เช้าวันถัดมา เรือนหลันฮวาของเสิ่นเยว่หลันเงียบสงบกว่าทุกวัน
บ่าวไพร่ที่เดินผ่านหน้าลานเรือนต่างลดเสียงฝีเท้าลงอย่างไม่รู้ตัว ไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียงดัง แม้แต่สาวใช้ชั้นล่างที่เคยซุบซิบเื่คุณหนูใหญ่ป่วยออดแอด ก็ยังพากันก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างระมัดระวัง เพราะั้แ่เช้า ชิงหลัวออกคำสั่งให้เปลี่ยนกฎในเรือนใหม่ทั้งหมด ชา ยา อาหาร ของว่าง และผ้าห่มที่นำเข้ามาให้คุณหนูใหญ่ ล้วนต้องผ่านมือนางก่อน ห้ามบ่าวจากเรือนอื่นแตะต้อง ห้ามผู้ใดเข้าห้องนอนโดยไม่ได้รับอนุญาต และห้ามยกของจากเรือนฮูหยินรองเข้ามาโดยไม่ตรวจสอบ
กฎเหล่านี้ไม่ได้ประกาศเสียงดัง แต่กระจายไปทั่วจวนรวดเร็วยิ่งกว่าลม
หลายคนแปลกใจ หลายคนสงสัย และหลายคนเริ่มไม่พอใจ
โดยเฉพาะคนจากเรือนตะวันออกของฮูหยินรอง
“คุณหนูใหญ่เพิ่งฟื้นไข้ ก็ทำตัวสูงส่งเสียแล้วหรือ”
สาวใช้ผู้หนึ่งจากเรือนฮูหยินรองบ่นเสียงเบาขณะเดินผ่านระเบียงไม้ นางถือถาดขนมบัวหิมะที่เดิมตั้งใจจะนำไปส่งให้เสิ่นเยว่หลัน แต่ถูกชิงหลัวปฏิเสธหน้าประตูเรือนอย่างสุภาพว่า “คุณหนูใหญ่เพิ่งฟื้น ยังไม่สะดวกกินของเย็น”
สาวใช้อีกคนรีบกระซิบเตือน “เบาเสียงหน่อย เดี๋ยวคนเรือนหลันฮวาได้ยินเข้า”
“ได้ยินแล้วอย่างไร เมื่อก่อนเรือนนี้เคยกล้าขัดใจฮูหยินรองหรือ ่นี้คุณหนูใหญ่ป่วยจนสติเลอะเลือนกระมัง ถึงได้เข้มงวดเช่นนี้”
คำพูดยังไม่ทันจบ ประตูเรือนหลันฮวาก็เปิดออก
ชิงหลัวยืนอยู่ตรงนั้น สีหน้าเรียบนิ่งกว่าทุกวัน ดวงตาเล็กมองสาวใช้สองคนนั้นอย่างเ็า แม้นางเป็เพียงสาวใช้ประจำตัวคุณหนูใหญ่ แต่ยามยืนอยู่หน้าประตูเรือนของผู้เป็นาย นางกลับมีท่าทีมั่นคงจนสาวใช้จากเรือนอื่นเงียบไปโดยไม่รู้ตัว
“คุณหนูใหญ่เพิ่งฟื้นจริงเ้าค่ะ” ชิงหลัวกล่าวเสียงสงบ “เพราะเพิ่งฟื้น จึงต้องระวังอาหารและยามากเป็พิเศษ หากพี่สาวทั้งสองคิดว่าความระวังของพวกเราเป็การล่วงเกินฮูหยินรอง เช่นนั้นข้าคงต้องไปรายงานนายท่านด้วยตนเองว่า มีคนอยากให้คุณหนูใหญ่กินของเย็นทั้งที่ยังป่วย”
สาวใช้ทั้งสองหน้าเปลี่ยนสีทันที
ในจวนเสิ่น ฮูหยินรองมีอำนาจดูแลเรือนในก็จริง แต่ผู้เป็เ้าของจวนแท้จริงยังคงเป็แม่ทัพเสิ่นจื้อหยวน และไม่ว่าผู้ใดก็รู้ว่าแม่ทัพเสิ่นรักบุตรีคนโตผู้นี้มากเพียงใด ต่อให้เขาไม่ค่อยแสดงออกเพราะเป็บุรุษทหารเคร่งขรึม แต่ทุกปีของดีจากชายแดนมักถูกส่งมายังเรือนหลันฮวาก่อนเสมอ
“พวกข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น” สาวใช้คนแรกรีบลดเสียงลง “เพียงแต่ฮูหยินรองเป็ห่วงคุณหนูใหญ่ จึงให้พวกข้านำของบำรุงมาให้”
“ความห่วงใยของฮูหยินรอง คุณหนูใหญ่รับทราบแล้ว” ชิงหลัวกล่าว “แต่่นี้คุณหนูใหญ่ต้องพักผ่อน หากมีของใดส่งมาอีก วางไว้ที่เรือนหน้า ข้าจะตรวจเอง”
“เ้า!” สาวใช้คนนั้นเกือบหลุดปาก แต่ถูกเพื่อนดึงแขนไว้
ชิงหลัวยิ้มบาง “หรือจะให้ข้าเชิญพ่อบ้านเฉินมารับของแทนดีเ้าคะ”
พอได้ยินชื่อพ่อบ้านเฉิน สาวใช้ทั้งสองก็ไม่กล้าพูดอีก พวกนางจำต้องวางถาดขนมไว้ แล้วถอยออกไปด้วยสีหน้าไม่พอใจ
เมื่อประตูเรือนปิดลง ชิงหลัวจึงถอนหายใจยาวอย่างเงียบ ๆ มือทั้งสองข้างเย็นเล็กน้อย นางไม่เคยปะทะกับคนของฮูหยินรองเช่นนี้มาก่อน เมื่อก่อนแม้เห็นสิ่งใดไม่ชอบมาพากล นางก็ทำได้เพียงเตือนคุณหนูเบา ๆ แต่ถ้าคุณหนูไม่เชื่อ นางก็ไม่กล้าทำเกินหน้าที่
แต่ตอนนี้ต่างออกไป
คุณหนูใหญ่เปลี่ยนแล้ว
และเมื่อนายเปลี่ยน บ่าวก็ต้องเปลี่ยนตาม
“เ้าทำได้ดี”
เสียงนุ่มดังมาจากด้านหลัง
ชิงหลัวรีบหันกลับไป เห็นเสิ่นเยว่หลันยืนอยู่ใต้ชายม่านไม้ไผ่ อาภรณ์สีขาวนวลคลุมทับด้วยเสื้อบางสีม่วงอ่อน ผมดำเกล้าอย่างเรียบง่ายเสียบเพียงปิ่นหยกขาวหนึ่งอัน ใบหน้าของนางยังซีดจากไข้ แต่ดวงตากลับสงบและแจ่มชัดยิ่งกว่าคนแข็งแรงทั่วไป
“คุณหนู เหตุใดจึงลุกออกมาเ้าคะ อากาศยังเย็นอยู่” ชิงหลัวรีบเดินเข้าไปประคอง
เยว่หลันส่ายหน้าเบา ๆ “ข้าไม่อ่อนแอถึงเพียงนั้น”
คำนี้ทำให้ชิงหลัวชะงักเล็กน้อย
เมื่อก่อนคุณหนูใหญ่มักยอมรับคำว่าอ่อนแอโดยไม่โต้แย้ง เพราะทุกคนบอกว่านางร่างกายไม่แข็งแรง ทุกคนบอกว่านางต้องพักผ่อน ทุกคนบอกว่านางไม่ควรยุ่งเื่ในจวนมากเกินไป ทุกคนบอกว่านางเหมาะจะเป็สตรีอ่อนหวาน รอวันที่องค์ชายสามมารับไปเป็ชายา
แต่วันนี้ น้ำเสียงของเยว่หลันราวกับนางไม่ยอมให้ผู้ใดใช้คำว่าอ่อนแอมาขังนางอีก
ชิงหลัวก้มหน้าลง “บ่าวจะจำไว้เ้าค่ะ”
เยว่หลันมองถาดขนมที่สาวใช้เรือนฮูหยินรองเพิ่งวางไว้ ก่อนหันไปทางมุมห้อง
ตรงนั้น หลัวมามายืนอยู่เงียบ ๆ
ร่างของิญญาหญิงชรายังคงโปร่งแสง ใบหน้าซีดขาว แต่หลังจากได้พูดความจริงเื่มารดาของเยว่หลันเมื่อคืน นางดูเหมือนมีเรี่ยวแรงมากขึ้นเล็กน้อย ดวงตาที่เคยขุ่นมัวเริ่มมีประกายของความหวัง แม้ชิงหลัวจะมองไม่เห็น แต่เยว่หลันเห็นชัดเจนว่าหลัวมามากำลังจ้องถาดขนมด้วยสีหน้าไม่สบายใจ
“มีปัญหาหรือ” เยว่หลันถามเบา ๆ
ชิงหลัวหันไปมองรอบห้องอย่างระแวง “คุณหนูถามบ่าวหรือเ้าคะ”
เยว่หลันชะงักเล็กน้อย ก่อนหันมายิ้ม “ข้าถามเ้าด้วย ่นี้ของที่ส่งมาจากเรือนตะวันออกมีสิ่งใดเหมือนกันบ้าง”
ชิงหลัวคิดครู่หนึ่ง “ชาเมื่อวาน ขนมวันนี้ ล้วนเป็ของบำรุงร่างกาย แต่กลิ่นออกเย็นเ้าค่ะ บ่าวไม่ถนัดเื่ยา แต่รู้สึกว่าไม่เหมาะกับคนเพิ่งฟื้นไข้”
“ใช่” เยว่หลันกล่าว “ไม่เหมาะกับคนเพิ่งฟื้นไข้ แต่เหมาะกับคนที่้าให้ข้าป่วยต่อไป”
ชิงหลัวหน้าเผือดทันที
แม้นางจะสงสัยอยู่แล้ว แต่เมื่อได้ยินคุณหนูพูดออกมาตรง ๆ หัวใจก็ยังเต้นแรงด้วยความหวาดกลัว ความหมายของประโยคนี้หนักเกินกว่าสาวใช้คนหนึ่งจะรับไหว หากเป็ความจริง นั่นหมายความว่าคนในจวนกำลังคิดร้ายต่อคุณหนูใหญ่มานานแล้ว และอาจเกี่ยวพันกับผู้ใหญ่ที่นางไม่กล้าเอ่ยนาม
“คุณหนู…” ชิงหลัวเสียงสั่น “เราควรบอกนายท่านหรือไม่เ้าคะ”
เยว่หลันหลุบตาลง
บิดาของนางยังมีชีวิตอยู่
ความคิดนี้ทำให้หัวใจนางเจ็บแปลบด้วยความรักและความหวาดกลัว เสิ่นจื้อหยวนในเวลานี้ยังคงเป็แม่ทัพใหญ่ผู้เข้มแข็ง อยู่ในค่ายทหารนอกเมืองหลวงมากกว่าจวน เพราะราชสำนักมอบหมายงานชายแดนและกองกำลังให้เขาดูแล ต่อให้เขารักนาง แต่เื่เรือนในเขามักปล่อยให้ฮูหยินรองจัดการ เพราะคิดว่าสตรีรู้เื่สตรีมากกว่า
ชาติก่อน นางเคยร้องไห้ต่อหน้าบิดาหลายครั้งเื่ความไม่สบายใจในจวน แต่เพราะนางพูดไม่ชัด ไม่กล้าชี้ตัวใคร และฮูหยินรองมักร้องไห้แสดงความบริสุทธิ์ก่อนเสมอ สุดท้ายทุกอย่างจึงกลายเป็ “ความเข้าใจผิดของเด็กสาว”
คราวนี้ นางต้องมีหลักฐาน
หลักฐานที่แม้แต่ฮูหยินรองก็ปฏิเสธไม่ได้
“ยังไม่ต้อง” เยว่หลันตอบ “บิดาเป็แม่ทัพ สิ่งที่เขาเชื่อคือพยาน หลักฐาน และความจริงที่จับต้องได้ ไม่ใช่คำกล่าวลอย ๆ ของบุตรีที่เพิ่งฟื้นไข้”
ชิงหลัวกัดริมฝีปาก “แต่หากปล่อยไว้…”
“ข้าจะไม่ปล่อย” เยว่หลันกล่าวเสียงเรียบ “ข้าเพียงจะไม่ตีงูให้ตื่นก่อนจับหัวมัน”
หลัวมามาก้มศีรษะลงเล็กน้อย ดวงตาของิญญาชรามีแววเคารพมากขึ้น
คุณหนูใหญ่ในวันนี้ ไม่เหมือนเด็กน้อยที่เคยวิ่งเล่นในเรือนของฮูหยินใหญ่อีกต่อไป
บางทีความตายอาจพรากความอ่อนเยาว์ของนางไปแล้ว
หรือบางที ิญญานับหมื่นอาจคืนสิ่งที่นางควรมีมาั้แ่แรก
เยว่หลันเดินไปนั่งข้างโต๊ะ น้ำชาร้อนที่ชิงหลัวชงเองถูกวางไว้ตรงหน้า นางยกขึ้นจิบเล็กน้อย กลิ่นชาธรรมดาไม่มีไอเย็นแปลกปลอม ทำให้หัวใจสงบลงชั่วครู่ แต่ความสงบนั้นอยู่ได้ไม่นานนัก เพราะนางรู้ว่าคลื่นลูกแรกกำลังจะมา
เสิ่นอวี้หรงดื่มชาพิษไปแม้เพียงนิดเดียว แต่พิษเย็นชนิดนั้นออกฤทธิ์กับร่างกายเร็วพอสมควร หากคาดไม่ผิด วันนี้นางคงเริ่มปวดศีรษะ หนาวสั่น และอ่อนเพลีย
และเมื่อนางเริ่มป่วย ฮูหยินรองย่อมต้องสงสัยว่ามีบางอย่างผิดปกติ
คนที่วางพิษย่อมรู้ดีที่สุดว่าอาการนั้นมาจากอะไร
“ชิงหลัว” เยว่หลันเอ่ย “ให้คนไปสืบเงียบ ๆ ว่าวันนี้เรือนตะวันออกเรียกหมอหรือไม่”
ชิงหลัวรับคำทันที “เ้าค่ะ”
“อย่าใช้คนในเรือนเราโดยตรง ให้จ่ายเงินบ่าวล้างครัวหรือเด็กส่งฟืน คนพวกนั้นเดินทั่วจวน ไม่มีใครสนใจ”
“บ่าวเข้าใจแล้วเ้าค่ะ”
หลังจากชิงหลัวออกไปจัดการ เยว่หลันจึงหันไปหาหลัวมามา
“เ้าบอกว่าสาวใช้คนสนิทของฮูหยินรอง ซูเหลียน เป็คนส่งยาถ้วยสุดท้ายให้มารดาข้า”
“เ้าค่ะ”
“ตอนนั้นเรือนมารดาข้ามีบ่าวคนอื่นอยู่ด้วยหรือไม่”
หลัวมามานิ่งคิด สีหน้าของนางเ็ปเหมือนกำลังย้อนกลับไปยังความทรงจำที่ถูกฝังไว้ลึก “มีเ้าค่ะ แต่หลายคนถูกย้ายออกก่อนฮูหยินใหญ่สิ้นใจ บางคนถูกขาย บางคนหายตัวไป บ่าวเองก็ถูกกล่าวหาว่าขโมยปิ่นทองของฮูหยินใหญ่ ทั้งที่ปิ่นนั้นฮูหยินใหญ่เป็ผู้มอบให้บ่าวไว้เก็บเอง”
“ปิ่นทอง?” เยว่หลันทวนคำ
“เ้าค่ะ เป็ปิ่นทองหัวดอกเหมย มีรอยสลักคำว่า ‘หลัน’ ด้านใน ฮูหยินใหญ่เคยบอกว่า ปลายเดือนนั้นจะมอบให้คุณหนูเป็ของขวัญวันเกิด แต่ยังไม่ทันได้มอบ นางก็ล้มป่วยหนักเสียก่อน”
หัวใจเยว่หลันไหววูบ
นางไม่เคยเห็นปิ่นนั้นมาก่อน
ในความทรงจำของนาง ของใช้หลายอย่างของมารดาถูกฮูหยินรองจัดเก็บไว้หลังงานศพ โดยอ้างว่าคุณหนูใหญ่ยังเด็ก เห็นของของมารดาแล้วจะเสียใจ ต่อมาหีบเครื่องประดับของมารดาก็ถูกเก็บไว้ในคลังกลางของจวน และค่อย ๆ หายไปทีละชิ้นโดยที่นางไม่เคยถาม
ชาติก่อน นางโง่งมถึงขั้นปล่อยให้ของของมารดาหายไปจากมือตนเอง
“ปิ่นนั้นอยู่ที่ใด” เยว่หลันถาม
หลัวมามาส่ายหน้า “บ่าวไม่รู้เ้าค่ะ หลังจากบ่าวถูกกล่าวหา ปิ่นก็หายไปพร้อมกัน ฮูหยินรองใช้เื่นั้นเป็ข้ออ้างไล่บ่าวออกจากจวน”
เยว่หลันหลับตาลงครู่หนึ่ง
ปิ่นทองหัวดอกเหมย
ชาพิษ
ซูเหลียนมามา
งานเลี้ยงชมบุปผา
ทุกอย่างค่อย ๆ เรียงต่อกันในหัวนางเหมือนเส้นไหมที่เคยพันยุ่งเหยิง บัดนี้เริ่มเผยปมแรกให้เห็นแล้ว
หากนาง้าเปิดโปงฮูหยินรอง นางต้องเริ่มจากสิ่งที่คนทั้งจวนเข้าใจว่าเป็เื่เล็กน้อย
ของที่หาย
บ่าวที่ถูกใส่ร้าย
ยาที่ไม่ควรมี
และงานเลี้ยงที่ทุกคนมาเห็นพร้อมกัน
เยว่หลันลืมตาขึ้น “หลัวมามา เ้าพอจำลายมือของฮูหยินใหญ่ได้หรือไม่”
“จำได้เ้าค่ะ” ิญญาหญิงชราตอบทันที “ฮูหยินใหญ่ชอบเขียนหนังสือ ลายมือนางเรียบแต่มีปลายพู่กันยกสูงเล็กน้อย”
“ดี” เยว่หลันพยักหน้า “เช่นนั้นเราจะตามหาของของมารดาข้ากลับมา”
หลัวมามาสั่นสะท้าน “คุณหนูใหญ่…”
“พวกเขาชอบเอาของที่เป็ของผู้อื่นไปใช้มิใช่หรือ” เยว่หลันยิ้มเย็น “เช่นนั้นก็ให้ของเ่าั้เป็คนพูดแทนผู้ตาย”
เกือบเที่ยงวัน ข่าวจากเรือนตะวันออกก็มาถึง
ชิงหลัวกลับเข้ามาอย่างเร่งรีบ แต่ยังคงระวังไม่ให้บ่าวด้านนอกเห็นความผิดปกติ นางปิดประตูแล้วเดินเข้ามากระซิบข้างเยว่หลัน
“คุณหนู เป็อย่างที่ท่านคาดเ้าค่ะ เช้านี้คุณหนูรองบ่นว่าหนาวและปวดศีรษะ ฮูหยินรองเรียกหมอลับเข้าทางประตูหลัง ไม่ได้ใช้หมอประจำจวน”
เสิ่นเยว่หลันยกถ้วยชาขึ้นอย่างใจเย็น “หมอลับ?”
“เ้าค่ะ คนที่เห็นบอกว่าเป็ชายวัยกลางคน สวมเสื้อคลุมสีเทา เข้ามาไม่นานก็ออกไป สีหน้าของฮูหยินรองไม่ดีนัก หลังจากนั้นซูเหลียนมามาก็สั่งให้คนจากเรือนตะวันออกห้ามพูดเื่คุณหนูรองไม่สบายกับใคร”
ริมฝีปากของเยว่หลันโค้งขึ้นเล็กน้อย
ดี
แปลว่าพวกนางรู้แล้วว่าอวี้หรงได้รับพิษเย็น
และยิ่งพวกนางต้องปิดข่าวมากเท่าใด ก็ยิ่งพิสูจน์ว่าชาถ้วยนั้นไม่ควรมีอยู่ในจวน
“ให้คนจับตาดูหมอคนนั้น” เยว่หลันกล่าว “ไม่ต้องเข้าใกล้ แค่รู้ว่าเขาไปที่ใด พบใคร และกลับมาอีกหรือไม่”
“บ่าวจะจัดการเ้าค่ะ”
“อีกเื่หนึ่ง” เยว่หลันวางถ้วยชาลง “คืนนี้ข้าจะไปคลังเก็บของเก่าของมารดา”
ชิงหลัวเบิกตากว้าง “คืนนี้หรือเ้าคะ คุณหนูเพิ่งฟื้น ร่างกายยัง…”
เยว่หลันมองนาง
ชิงหลัวกลืนคำว่าอ่อนแอลงคอทันที
“บ่าวหมายถึง ตอนกลางคืนมีคนเฝ้าคลังเ้าค่ะ อีกทั้งกุญแจอยู่กับซูเหลียนมามา หากท่านอยากเข้าไป อาจต้องแจ้งฮูหยินรองก่อน”
“แจ้งนางแล้วนางจะยอมให้ข้าเข้าไปหรือ”
ชิงหลัวเงียบ
แน่นอนว่าไม่
ฮูหยินรองอาจยิ้มแล้วบอกว่าสุขภาพของคุณหนูสำคัญกว่า เอาไว้หายดีค่อยไป หรือไม่ก็อ้างว่าคลังชื้น ฝุ่นมาก ไม่เหมาะกับคนเพิ่งฟื้นไข้ พูดไปพูดมา สุดท้ายคุณหนูใหญ่ก็จะไม่ได้แตะของของมารดาตนเองเหมือนเดิม
“ข้าไม่้ากุญแจของซูเหลียน” เยว่หลันกล่าว “ข้า้าเพียงคนที่รู้ทางเข้าอีกทาง”
ชิงหลัวสับสน “ทางเข้าอีกทางหรือเ้าคะ”
เยว่หลันหันไปมองหลัวมามา
ิญญาหญิงชรานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าช้า ๆ “มีเ้าค่ะ เมื่อก่อนฮูหยินใหญ่ให้สร้างทางเล็กไว้หลังคลัง เพื่อให้บ่าวนำผ้าไหมออกมาตากแดดโดยไม่ต้องผ่านเรือนหน้า แต่หลังฮูหยินใหญ่ตาย ทางนั้นถูกปิดไปแล้ว”
“ปิดด้วยสิ่งใด”
“แผ่นไม้และหีบเก่าเ้าค่ะ หากยังไม่มีใครรื้อทิ้ง น่าจะยังพอเข้าได้”
เยว่หลันยิ้มบาง “คืนนี้เ้าจะนำทางข้า”
หลัวมามาก้มศีรษะ “บ่าวยินดีเ้าค่ะ”
ชิงหลัวแม้ไม่รู้ว่าคุณหนูกำลังสนทนากับผู้ใด แต่พอเห็นเยว่หลันเหมือนตัดสินใจแน่วแน่แล้ว นางก็ไม่กล้าคัดค้านอีก ได้แต่เริ่มคิดว่าจะเตรียมเสื้อคลุม รองเท้า และโคมไฟอย่างไรให้ไม่สะดุดตา
คืนนั้น จวนเสิ่นเงียบลงหลังยามซวี
ลมกลางคืนพัดผ่านกิ่งไม้ในสวน เกิดเสียงเสียดสีแ่เบาเหมือนเสียงกระซิบของผู้ล่วงลับ โคมไฟตามระเบียงถูกจุดไว้เพียงบางจุด แสงสีเหลืองนวลแกว่งไกวตามแรงลม ทำให้เงาของเรือนแต่ละหลังยืดยาวไปบนพื้นหิน
เสิ่นเยว่หลันสวมเสื้อคลุมสีเข้มทับอาภรณ์เรียบง่าย ผมยาวถูกเกล้าแน่นเพื่อไม่ให้เกะกะ ชิงหลัวเดินตามหลังพร้อมโคมไฟขนาดเล็กที่ปิดแสงไว้ครึ่งหนึ่ง ทั้งสองเดินลัดผ่านสวนเหมยด้านหลังเรือนหลันฮวา โดยมีหลัวมามาลอยนำหน้าอย่างเงียบเชียบ
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เยว่หลันเดินในจวนเสิ่นยามค่ำคืน แต่เป็ครั้งแรกที่นางรู้สึกว่าทุกมุมของจวนมีความลับซ่อนอยู่
ในชาติก่อน นางมองจวนแห่งนี้เป็บ้าน
ชาตินี้ นางมองเห็นว่ามันเคยเป็สนามรบมาเนิ่นนาน เพียงแต่นางไม่เคยรู้ตัว
“คุณหนู หนาวหรือไม่เ้าคะ” ชิงหลัวกระซิบ
“ไม่หนาว”
ความจริงร่างกายของนางยังไม่แข็งแรงนัก เดินเพียงระยะหนึ่งก็รู้สึกเจ็บหน้าอกเล็กน้อย แต่ความเจ็บนี้เทียบไม่ได้เลยกับแผลโบยสิบไม้และคมดาบบนลานปะา นางจึงก้าวต่อไปอย่างมั่นคง
หลัวมามาหยุดตรงกำแพงเตี้ยหลังคลังเก็บของเก่า พุ่มไม้หนาทึบบังบริเวณนั้นไว้จนแทบมองไม่เห็น หากไม่มีคนรู้ทางนำมา คงไม่มีผู้ใดคิดว่าด้านหลังพุ่มไม้มีช่องเล็ก ๆ ซ่อนอยู่
“ตรงนี้เ้าค่ะ” หลัวมามากล่าว “เมื่อก่อนบ่าวกับสาวใช้เก่าใช้ทางนี้บ่อย แต่หลังฮูหยินใหญ่ตาย ไม่มีใครมาทางนี้อีก”
ชิงหลัวย่อตัวลง ใช้มือแหวกพุ่มไม้ ก่อนพบแผ่นไม้เก่าที่ถูกตอกปิดไว้จริง ๆ นางหันมามองเยว่หลันอย่างใ
“คุณหนู ท่านรู้ได้อย่างไรเ้าคะ”
เยว่หลันมองแผ่นไม้เก่านั้น แล้วตอบเพียงว่า “คนตายบอกข้า”
ชิงหลัวมือสั่นจนเกือบทำโคมไฟหล่น
“คุณหนู…”
เยว่หลันหันกลับมามองนาง ดวงตาสงบ “กลัวหรือ”
ชิงหลัวหน้าซีด แต่หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง นางกลับส่ายหน้า “บ่าวกลัวเ้าค่ะ แต่บ่าวกลัวคนเป็ที่คิดร้ายต่อคุณหนูมากกว่า”
คำตอบนั้นทำให้เยว่หลันมองนางนานขึ้นเล็กน้อย ก่อนความอ่อนโยนอันแท้จริงจะพาดผ่านดวงตาเพียงวูบเดียว
“เช่นนั้นก็อยู่ข้างข้า” นางกล่าวเบา ๆ “หากเ้ากลัว ข้าจะกลัวเป็เพื่อนเ้า แต่เราจะไม่ถอย”
ชิงหลัวเม้มปากแน่น ก่อนพยักหน้า “เ้าค่ะ”
ทั้งสองช่วยกันงัดแผ่นไม้เก่าออกอย่างระมัดระวัง ใช้เวลาพอสมควรกว่าจะเปิดช่องเล็กพอให้คนลอดเข้าไปได้ ด้านในมืดและมีกลิ่นอับชื้น เสิ่นเยว่หลันก้มตัวลอดเข้าไปก่อน ชิงหลัวรีบตามเข้าไปแล้วปิดแผ่นไม้กลับไว้หลวม ๆ
คลังเก็บของเก่าของฮูหยินใหญ่เต็มไปด้วยฝุ่น
หีบไม้หลายใบวางซ้อนกันอย่างไม่เป็ระเบียบ ผ้าคลุมสีเทาปกคลุมโต๊ะ เก้าอี้ ฉากกั้น และหีบเครื่องประดับที่ถูกลืม แสงโคมไฟเล็ก ๆ ทำให้ละอองฝุ่นลอยอยู่ในอากาศเหมือนิญญาจิ๋วจำนวนมาก เสิ่นเยว่หลันยืนกลางห้อง มองของเ่าั้ด้วยหัวใจหนักอึ้ง
นี่คือสิ่งที่เหลือจากมารดาของนาง
ถูกโยนไว้ในคลังมืดชื้นนานหลายปี
ในขณะที่ฮูหยินรองสวมเครื่องประดับใหม่ทุกฤดู และเสิ่นอวี้หรงมีผ้าไหมสีสดใสเต็มหีบ ของของฮูหยินใหญ่กลับถูกฝังอยู่ใต้ฝุ่น ราวกับชีวิตของนางไม่เคยมีความหมายในจวนนี้
เยว่หลันค่อย ๆ เดินไปแตะหีบใบหนึ่ง
ฝุ่นติดปลายนิ้ว
ความทรงจำวัยเด็กพรั่งพรูขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว มารดานั่งเย็บถุงหอมใต้หน้าต่าง แสงแดดส่องลงบนใบหน้าอ่อนโยน นางตัวน้อยวิ่งเข้าไปกอดเอว มารดาหัวเราะเบา ๆ แล้วบอกว่า “หลันเอ๋อร์ ดอกเหมยไม่กลัวหิมะ เพราะมันรู้ว่าความหนาวไม่ได้อยู่ตลอดไป”
น้ำตาเกือบเอ่อขึ้นมา แต่เยว่หลันกะพริบตาไล่มันกลับไป
ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาร้องไห้
“หลัวมามา” นางเอ่ย “หีบใดเป็ของส่วนตัวของมารดาข้า”
หลัวมามาลอยไปทางมุมหนึ่ง “ใบนี้เ้าค่ะ หีบไม้จันทน์สลักลายเมฆ แต่เดิมมีกุญแจเงินเล็ก ๆ ฮูหยินใหญ่เก็บไว้ใต้หมอน”
เยว่หลันเดินตามไป เห็นหีบไม้จันทน์ใบหนึ่งวางอยู่ใต้ผ้าคลุม ผ้าคลุมมีฝุ่นหนาจนแทบมองไม่เห็นสีเดิม ชิงหลัวช่วยยกผ้าออก ก่อนทั้งสองจะเห็นว่าตัวหีบถูกล็อกด้วยกุญแจใหม่ ไม่ใช่กุญแจเก่าอย่างที่หลัวมามาบอก
“มีคนเปิดหีบนี้หลังมารดาข้าตาย” เยว่หลันกล่าว
ชิงหลัวขมวดคิ้ว “กุญแจนี้ดูใหม่กว่าหีบมากเ้าค่ะ”
“แน่นอน” เยว่หลันยิ้มเย็น “คนที่ขโมยของย่อมต้องเปลี่ยนกุญแจ เพื่อให้เ้าของเดิมไม่มีวันเปิดได้”
“แล้วเราจะเปิดอย่างไรเ้าคะ”
เยว่หลันมองกุญแจนั้น ก่อนหยิบปิ่นโลหะเรียบง่ายจากมวยผมออกมา “ชิงหลัว เ้าดูต้นทาง”
ชิงหลัวตาโต “คุณหนู ท่านเปิดกุญแจเป็หรือเ้าคะ”
เยว่หลันชะงักเล็กน้อย
ชาติก่อน หลังถูกขังในเรือนก่อนตระกูลล่มสลาย นางเคยพยายามหนี นางใช้ปิ่นงัดกลอนหน้าต่างอยู่ทั้งคืน แม้สุดท้ายไม่สำเร็จและชิงหลัวต้องตายเพราะช่วยนาง แต่ทักษะเล็กน้อยจากค่ำคืนนั้นยังติดมือมา
ความตายสอนนางหลายอย่างจริง ๆ
“เคยเห็นคนทำ” นางตอบสั้น ๆ
ชิงหลัวไม่ถามต่อ รีบเดินไปเฝ้าตรงประตูคลัง ส่วนเยว่หลันนั่งลงข้างหีบ เสียบปลายปิ่นเข้าไปในรูกุญแจอย่างระมัดระวัง เสียงโลหะขยับเบา ๆ ดังอยู่ในความเงียบ ผ่านไปครู่ใหญ่ เหงื่อเย็นเริ่มซึมที่ขมับของนาง ร่างกายที่เพิ่งฟื้นไข้เริ่มประท้วง แต่เยว่หลันไม่หยุด
นางนึกถึงลานปะา
นึกถึงบิดา
นึกถึงมารดาที่อาจตายเพราะยาพิษ
นึกถึงเสิ่นอวี้หรงที่ยิ้มเหนือศีรษะนาง
กริ๊ก
กุญแจเปิดออก
ชิงหลัวหันกลับมาด้วยความใปนดีใจ “คุณหนู!”
เยว่หลันยกฝากล่องขึ้นช้า ๆ
ด้านในหีบไม่ว่างเปล่าเสียทีเดียว แต่เห็นได้ชัดว่าถูกค้นไปแล้วหลายครั้ง ผ้าไหมบางส่วนหายไป เครื่องประดับจำนวนมากไม่อยู่ เหลือเพียงสมุดเก่า ถุงหอมสีซีด และกล่องไม้เล็ก ๆ ใบหนึ่งซ่อนอยู่ใต้ชั้นลับที่ถูกดันไม่สนิท
หลัวมามาโน้มตัวเข้ามาดู “ชั้นลับนี้…ฮูหยินใหญ่เคยใช้เก็บของสำคัญเ้าค่ะ”
เยว่หลันหยิบกล่องไม้เล็กออกมา
กล่องนั้นไม่มีลวดลายหรูหรา มีเพียงอักษรคำว่า “หลัน” สลักไว้ด้านล่างด้วยลายมืออ่อนโยน นางลูบตัวอักษรนั้น ปลายนิ้วสั่นอย่างห้ามไม่อยู่
นี่คือลายมือของมารดา
นางเปิดกล่องออก
ภายในไม่ใช่ปิ่นทองหัวดอกเหมยอย่างที่คาด แต่เป็จดหมายพับหนึ่งฉบับกับผ้าชิ้นเล็กที่ห่อบางอย่างไว้
เยว่หลันคลี่จดหมายออก แสงโคมไฟส่องลงบนตัวอักษรที่เลือนเล็กน้อย แต่ยังอ่านได้ชัด
“หลันเอ๋อร์ หากวันหนึ่งเ้าได้อ่านจดหมายนี้ แม่หวังว่าเ้าจะเติบโตขึ้นอย่างปลอดภัย อย่าเชื่อคำหวานของผู้ที่เข้ามาใกล้เพราะอำนาจของบิดาเ้า และอย่าปล่อยให้ผู้ใดบอกว่าเ้าต้องอ่อนแอเพื่อให้คนอื่นรัก เ้าเป็บุตรีของแม่ เป็บุตรีของแม่ทัพเสิ่น เ้าควรงดงามได้ อ่อนโยนได้ แต่ต้องมีคมพอจะปกป้องตนเอง”
สายตาของเสิ่นเยว่หลันพร่าเลือนทันที
มารดารู้
อย่างน้อยมารดาก็รู้ว่าในจวนนี้มีบางสิ่งไม่ถูกต้อง
นางอ่านต่อด้วยลมหายใจสั่นไหว
“หากแม่ไม่อาจอยู่ข้างเ้าได้นาน จงตามหาปิ่นเหมยทอง ปิ่นนั้นมิใช่เพียงของขวัญวันเกิด แต่ซ่อนสิ่งที่สามารถปกป้องเ้าและบิดาเ้าได้ ผู้ที่อยากได้มันจะทำทุกอย่างเพื่อให้เ้าไม่มีวันรู้ความจริง”
ข้อความจบลงเพียงเท่านั้น เหมือนผู้เขียนไม่มีเวลามากพอจะเขียนต่อ
เยว่หลันกำจดหมายแน่นจนปลายนิ้วขาว
ปิ่นเหมยทอง
มันสำคัญยิ่งกว่าที่นางคิด
“คุณหนู…” ชิงหลัวกระซิบ “นี่เป็จดหมายของฮูหยินใหญ่หรือเ้าคะ”
เยว่หลันพยักหน้าอย่างช้า ๆ “ใช่”
หลัวมามาก้มหน้าร้องไห้อยู่ข้าง ๆ แม้ไม่มีเสียงสะอื้น แต่ร่างโปร่งแสงของนางสั่นไหวไม่หยุด
เยว่หลันวางจดหมายลงอย่างระมัดระวัง แล้วหยิบผ้าห่อเล็กขึ้นมาแกะออก
ด้านในมีเศษทองชิ้นหนึ่ง
ไม่ใช่ปิ่นทั้งชิ้น แต่เป็ส่วนปลายของปิ่นรูปกลีบดอกเหมย มีรอยแตกเหมือนถูกหักออกมาอย่างรีบร้อน ด้านในกลีบทองเล็ก ๆ นั้นมีอักษรจิ๋วสลักอยู่สองคำ
“ซู…เหลียน”
ชิงหลัวอ่านออกเสียงเบา ๆ แล้วหน้าซีด “ซูเหลียนมามา?”
เยว่หลันมองอักษรนั้น ดวงตาเย็นลงทีละน้อย
มารดาไม่ได้ทิ้งเพียงจดหมาย
นางทิ้งร่องรอยของคนร้ายไว้ด้วย
บางทีในคืนก่อนตาย มารดาอาจพยายามปกป้องหลักฐานชิ้นสุดท้ายนี้ จึงหักส่วนหนึ่งของปิ่นซ่อนไว้ในกล่อง เพื่อให้ลูกสาวตามหาความจริงในภายหลัง
แต่นางในชาติก่อนไม่เคยเปิดหีบนี้
ไม่เคยรู้ว่ามารดาทิ้งอะไรไว้
ไม่เคยรู้เลยว่าผู้ตายรอให้นางฟังมานานเพียงใด
ขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากด้านนอกคลัง
ชิงหลัวดับโคมไฟทันที ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความมืด เสิ่นเยว่หลันเก็บจดหมายและเศษปิ่นเข้ากับอกเสื้ออย่างรวดเร็ว หลัวมามาหันขวับไปทางประตู ใบหน้าซีดอยู่แล้วกลับยิ่งซีดลง
เสียงคนสองคนหยุดอยู่หน้าคลัง
หนึ่งในนั้นเป็เสียงผู้หญิงวัยกลางคนที่เยว่หลันจำได้ทันที
ซูเหลียนมามา
“แน่ใจหรือว่ามีเสียงจากในนี้” ซูเหลียนถามเสียงต่ำ
อีกเสียงหนึ่งตอบ “บ่าวได้ยินจริง ๆ เ้าค่ะ เหมือนมีคนงัดอะไรบางอย่าง”
หัวใจของชิงหลัวเต้นแรงจนแทบทะลุอก นางหันมามองเยว่หลันในความมืด
เยว่หลันยกนิ้วแตะริมฝีปาก สั่งให้นางเงียบ
ด้านนอก ซูเหลียนมามาดูเหมือนหยุดฟังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเสียงกุญแจจะดังขึ้น
นางมีกุญแจคลังจริง ๆ
เยว่หลันค่อย ๆ ถอยไปด้านหลังหีบไม้ เงาของนางกลืนไปกับความมืด ชิงหลัวหลบอยู่หลังฉากกั้นเก่า ทั้งสองแทบไม่หายใจ
ประตูคลังเปิดออกช้า ๆ
แสงโคมจากด้านนอกสาดเข้ามาเป็เส้นยาวบนพื้นฝุ่น ซูเหลียนมามาก้าวเข้ามาพร้อมสาวใช้คนหนึ่ง ใบหน้าของนางมีอายุราวสี่สิบปลาย ๆ คิ้วบาง ตาเล็ก ริมฝีปากเม้มแน่น ดูเป็บ่าวเก่าแก่ที่เคร่งกฎระเบียบ แต่เยว่หลันรู้แล้วว่าหลังท่าทีสงบนั้นซ่อนเืของมารดานางไว้
ซูเหลียนมองไปรอบคลังอย่างระแวดระวัง
“ไม่มีอะไร” นางกล่าว
สาวใช้ข้างกายกระซิบ “แต่บ่าวได้ยินจริง ๆ เ้าค่ะ”
ซูเหลียนเดินเข้าไปใกล้หีบไม้จันทน์
เยว่หลันซ่อนตัวอยู่หลังหีบอีกใบ มองปลายรองเท้าของซูเหลียนที่หยุดห่างจากตนเพียงไม่กี่ก้าว
ซูเหลียนก้มลงแตะกุญแจหีบไม้จันทน์ แล้วขมวดคิ้ว
“แปลก…”
นางพึมพำเพียงคำเดียว แต่คำนั้นทำให้ชิงหลัวแทบหยุดหายใจ
ซูเหลียนหยิบกุญแจขึ้นมาดู เห็นว่ามันยังคล้องอยู่เหมือนเดิมเพราะเยว่หลันใส่กลับไว้หลวม ๆ แต่คนที่ใช้กุญแจนี้มานานย่อมรู้ได้ทันทีว่ามันถูกขยับ
“มีคนแตะหีบนี้” ซูเหลียนกล่าวเสียงเย็น
สาวใช้ข้างกายนางใ “หรือจะเป็ขโมยเ้าคะ”
“ขโมยธรรมดาจะรู้ได้อย่างไรว่าหีบนี้มีอะไร” ซูเหลียนหันไปมองรอบห้อง แววตาคมกริบ “ค้นดู”
สาวใช้รับคำแล้วเริ่มยกโคมส่องไปตามมุมต่าง ๆ
แสงโคมค่อย ๆ เคลื่อนเข้าใกล้ฉากกั้นที่ชิงหลัวซ่อนอยู่
เยว่หลันมองสถานการณ์อย่างรวดเร็ว หากซูเหลียนจับพวกนางได้ที่นี่คืนนี้ นางจะยังพอแก้ตัวได้ในฐานะเ้าของของในคลัง แต่นั่นจะทำให้ศัตรูรู้ว่านางเริ่มสงสัยเื่มารดาแล้ว และหลักฐานที่เหลืออาจถูกทำลายทันที
นางต้องออกไปโดยไม่ให้ซูเหลียนรู้ว่าเป็นาง
ทันใดนั้น หลัวมามาที่อยู่ข้างประตูพลันหันมามองเยว่หลัน นางก้มศีรษะเล็กน้อย ราวกับขออนุญาต
เยว่หลันสบตานาง
หลัวมามายิ้มเศร้า ก่อนร่างโปร่งแสงจะลอยไปทางชั้นวางของเก่าด้านหนึ่ง
ครืน!
ชั้นไม้เก่าล้มลงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย หีบใบเล็กหลายใบร่วงกระแทกพื้น เสียงดังสนั่นในคลังมืด ฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่ว ซูเหลียนกับสาวใช้สะดุ้งถอยหลัง สาวใช้ถึงขั้นกรีดร้องออกมา
“ผี! มีผีเ้าค่ะ!”
“หุบปาก!” ซูเหลียนตวาด แต่ใบหน้าของนางเองก็ซีดลงไม่น้อย
เสี้ยวจังหวะที่ความวุ่นวายเกิดขึ้น เยว่หลันพุ่งไปจับมือชิงหลัว แล้วลากนางถอยไปทางช่องลับด้านหลังคลัง ทั้งสองลอดออกไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางเสียงซูเหลียนดุสาวใช้และเสียงฝุ่นฟุ้งในห้องมืด
เมื่อกลับออกมาด้านหลังพุ่มไม้ได้ ชิงหลัวแทบทรุดลงกับพื้น นางปิดปากตัวเองไว้แน่นไม่ให้ส่งเสียง ร่างสั่นด้วยความกลัวและตื่นเต้น
เยว่หลันเองก็หายใจแรง แต่ดวงตากลับสว่างเย็นในความมืด
ในอกเสื้อนางมีจดหมายของมารดาและเศษปิ่นทองที่สลักชื่อซูเหลียน
นี่คือหลักฐานแรก
ยังไม่พอจะลากฮูหยินรองลงจากตำแหน่ง แต่พอจะเริ่มเปิดรอยร้าวได้แล้ว
หลัวมามาลอยออกมาจากกำแพงคลังช้า ๆ ร่างของนางโปร่งจางกว่าเดิมมาก เหมือนใช้แรงไปไม่น้อย
“มามา” เยว่หลันเอ่ยเสียงเบา
หลัวมามายิ้ม “บ่าวไม่เป็ไรเ้าค่ะ คุณหนูได้ของสำคัญออกมาก็พอแล้ว”
เยว่หลันมองนาง ดวงตาลึกขึ้น “ข้าจะไม่ลืมสิ่งที่เ้าทำคืนนี้”
“บ่าวรับใช้ฮูหยินใหญ่ไม่สำเร็จ” หลัวมามาก้มศีรษะ “หากครั้งนี้ช่วยคุณหนูได้บ้าง บ่าวก็ตายตาหลับแล้ว”
“เ้ายังตายตาหลับไม่ได้” เยว่หลันกล่าว “ข้ายังต้องให้เ้าดูวันที่คนฆ่าเ้าคุกเข่า”
หลัวมามาชะงัก ก่อนน้ำตาจะไหลอีกครั้ง
ชิงหลัวแม้ไม่เห็นิญญา แต่ได้ยินคุณหนูพูดก็รู้สึกขนลุกไปทั้งร่าง นางไม่กล้าถามอะไรอีก เพียงประคองเยว่หลันกลับเรือนอย่างระมัดระวัง
เมื่อถึงเรือนหลันฮวา ฟ้าใกล้ยามสามแล้ว
เสิ่นเยว่หลันจุดโคมเพียงดวงเดียวในห้อง นางวางจดหมายของมารดาและเศษปิ่นทองลงบนโต๊ะ ก่อนมองทั้งสองอย่างเงียบ ๆ เป็เวลานาน
ชิงหลัวยืนอยู่ข้าง ๆ ดวงตาแดงเล็กน้อย “คุณหนู ฮูหยินใหญ่คงรักท่านมากเ้าค่ะ”
“ข้ารู้” เยว่หลันตอบเสียงเบา “แต่ข้าเพิ่งรู้ว่าความรักของมารดาไม่ได้หายไปไหน มันถูกฝังไว้ รอให้ข้ากลับมาขุดขึ้นมา”
นางหยิบเศษปิ่นทองขึ้นมาอีกครั้ง
ตัวอักษร “ซูเหลียน” เล็กมาก หากไม่สังเกตก็คงมองไม่เห็น แต่สำหรับเยว่หลัน มันเด่นชัดยิ่งกว่าคราบเืบนหิมะ
อีกสองวันจะถึงงานเลี้ยงชมบุปผา
งานที่ฮูหยินรองตั้งใจใช้ทำให้นางดูอ่อนแอไร้ชีวิตชีวา
งานที่อวี้หรงเคยใช้ฉายแสงเหนือพี่สาว
งานที่องค์ชายสามอาจมาเยี่ยมเพื่อแสดงความอ่อนโยนต่อหน้าผู้คน
ดี
เช่นนั้นนางจะใช้เวทีเดียวกันนี้เริ่มคืนของบางอย่างให้ถูกที่
“ชิงหลัว” เยว่หลันเอ่ย
“เ้าคะ”
“พรุ่งนี้เช้า ไปบอกห้องตัดเย็บว่า ข้า้าชุดใหม่สำหรับงานเลี้ยงชมบุปผา”
“สีใดเ้าคะ”
เสิ่นเยว่หลันมองออกไปนอกหน้าต่าง
ในสวน เหมยแดงบางดอกเริ่มผลิบานก่อนฤดูกาล กลีบของมันสดเข้มท่ามกลางความมืด ดูคล้ายหยดเืที่ไม่ยอมถูกลบ
“สีแดงเหมย”
ชิงหลัวชะงัก “แต่เมื่อก่อนคุณหนูไม่ชอบสีแดง บอกว่าดูแรงเกินไป…”
“เมื่อก่อนข้าชอบซ่อนตนเองเพื่อให้ผู้อื่นสบายใจ” เยว่หลันกล่าว “แต่ต่อจากนี้ ข้าจะไม่ซ่อนอีกแล้ว”
นางวางเศษปิ่นทองลงในกล่องเล็ก แล้วปิดฝากล่องช้า ๆ
“ในงานเลี้ยงชมบุปผา ข้าจะให้ทุกคนเห็นว่า บุปผาที่พวกเขาคิดว่าเหี่ยวเฉาไปแล้ว ยังผลิบานได้”
ริมฝีปากของนางโค้งขึ้นเล็กน้อย
“และบางครั้ง บุปผาก็มีหนาม”
คืนนั้น ลมเย็นพัดผ่านจวนเสิ่นทั้งคืน
ที่เรือนตะวันออก เสิ่นอวี้หรงนอนหนาวสั่นอยู่ใต้ผ้าห่มหนาหลายชั้น ใบหน้างามซีดเซียว ฮูหยินรองนั่งอยู่ข้างเตียงด้วยสีหน้ามืดครึ้ม ส่วนซูเหลียนมามายืนก้มหน้าอยู่มุมห้อง มือทั้งสองซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ
“เ้าแน่ใจว่าเยว่หลันดื่มชาแล้ว?” ฮูหยินรองถามเสียงต่ำ
ซูเหลียนตอบ “จากถ้วยที่ส่งกลับมา นางน่าจะดื่มไปไม่น้อยเ้าค่ะ”
ฮูหยินรองมองบุตรีที่ป่วยอยู่บนเตียง “แล้วเหตุใดอวี้หรงจึงมีอาการเช่นนี้”
ซูเหลียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ย “คุณหนูรองบอกว่า คุณหนูใหญ่ให้ดื่มชาร่วมกันเล็กน้อยเ้าค่ะ”
ฮูหยินรองกำผ้าเช็ดหน้าแน่น แววตาเย็นวาบ
“นางตั้งใจหรือบังเอิญ”
ไม่มีใครตอบได้
เสิ่นอวี้หรงลืมตาขึ้นเล็กน้อย เสียงอ่อนแรงแต่ยังเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม “ท่านแม่…พี่หญิงแปลกไปจริง ๆ นางพูดจาเหมือนรู้อะไรบางอย่าง”
ฮูหยินรองลูบแก้มบุตรีเบา ๆ แต่แววตากลับไม่ได้อ่อนโยนทั้งหมด มันมีความระวังและความคำนวณซ่อนอยู่
“คนป่วยเพิ่งฟื้น อาจเพ้อเจ้อก็ได้” นางกล่าว “แต่งานเลี้ยงชมบุปผาอีกสองวัน แม่จะดูด้วยตาตนเองว่าเยว่หลันเปลี่ยนไปจริง หรือแค่โชคดีรอดหมากเล็ก ๆ ไปครั้งหนึ่ง”
ซูเหลียนมามาก้มหน้าต่ำกว่าเดิม
นางนึกถึงคลังเก็บของเก่าเมื่อครู่ นึกถึงกุญแจที่ถูกขยับ นึกถึงชั้นไม้ที่ล้มเองอย่างประหลาด และความเย็นวูบหนึ่งที่พัดผ่านหลังคอ
ในจวนนี้มีเื่ไม่ถูกต้อง
แต่นางยังไม่รู้ว่าเป็คน หรือเป็ผี
ส่วนในเรือนหลันฮวา เสิ่นเยว่หลันนั่งอยู่หน้าโต๊ะเขียนหนังสือ จดชื่อคนทีละคนลงบนกระดาษขาว
ซูเหลียน
ฮูหยินรอง
เสิ่นอวี้หรง
หลี่จวินเฉิง
ฮองเฮา
นางมองรายชื่อนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนใช้ปลายพู่กันแตะหมึกสีแดง แล้วขีดเส้นใต้ชื่อแรกอย่างช้า ๆ
ซูเหลียน
หมากตัวแรก
และในงานเลี้ยงชมบุปผา นางจะเริ่มทำให้หมากตัวนี้สั่นคลอน
ใต้แสงโคม ดวงตาของเสิ่นเยว่หลันสะท้อนแสงเย็นเจิดจ้า ราวกับคนที่เคยตายไปแล้วได้ทิ้งความอ่อนแอไว้บนลานปะา และกลับมาพร้อมสิ่งที่ศัตรูไม่เคยคาดคิด
ความทรงจำ
ความแค้น
และเสียงของคนตาย