# บทที่ 30 — ประตูใต้ความทรงจำ
เงาดอกบัวใต้ผิวน้ำกำเนิดขยายออกช้า ๆ
ไม่มีแรงะเิ ไม่มีคลื่นสูง มีเพียงกลีบแสงทั้งเจ็ดแยกตัวออกจากกันเหมือนดอกบัวที่กำลังบานในความทรงจำของใครบางคน น้ำใสตรงกลางสระเว้าลงเป็วงกลม เผยแผ่นหินสีขาวเงินที่ไม่ควรอยู่ใต้น้ำ และบนแผ่นหินนั้นมีประตูทรงกลีบดอกบัวตั้งอยู่
ประตูไม่มีบานพับ ไม่มีลูกบิด มีเพียงร่องสองร่องบนกลีบกลาง ร่องหนึ่งเป็รูปหยกกุญแจของลั่วชิงเสวี่ย อีกร่องเป็รอยครึ่งดอกบัวบนข้อมือของสตรีชุดขาว
“ประตูจะอยู่ได้ไม่นาน” ผู้เฝ้าบ่อน้ำกำเนิดกล่าว “เมื่อเงาคำสั่งถูกตัด น้ำกำเนิดจึงยอมเผยทาง แต่คนที่ไม่มีสิทธิ์จะถูกความทรงจำของบ่อกลืนกลับมา”
“แปลให้เข้าใจง่ายกว่านี้” เสิ่นเยว่โหรวพูด
“หากเข้าไปแล้วโกหกตัวเอง จะออกมาไม่ได้”
กู้เซวียนที่ยังนั่งพิงเสาหินพยายามลุก “ข้าเข้าไปด้วย ข้ารู้ทาง—”
เสิ่นเยว่โหรวกดไหล่เขาลงทันที “เ้ารู้วิธีนอนพักก่อนก็พอ”
“แต่ห้องนั้น—”
“ความทรงจำเ้าถูกน้ำล้างไปครึ่งหนึ่ง ถ้าเข้าไปตอนนี้ ห้องจะใช้ช่องว่างนั้นเขียนคำสั่งใหม่ใส่เ้า” โม่เฉินกล่าว “อยู่ข้างนอกและบอกสิ่งที่จำได้เท่าที่จำได้ นั่นช่วยมากกว่า”
กู้เซวียนกำมืออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจ “ในห้องมีแท่นแกน เป็ดอกบัวหินเจ็ดกลีบ อย่าจับเมล็ดกลางแท่น ไม่ว่ามันจะพูดอะไร”
“มันพูดได้?” ป้าผู้าุโถาม
“ข้าไม่เคยได้ยิน แต่คนสวมหน้ากากทองเคยพูดกับมัน”
คำเตือนนั้นไม่ทำให้ใครสบายใจขึ้น
ซูหวั่นเอ๋อร์มองประตู จากนั้นมองคนรอบตัวทีละคน “ข้าเข้าไปกับโม่เฉิน ลั่วชิงเสวี่ย และนาง” นางพยักหน้าไปยังสตรีชุดขาว “เสิ่นเยว่โหรวอยู่ด้านนอก คุมกู้เซวียนและทุกคนที่ถูกส่งผลจากสระ”
“ข้าจะเข้าไป” เสิ่นเยว่โหรวค้านทันที “พิษของโม่เฉินยังไม่เสถียร และนางเพิ่งถูกตราเผา หากข้างในมีอันตรายทางเส้นลมปราณ—”
“ข้างในมีอันตรายทางความทรงจำ” ซูหวั่นเอ๋อร์ขัดอย่างนุ่มนวล “เ้าจะรักษาพวกเขาได้ดีที่สุดจากตรงนี้ หากใครถูกดึงกลับมา เ้าต้องเป็คนแรกที่ดึงสติกลับ”
เสิ่นเยว่โหรวมองโม่เฉิน สีหน้าไม่ยอมรับง่าย ๆ เขาไม่พูดคำปลอบที่ฟังดีแต่ทำอะไรไม่ได้ จึงยื่นข้อมือให้แทน
นางผูกเส้นด้ายโอสถเส้นใหม่เข้ากับข้อมือเขา ปลายอีกด้านผูกเข้ากับเข็มเงินบนขอบสระ “ห้ามตัด ห้ามดึงเล่น และถ้าปวดหัวให้บอก ไม่ใช่ทำหน้าเหมือนไม่เป็อะไร”
“ข้าคิดว่าหน้าข้าดูเก่งกาจ”
“หน้าตาเ้าเหมือนคนชอบทำให้หมอปวดหัว”
ลั่วชิงเสวี่ยยืนข้าง ๆ ได้ยินครบ นางกล่าวโดยไม่หันมา “คราวนี้หมอพูดถูก”
“พวกเ้าสองคนตกลงกันั้แ่เมื่อไร” โม่เฉินถาม
“ั้แ่เ้าเริ่มพูดมาก” เสิ่นเยว่โหรวตอบ
สตรีชุดขาวมองบทสนทนานั้นเงียบ ๆ แล้วกล่าวว่า “ถ้าพวกท่านพร้อม ข้าจะเปิดประตู”
“ก่อนอื่นต้องมีกติกา” โม่เฉินว่า “หนึ่ง เ้าเดินในสายตาเราเสมอ สอง เ้าไม่แตะสิ่งใดโดยไม่บอก สาม หากข้างในมีคำสั่งที่ทำให้เ้าทำร้ายเรา เ้าพูดออกมาก่อนที่มือจะขยับ”
“แล้วถ้าคำสั่งทำให้ข้าฆ่าตัวตาย?”
“ก็พูดก่อนเหมือนกัน” เขาตอบ “คนตายอธิบายอะไรไม่ได้”
หญิงชุดขาวมองเขานานกว่าปกติ “เ้าไม่กลัวว่าข้าจะโกหก?”
“กลัว” โม่เฉินตอบตรง ๆ “แต่กลัวไม่ได้แปลว่าต้องเลือกโง่ เราใช้เ้าเพราะตอนนี้เ้าเป็คนเดียวที่เปิดประตูได้ และเ้าใช้เราเพราะคนสวมหน้ากากทองอยากให้เ้าตาย”
มุมปากของนางขยับเล็กน้อย “ข้าชอบข้อตกลงแบบนี้มากกว่าคำว่าเชื่อใจ”
นางยกข้อมือที่พันผ้าแล้ววางลงบนร่องครึ่งดอกบัว ลั่วชิงเสวี่ยสูดลมหายใจ ก่อนวางหยกกุญแจลงในร่องอีกด้าน
ประตูไม่เปิดทันที
แสงจากทั้งสองสิ่งไหลไปตามเส้นกลีบดอกบัว และหยุดอยู่ตรงวงกลมว่างเปล่าด้านล่าง ราวกับรอสิ่งที่สาม
“ต้องมีผู้ได้รับการยอมรับจากน้ำกำเนิด” ผู้เฝ้าบ่อน้ำกล่าว
สายตาทุกคู่หันมาทางโม่เฉินอีกครั้ง
เขาถอนหายใจเบา ๆ “ข้าเริ่มเกลียดประโยคนี้แล้ว”
หน้าต่างระบบชะตาวายร้ายปรากฏขึ้นข้างใบหน้า ดวงตาอีโมจิทำหน้าตื่นเกินเหตุ
“ข้อเสนอชั่วคราว: ผงปิดกลิ่นชะตา ราคา 30 แต้มชะตา”
“ผล: ลดการตอบสนองต่อผนึกหนึ่งครั้ง”
“ผลเสีย: ใช้แล้วโฮสต์จะพูดความจริงไม่ได้หนึ่งเค่อ”
“เ้าเรียกสิ่งนี้ว่าช่วยหรือสร้างปัญหา” โม่เฉินถามในใจ
“ระบบเรียกมันว่า ‘ตัวเลือกเชิงสร้างสรรค์’”
เขามีแต้มเพียงยี่สิบสาม ไม่พออยู่แล้ว และเงื่อนไขก็น่าสงสัยเกินกว่าจะยอมซื้อ ต่อให้มีแต้มครบ เขาก็ไม่เลือกปิดการตอบสนองโดยไม่รู้ว่าประตู้าอะไร
“ไม่ซื้อ” เขาตอบ
“ระบบบันทึกว่าโฮสต์เลือกเสี่ยงฟรี ซึ่งเป็คำที่คนจนชอบใช้”
โม่เฉินไม่สนใจมัน เขาก้าวไปวางฝ่ามือเหนือวงกลมว่างโดยไม่ััตรง ๆ เส้นด้ายโอสถที่ข้อมือสั่นตึง เสิ่นเยว่โหรวมองเขาอยู่จากด้านนอกสระ มือของนางกำเข็มเงินแน่นขึ้น
ทันทีที่ปลายนิ้วเขาเฉียดแสง ประตูทั้งบานก็หายไป
โลกกลับด้าน
โม่เฉินยืนอยู่บนลานหินแห่งหนึ่ง ท้องฟ้าเหนือหัวเป็สีเทาหม่น มีเด็กหนุ่มในชุดเก่าซีด ๆ ยืนอยู่กลางลาน ใบหน้าของเด็กหนุ่มเหมือนเขาแทบทุกส่วน เพียงดวงตาไร้แววและไหล่ตกต่ำกว่า
เสียงหัวเราะดังจากรอบทิศ
“ไร้พร์ยังคิดจะเข้าศาลากระบี่?”
“ตระกูลมีเงินแล้วอย่างไร ไม่มีสำนักใดอยากรับของไร้ค่า”
โม่เฉินรู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่ความทรงจำของเขา แต่เป็รอยจำของเ้าของร่างเดิม คำพูดเ่าั้ไม่ได้แปลกใหม่ ทว่าความเจ็บในอกที่มากับภาพทำให้เขารู้ว่าร่างนี้เคยยืนฟังมันจริง ๆ
เด็กหนุ่มอีกคนก้มเก็บแผ่นป้ายสมัครที่ถูกเหยียบเลอะโคลน เขาไม่โต้ตอบ ไม่แม้แต่เงยหน้า
เสียงหนึ่งดังจากด้านหลังโม่เฉิน “เ้าอยากแก้ไขมันหรือไม่”
หน้ากากทองยืนอยู่ใต้เงาต้นไม้ เขาไม่ได้สวมหน้ากาก แต่ใบหน้ากลับพร่าเลือนจนมองไม่ออก “แค่ยอมรับว่าโลกนี้เคยติดหนี้เ้า ข้าจะคืนทุกคนที่หัวเราะให้เ้าทีละคน”
โม่เฉินไม่หันไปมอง “เ้ามีความทรงจำของร่างนี้จริง”
“ข้ามีทุกอย่างที่ผนึกเคยแตะ”
“แต่นั่นไม่ใช่ของเ้า”
“แล้วเป็ของใคร? ของเด็กที่ไม่กล้าพูดอะไรสักคำ?”
โม่เฉินมองเด็กหนุ่มที่เก็บป้ายใบนั้นอยู่ เขาไม่รู้ว่าเ้าของร่างเดิมเคยคิดอะไรในวันนั้น แต่รู้ว่าความอับอายของอีกฝ่ายไม่ใช่ใบอนุญาตให้ใครหยิบมาใช้เป็มีด
“เป็ของเขา” โม่เฉินกล่าว “และข้าจะไม่ใช้ความเจ็บของเขาให้เ้าคุมข้า”
ลานหินแตกร้าว ภาพเด็กหนุ่มหายไปพร้อมเสียงหัวเราะ
โลกพลิกอีกครั้ง
คราวนี้เป็ห้องโอสถที่คุ้นตา เสิ่นเยว่โหรวนั่งอยู่ข้างเตียงเขา ดวงตาแดงช้ำ มือสั่นขณะวางชามยา นางพูดว่า “ถ้าเ้าดื่มเร็วกว่านี้ เ้าคงไม่ทำให้คนอื่นลำบาก”
คำพูดฟังดูเหมือนนาง แต่โม่เฉินรู้ทันทีว่าผิด เพราะเสิ่นเยว่โหรวอาจดุ แต่นางไม่เคยโยนความตายของคนไข้ใส่คนไข้
“นางไม่พูดแบบนั้น” เขาตอบ
“เ้าแน่ใจหรือ เ้าเห็นเพียงสิ่งที่อยากเห็น”
“ใช่” เขาพูด “ข้าเลยเลือกเชื่อการกระทำที่เห็นซ้ำ ๆ มากกว่าคำพูดของภาพลวง”
ชามยากลายเป็ทราย ห้องโอสถหายไป
เสียงกระบี่กระทบกันดังขึ้นแทน ลั่วชิงเสวี่ยยืนอยู่ในลานเดียวกับเขา ใบหน้าของนางเ็าเกินจริง นางยื่นหยกกุญแจมาให้ “เอาไปสิ เ้าอยากได้ชะตาของข้าไม่ใช่หรือ”
โม่เฉินไม่ได้รับหยก “ข้าอยากรอด และข้าใช้ทุกสิ่งที่ช่วยให้รอด แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งที่ยื่นมาให้คือสิ่งที่ควรรับ”
แสงกระบี่ฟาดลงมา เขาไม่ยกมือป้องกัน ภาพลวงแตกออกก่อนคมแสงจะถึงตัว
เมื่อโลกกลับมาอยู่ใต้บ่อน้ำกำเนิด เขาพบว่าตนยืนอยู่หน้าประตูเดิมเพียงชั่วลมหายใจ เสิ่นเยว่โหรวดึงเส้นด้ายโอสถจนตึง แต่เขายังยืนอยู่ได้
“เ้าหายไปไหน” นางถามเสียงต่ำ
“ในความทรงจำที่ไม่ควรมีใครเอามาขาย”
ซูหวั่นเอ๋อร์มองเขาอย่างพิจารณา “ประตูทดสอบเ้า?”
“มันเสนอสิ่งที่ทำให้ข้าอยากเชื่อ แล้วรอดูว่าข้าจะยอมรับหรือไม่”
สตรีชุดขาวกล่าวเบา ๆ “ห้องหัวใจบัวไม่ได้เลือกคนดี มันเลือกคนที่ไม่ยอมให้ผู้อื่นนิยามความผิดของตน”
แสงในวงกลมว่างเปล่าเปิดออก ประตูหินกลับมาปรากฏและแยกออกด้านในอย่างไร้เสียง
อีกฟากไม่ใช่ห้องใหญ่ตามที่คาด มีเพียงทางเดินแคบทอดลงสู่แกนหินรูปดอกบัว เจ็ดกลีบ กลีบหกกลีบฝังเส้นแสงดำที่นำไปยังเชลย้า ส่วนกลีบที่เจ็ดเป็สีขาวเงินและมีร่องมือเล็ก ๆ อยู่ข้างเมล็ดกลาง
เหนือแท่นหินมีผลึกสีดำม่วงลอยอยู่ ผลึกนั้นเต้นช้า ๆ ราวกับหัวใจ และทุกครั้งที่มันเต้น เส้นดำในกลีบทั้งหกก็สว่างตาม
“แกนคำสั่ง” สตรีชุดขาวกระซิบ “ถ้าทำลายมัน หกคนจะถูกคำสาปย้อนกลับทันที ถ้าปล่อยไว้ หน้ากากทองจะใช้มันเมื่อไรก็ได้”
ซูหวั่นเอ๋อร์เดินเข้าใกล้ แต่ยังไม่แตะ “แล้ววิธีเอามันออก”
“ผู้ถือกุญแจต้องเปิดกลีบ ผู้ถือครึ่งตราต้องตัดคำสั่ง ผู้ที่น้ำกำเนิดยอมรับต้องเลือกว่าจะเก็บหรือคืนเมล็ดกลาง”
โม่เฉินมองร่องมือข้างเมล็ดหิน เขานึกถึงคำเตือนของกู้เซวียนทันที อย่าจับเมล็ดกลาง ไม่ว่ามันจะพูดอะไร
ผลึกดำม่วงสั่นไหว แล้วเสียงกระซิบดังขึ้นในหัวเขาเพียงคนเดียว
“แตะข้า แล้วเ้าจะไม่ต้องถูกเรียกว่าไร้พร์อีก”
เขาไม่ขยับ
“แตะข้า แล้วพิษในกายเ้าจะหาย”
เส้นลมปราณใต้ผิวเขาปวดแปลบ ความยั่วยวนนั้นไม่ใช่คำพูดลอย ๆ มันรู้ว่าอะไรทำให้เขาลังเล
“แตะข้า แล้วเ้าจะรู้ว่าใครฆ่าเ้าในคืนแรก”
โม่เฉินเงยหน้ามองผลึก “ถ้าเ้ามีคำตอบจริง เหตุใดต้องให้ข้าแตะก่อน”
ผลึกหยุดเต้นไปหนึ่งจังหวะ
เขาหันไปหาลั่วชิงเสวี่ยและสตรีชุดขาว “เราไม่เลือกเก็บหรือคืนเมล็ดให้มัน เราตัดสิทธิ์ของมันก่อน”
“ทำอย่างไร” ลั่วชิงเสวี่ยถาม
โม่เฉินชี้ไปยังกลีบหกกลีบ “หกเส้นนี้คือคนที่ถูกใช้เป็เชื้อไฟ หากผู้ถือกุญแจเปิดกลีบทีละกลีบ และผู้ถือครึ่งตราสละคำสั่งที่เชื่อมกับแกน เราอาจเอาผลึกออกโดยไม่แตะเมล็ดกลาง”
“อาจ?” ซูหวั่นเอ๋อร์ถาม
“ข้าจะไม่โกหกว่าแน่ใจ” เขาตอบ “แต่มันดีกว่ารับข้อเสนอจากสิ่งที่กินความทรงจำคนอื่น”
สตรีชุดขาวมองผลึกดำม่วง สีหน้าแข็งขึ้น “ข้าทำได้ แต่ตราของข้าอาจแตกถาวร”
“นั่นหมายความว่าอย่างไร” ลั่วชิงเสวี่ยถาม
“ข้าจะไม่มีทางเปิดหรือปิดห้องนี้ได้อีก”
“ฟังเหมือนข้อดี” โม่เฉินกล่าว
หญิงชุดขาวมองเขา แล้วหัวเราะเบากว่าเดิม “เ้ากวนกว่าที่หน้าตาแสดง”
“ข้าได้รับคำชมแบบนี้บ่อย”
“ไม่ใช่คำชม” ลั่วชิงเสวี่ยตัดบท แต่ครั้งนี้นางไม่ได้ปิดรอยยิ้มทัน
ซูหวั่นเอ๋อร์ยกมือหยุดบทสนทนา “ทำตามแผน แต่ถ้าแกนเริ่มดึงพลังเกินควร ทุกคนถอยทันที ข้าจะผนึกห้องจากด้านนอก”
ลั่วชิงเสวี่ยวางหยกกุญแจลงบนกลีบแรก สตรีชุดขาววางรอยตราของตนบนขอบแท่น โม่เฉินยืนเหนือร่องมือโดยไม่แตะเมล็ด และใช้เพียงฝ่ามือคุมแสงน้ำกำเนิดให้ไหลผ่านรอยต่อ
กลีบแรกเปิดออก เส้นดำหนึ่งเส้นขาดจากแกนและไหลกลับไปทางสระด้านนอก
ผลึกดำม่วงกรีดร้อง เสียงนั้นไม่ดังในหู แต่สั่นในกระดูกของทุกคน
กลีบที่สองเปิด กลีบที่สามเปิด แสงจากหยกกุญแจเริ่มสั่นจนเืซึมตรงนิ้วลั่วชิงเสวี่ย สตรีชุดขาวกัดริมฝีปาก รอยครึ่งดอกบัวบนข้อมือแตกเป็เส้นแสงละเอียด
เมื่อกลีบที่ห้าเปิด เสียงของหน้ากากทองก็ดังขึ้นจากนอกประตู
“ข้าบอกแล้วว่าอย่าแตะสิ่งที่ไม่เข้าใจ”
ประตูหินที่เพิ่งเปิดค่อย ๆ ปิดลงเอง
และครั้งนี้ คนที่ยืนอยู่เงียบ ๆ อีกฟากประตูไม่ใช่เงาคำสั่ง
เป็ชายหน้ากากทองตัวจริง