวันนั้นขอบคุณพี่มากเลยนะคะที่พี่ช่วยฉันเอาไว้แถมยังพาฉันไปส่งที่บ้านอีกแล้วพี่จำเื่ที่พี่เสนอกับฉันในวันนั้นได้หรือเปล่าคะ? เื่ที่ฉันยังไม่ได้ให้คำตอบกับพี่...”
“เื่พรสามข้อที่ฉันเสนอไปใช่ไหม?”
พอฉันพูดแบบนั้นเขาก็นึกออกทันทีฉันพยักหน้าแทนคำตอบก่อนจะหันไปมองตาเขาฉันคิดไตร่ตรองมาเป็อย่างดีสุดท้ายก็ได้คำตอบ
“ฉัน...ตกลงค่ะ”
“เธอตกลงเหรอ?ฉันนึกว่าเธอจะปฏิเสธซะอีก ในเมื่อเธออยากรู้เื่ของพ่อแม่ถึงขนาดนั้น”เขาหันมามองฉันเหมือนไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ฉันพูด
“ค่ะเพราะว่าั้แ่ที่ฉันประสบอุบัติเหตุจนสูญเสียความทรงจำไปฉันก็ไม่เคยนึกเื่ในอดีตออกเลย จนกระทั่งได้มาเจอกับพี่...”ฉันพูดพร้อมกับหันไปมองตาเขา “ั้แ่ได้เจอกับพี่ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมแต่ความทรงจำของฉันมันก็เริ่มกลับคืนมาเหมือนกับว่าพี่เป็คนทำให้มันกลับคืนมาทีละน้อย เพราะอย่างนั้นฉันเลยคิดว่าถ้าพี่เล่าเื่ในอดีตให้ฉันฟังบางที... ฉันอาจจะกลับมาจำได้ก็ได้”
พอได้ฟังเหตุผลของฉันเขาก็กลับนิ่งเงียบไปเหมือนกำลังทบทวนอะไรบางอย่างในหัวของตัวเองฉันรู้สึกเหมือนกับว่าเขากำลังลังเลอะไรบางอย่างอยู่
“พี่ลังเลอะไรคะ?ฉันนึกว่าพี่จะดีใจซะอีกที่ฉันยอมรับข้อเสนอของพี่”ฉันที่เห็นแบบนั้นจึงได้ถามเขาด้วยความสงสัย ก่อนที่เขาจะถอนหายใจออกมาเบาๆและหันมาอธิบายให้ฉันฟังด้วยแววตาที่ดูหมองลงอย่างเห็นได้ชัด
“อันที่จริงแล้วไอ้เื่พรสามข้อนั่นมันก็เป็แค่ข้ออ้างเท่านั้นแหละฉันก็แค่กลัวว่าถ้าเล่าเื่ของพ่อแม่เธอออกไปแล้วเธอจะหนีหน้าไม่ยอมมาคุยกับฉันอีกฉันก็เลยคิดข้อเสนอบ้าๆ อย่างพรสามข้อนั้นขึ้นมาเพื่อที่เธอจะได้ไม่หนีฉันไป”
“ถ้าเื่นั้นพี่ไม่ต้องห่วงนะคะฉันไม่มีทางหนีพี่แน่นอน” ฉันพูดด้วยรอยยิ้มเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเขาแต่เขาก็กลับส่ายหน้าไปมาเบาๆ เหมือนจะบอกว่าเื่ยังไม่หมดแถมฉันยังเห็นมือของเขาสั่นเบาๆ ด้วย
“แถมพอเกิดเื่แบบเมื่อวานขึ้นฉันก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าฉันควรจะเล่าเื่ในอดีตให้เธอฟังดีหรือเปล่า?เพราะถ้าเธอเกิดปวดหัวแล้วสลบไปอีก แล้วถ้าเกิดว่าคราวนี้เธอเป็อะไรขึ้นมาจริงๆฉันจะทำยังไงล่ะ? ตอนนี้ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าตัวเองจะควรจะทำยังไงต่อไปดี...”
“เื่นั้น...ฉันเองก็ไม่มีอะไรมายืนยันหรือรับประกันกับพี่ได้หรอกนะคะว่าฉันจะไม่เป็ไร แต่ว่า...”ฉันหลับตาลงพลางนึกถึงความทรงจำที่ฟื้นกลับมาแม้จะมีอยู่แค่ไม่กี่เื่แต่สำหรับฉันที่เสียความทรงจำมันก็ล้ำค่ามาก
“ไม่ว่ายังไงก็ฉันก็อยากจะรู้ค่ะฉันอยากจะจำให้ได้ อยากจะรื้อฟื้นความทรงจำที่หายไปกลับคืนมาต่อให้จะต้องเ็ปก็ตาม เพราะงั้นฉันจะไม่บังคับให้พี่เล่าให้ฉันฟังหรอกนะคะพี่จะเล่าหรือไม่เล่ามันก็เป็ดุลยพินิจของพี่ แต่ต่อให้ฉันเป็อะไรไป... ฉันสัญญาว่าจะไม่มีโกรธพี่แน่นอนค่ะ”
ฉันหันไปยิ้มให้กับเขาอย่างสดใสพร้อมทั้งกุมมือที่สั่นเทาของเขาเบาๆเขาเห็นแบบนั้นก็นิ่งเงียบไปด้วยความอึ้งอยู่นาน สุดท้ายเขาก็หลุดหัวเราะออกมา
“พูดออกมาแบบนั้นมันขี้โกงนี่นา...แบบนี้ฉันก็มีแต่ต้องเล่าให้เธอฟังไม่ใช่หรือไง?” เขาหัวเราะเบาๆก่อนจะหันมาถามฉันด้วยรอยยิ้ม “งั้นพรข้อแรก... เธออยากขออะไรดีล่ะ?”
“ฉันกับพี่พวกเราพบกันได้ยังไงคะ?ตัวฉันในอดีตเป็ยังไง? ทำไมพี่ถึงรักฉันในอดีตมากขนาดนั้นคะ?”
“พรแค่ข้อเดียวแท้ๆแต่ถามหลายอย่างจังเลยนะ?” เขาว่าแล้วก็หัวเราะออกมา “แต่ก็เอาเถอะฉันจะเล่าให้ฟังก็ได้ แต่เื่มันก็ยาวอยู่นะ พร้อมจะฟังไหมล่ะ?”
“ฉันมีเวลาอยู่ฟังพี่ทั้งวันนั่นแหละค่ะช่วยเล่าให้ฉันฟังทีนะคะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเล่าจากครั้งแรกที่เราเจอกันเลยมั้งตอนนั้นฉันเรียนอยู่ม.2 แล้วเธอก็เรียนอยู่ม.1 และทางโรงเรียนมีการจัดเข้าค่ายให้กับนักเรียนชั้นม.1แล้วก็ให้นักเรียนชั้นม.2 ห้องเดียวกันไปเป็คนดูแลรุ่นน้อง แล้วบังเอิญว่าพวกเราก็อยู่ห้องเดียวกันพอดี...”
“พี่ก็เลยได้เจอกับฉันหรือคะ?”ฉันพูดขัดเขาขึ้นมา
“เื่ยังไม่จบสักหน่อยฟังก่อนสิ” เขาที่โดนฉันขัดหันมาเบ้ปากใส่ฉัน
“มันอดไม่ได้น่ะค่ะงั้นต่อจากนี้ฉันจะนั่งฟังเงียบๆ แล้วค่ะ”ฉันว่าแล้วก็ทำท่ารูดซิปปากตัวเองปล่อยให้เขาเล่าเื่ในอดีตต่อ
“วันนั้นจำได้ว่าเป็เวลาพักเที่ยงหลังจากที่ทานอาหารเสร็จรุ่นพี่ม.2 ต้องไปประชุมเื่คุมรุ่นน้องส่วนทางรุ่นน้องม.1 ก็ปล่อยฟรีไปค่อยมารวมตัวกันอีกทีตอนบ่ายแต่เื่ของเื่ก็คือระหว่างทางฉันที่กำลังเดินไปประชุมก็เจอกับเด็กผู้หญิงซุ่มซ่ามคนหนึ่งหกล้มตรงหน้าเสียอย่างนั้น...น”
“หรือว่า...เด็กผู้หญิงคนนั้นก็คือ...?” ฉันถามพร้อมกับชี้นิ้วมาที่ตัวเอง ส่วนเขาก็พยักหน้าให้และเริ่มเล่าต่อทันที
“เด็กผู้หญิงซุ่มซ่ามคนนั้นไม่รู้สึกตัวเลยว่าหกล้มตรงหน้าฉันเธอพยายามคลำหาแว่นตาที่หลุดออกไปตอนล้มแต่ไม่ว่ายังไงก็หาไม่เจอสุดท้ายฉันก็เลยต้องเป็คนช่วยเก็บแว่นให้ พอยื่นแว่นไปให้เด็กคนนั้นถึงรู้ตัวว่าเธอล้มลงจับกบต่อหน้าฉันทำเอาใบหน้าหวานที่อยู่ใต้แว่นกรอบหนาเตอะถึงกับแดงขึ้นมาด้วยความเขินอายเลยทีเดียว”
เขาเล่าไปพลางก็หลับตาลงไปพลางเหมือนกับกำลังหวนนึกถึงความทรงจำอันมีค่าในอดีตก่อนที่เขาจะหัวเราะออกมาและเริ่มเล่าต่อ
“เด็กผู้หญิงซุ่มซ่ามคนนั้นรับแว่นไปสวมแล้วก็บอกขอบคุณฉันแต่ตอนที่เธอพยายามจะลุกขึ้นเธอก็ล้มลงไปอีกเพราะว่าในตอนที่ล้มลงไปนั้นข้อเท้าของเธอพลิกสุดท้ายฉันก็เลยให้เด็กผู้หญิงคนนั้นขี่หลังและพาไปที่ห้องพยาบาลแล้วหลังจากนั้นฉันถึงได้รู้ว่าเด็กคนนั้นชื่อว่า ‘ไอริน’ และพอรู้สึกตัวอีกทีสายตาของฉันก็ไปหยุดอยู่ตรงเด็กผู้หญิงคนนั้นแล้วฉันคิดว่าฉันคงจะรักเธอมาั้แ่ครั้งแรกที่เราเจอกันเลยล่ะมั้ง”
เขาไม่พูดเปล่าแต่ขยับสายตามามองฉันโดยไม่วางตาสายตาของเขาเหมือนจะบอกกับฉันว่าแม้กระทั่งตอนนี้สายตาของเขาก็ยังคงหยุดอยู่ที่ฉันนั่นทำให้ใบหน้าของฉันเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมา
“พอได้มองเด็กผู้หญิงที่ชื่อว่าไอรินฉันก็ได้รู้ว่าเธอเป็เด็กผู้หญิงที่น่ารักมาก เธอทั้งนิสัยดี สุภาพเรียบร้อยมีน้ำใจชอบช่วยเหลือคนอื่น แต่เด็กผู้หญิงคนนั้นก็มีมุมที่คนอื่นไม่รู้อยู่เหมือนกันนั่นก็คือเธอเป็คนที่ซุ่มซ่ามมาก แต่ถึงจะซุ่มซ่ามจนต้องเดือดร้อนขนาดไหนเธอก็ไม่เคยขอความช่วยเหลือจากใครเลยสุดท้ายฉันก็เลยทนไม่ไหวต้องเป็ฝ่ายเข้าไปช่วยเธออยู่หลายครั้ง... และยิ่งฉันได้รู้จักเธอในมุมที่คนอื่นไม่รู้ก็ยิ่งทำให้ฉันดีใจและยิ่งทำให้ฉันมั่นใจว่าฉันรักเธอมากขึ้นๆ และฉันก็คอยเฝ้าดูเธออยู่อย่างนั้นมาเรื่อยๆจนกระทั่งตอนที่ฉันเรียนอยู่ม.3”
“ฉันก็เป็คนเข้าไปสารภาพรักกับพี่...”ฉันพึมพำออกมาพลางนึกถึงความทรงจำที่ย้อนกลับมาเมื่อวาน
“ใช่ฉันดีใจมากเลยนะตอนที่เธอเข้ามาสารภาพรักกับฉันอันที่จริงฉันวางแผนจะเข้าไปสารภาพกับเธอตั้งหลายครั้งแล้วแต่ก็ไม่กล้าสักทีสุดท้ายก็เลยได้แต่ปล่อยให้มันค้างคาอยู่แบบนั้น แล้วก็ถูกเธอชิงสารภาพก่อนจนได้”เขาว่าแล้วก็หัวเราะออกมา ก่อนที่เขาจะพูดต่อ
“แต่ว่าต่อจากนี้จะไม่เป็แบบนั้นแล้ว...เพราะว่าฉันสัญญากับตัวเองแล้วว่าต่อจากนี้จะเป็ฝ่ายบอกรักเธอก่อนเอง...”เขาหยุดหัวเราะและสูดลมหายใจเข้าไปจากนั้นเขาก็มองตาฉันและพูดต่อด้วยแววตากับน้ำเสียงที่จริงจัง
“ไอรินฉันรักเธอ”
ตึกตักตึกตัก...
เอาอีกแล้วทั้งแววตาและน้ำเสียงของเขามันทำให้หัวใจของฉันเต้นขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล ฉันอยากจะปล่อยให้มันเป็แบบนี้ไปเรื่อยๆแต่แล้วหัวใจของฉันก็รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาเมื่อจู่ๆ ฉันก็คิดขึ้นมาได้ว่าคนที่เขารักจริงๆก็คือ ‘ไอริน’ ในอดีตไม่ใช่ ‘ไอริน’ ในตอนนี้
อันที่จริง...ฉันเองก็ไม่ควรจะรู้สึกแบบนั้นกับเขา เพราะว่าตอนนี้ฉันมีแฟนแล้วฉันมีคนที่ต้องรับผิดชอบอยู่ คิดได้ดังนั้นฉันจึงกระชากตัวลุกขึ้นยืนพยายามก้มหน้าก้มหลบสายตาไม่ให้เขามองเห็นใบหน้าของฉันแต่ฉันรู้สึกได้ว่าเสียงของตัวเองมันกำลังสั่น
“แต่ว่าถึงพี่จะรักตัวฉันในอดีตมากขนาดไหนแต่ตอนนี้มันก็เป็เพียงอดีตไปแล้วค่ะ ฉันไม่ใช่ไอรินคนเดิมที่พี่รักอีกแล้วไอรินคนที่พี่รักไม่มีอีกแล้ว...”
“แต่ว่า...”เขาพยายามจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ฉันจะปล่อยให้มันเป็แบบนี้ต่อไปไม่ได้ฉันจึงพูดขัดเขาเสียก่อน
“ไม่มีแต่ค่ะอดีตมันก็เป็แค่อดีต มันไม่มีทางหวนกลับมาแล้ว ต่อให้พี่จะรักตัวฉันในอดีตขนาดไหนแต่นั่นก็เป็เพียงตัวฉันในอดีต ไม่ใช่ตัวฉันในตอนนี้ค่ะ...”ฉันพูดกับเขาด้วยเสียงดังเพื่อพยายามกลบเสียงสั่นๆ ของตัวเอง
“พาฉันไปส่งที่บ้านทีค่ะฉันอยากกลับแล้ว...”
พูดจบฉันก็รีบเดินตรงดิ่งนำเขาไปทันทีแต่แล้วด้วยความซุ่มซ่ามบวกกับความเร่งรีบ ฉันก็เลยสะดุดข้อเท้าตัวเองล้มลงไปนอนจับกบกับพื้น
“ว้าย!”
“ไอริน!เธอไม่เป็ไรนะ?”เขาที่เห็นแบบนั้นรีบเดินตามเข้ามาถามฉันด้วยความเป็ห่วง “ให้ตายสิ...เธอนี่ซุ่มซ่ามไม่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนเลยนะ”
“ฉันบอกแล้วไงคะว่าฉันไม่ใช่ไอรินที่พี่รักน่ะ! อย่ามาทำเหมือนฉันเป็คนเดียวกับไอรินคนนั้นสิคะ!ว้าย!” ฉันว่าแล้วก็พยายามฝืนดันตัวลุกขึ้น แต่ความเ็ปจากข้อเท้าที่หกล้มก็วิ่งแปลบขึ้นมาจนต้องร้องออกมาอีกครั้งดูเหมือนว่าข้อเท้าจะพลิกแล้วสิ ซวยซ้ำซวยซ้อนจริงๆ ( - * - ! )็บปวดจาด็ด
“ท่าทางข้อเท้าจะพลิกแล้วล่ะ...ถ้าอย่างนั้นก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะ? เอ้า ขึ้นมาสิ” เขาเลื่อนสายตาลงไปมองสำรวจข้อเท้าของฉันพอวินิจฉัยอาการเสร็จเขาก็ย่อตัวลงตรงหน้าฉันและหันหลังมาให้เหมือนจะบอกให้ฉันขึ้นไปขี่หลังเขาแต่มีหรือที่ฉันจะยอมเขาเสียให้ยาก
“ไม่เอาค่ะ!”
“เธอนี่ยังไงกันนะ?เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายเป็ไบโพลาร์หรือไง?” เขาขมวดคิ้วว่าพลางยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ“ยังไงก็ได้ แต่บอกไว้ก่อนนะว่าถ้าเธอไม่รีบขึ้นมาขี่หลังฉันตอนนี้ฉันจะปล่อยให้เธอเดินกลับไปที่รถเองนะ และฉันไม่รับประกันนะฉันจะไม่ออกรถจนกว่าเธอจะมาถึงถ้าชักช้าคืนนี้ฉันปล่อยเธอนอนในสวนสาธารณะนะ”
“แบบนั้นขี้โกงนี่คะ!ไหนพี่บอกว่าจะพาฉันไปส่งที่บ้านไงคะ!?”
“ก็จะพาไปส่งที่บ้านถ้าเธอยอมเชื่อฟังแต่โดยดีล่ะก็นะ ฉันจะนับหนึ่งถึงสิบ ถ้าเธอไม่รีบขึ้นมาขี่หลังฉันจะปล่อยเธอนอนเจ็บขาอยู่ในสวนสาธารณะแน่เอาล่ะนะ หนึ่ง!”
“เดี๋ยวก่อนค่ะ!”
“สอง! สาม!”
“ฉันบอกว่าเดี๋ยวไงคะ!”
“สี่! ห้า! หก!”
“โธ่...ทำไมไม่ฟังกันเลยคะ!”
“เจ็ด! แปด! เก้า!”
“ก็ได้ค่ะ!”
สุดท้ายฉันก็ต้องยอมแพ้และปีนขึ้นไปขี่หลังเขาจนได้เพราะกลัวเขาจะทิ้งให้ฉันนอนอยู่ในสวนสาธารณะจริงๆ หรอกนะฉันถึงยอมน่ะ! เขาที่เห็นแบบนั้นก็หันมายิ้มกริ่มและยักคิ้วให้ฉันเหมือนผู้ชนะส่วนฉันก็ได้แต่เบ้ปากอย่างไม่พอใจ
“ง่ายๆแค่นี้เอง ไม่รู้ทำไมต้องให้ขู่”
“เงียบไปเถอะค่ะ!รีบๆ พาฉันไปส่งเดี๋ยวนี้เลยนะ!”ฉันแยกเขี้ยวขู่เขาฟ่อๆ ส่วนเขาก็ยักไหล่ให้ฉันแล้วเขาก็เริ่มก้าวเท้าฉันที่เห็นแบบนั้นจึงถอนหายใจและโอบรอบคอเขาไว้เพื่อไม่ให้ตัวเองตกแต่พอได้มาขี่หลังแบบนี้ก็ทำให้ได้รู้ว่าแผ่นหลังของเขามันกว้างและแข็งแรงขนาดไหนแถมยังกลิ่นโคโลญหอมอ่อนๆ ของเขาก็ทำให้ฉันเริ่มรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาฉันเริ่มจะรู้สึกง่วงขึ้นมาแล้วสิ...
“เธอขี่หลังฉันแบบนี้แล้ว...ทำให้ฉันนึกถึงตอนที่เธอเจอครั้งแรกเลยนะ” ระหว่างที่เขากำลังพาฉันไปที่รถเขาก็เอ่ยพูดขึ้นมา ฉันก็เลยตอบเขาออกไป
“งั้นหรือคะ...?”ฉันตอบเขาออกไปด้วยน้ำเสียงงัวเงีย เริ่มจะจับใจความอะไรไม่ค่อยได้
“แล้วตอนนั้นเธอก็หลับคาหลังฉันเลยนะเธอจะหลับก็ได้นะ ฉันไม่ว่าหรอก เดี๋ยวฉันพาเธอไปส่งเอง”
“ถ้างั้นก็ฝากด้วยนะคะ...”ฉันว่าแล้วก็ฟุบหน้าลงกับไหล่ของเขา ความง่วงเริ่มจู่โจมฉันมากขึ้นจนฉันเผลอพูดบางอย่างออกไปโดยไม่รู้ตัว
“หนูชอบเวลาที่ได้ขี่หลังพี่จินที่สุดเลยค่ะ...”
และสุดท้ายฉันก็หลับไปบนแผ่นหลังของเขาจนได้...