ตอนที่ 10 บำเพ็ญตบะของเผ่ามนุษย์
เจวี๋ยหวู่หมิงเดินทางมาอยู่ภายในท่ามกลางเทือกเขา เลื่อยพลางหยุดพลาง ถ้าพบเห็นสิ่งมีชีวิตใดก็ยิ่งไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลง ต้องกลืนกินทันทีอยู่แล้ว และด้านวัตถุสวรรค์สมบัติปฐพีได้ไหลเวียนจนกลายเป็นแต้มสะสม ช่วงเวลาสามวัน ได้เดินออกไปกว่าสามร้อยลี้ เกี่ยวกับความเร็วในการเดินที่ของงูเหลือม ก็เพียงพอที่จะเรียกได้ว่ารวดเร็วจนถึงขีดสุดกันแล้ว แน่นอนว่านี้เขายังไม่ได้ใช้งานเคล็ดดำดินเลยด้วยซ้ำ ไม่เช่นนั้นการมาเยือนถึงยังสันเขาซุ่ยเหยี๋ยนย่อมไม่เป็นปัญหาอะไรอยู่แล้ว วันนี้เขาเองก็ได้ออกล่าตามปกติ ทันใดนั้นก็มีเสียงคำรามดังสนั่นกึกก้องมาจากหุบเขาใกล้เคียง! เจวี๋ยหวู่หมิงถึงกับอดไม่ได้ที่จะสะกดความประหลาดใจ กระตุ้นเพื่อใช้ออกด้วยเคล็ดดำดิน จากนั้นก็ได้หันคำรามออกมาดังกึกก้องจากสิ่งที่คล้ายกับเป็นต้นตอ เขาได้กระตุ้นใช้เคล็ดดำดินขั้นห้า ทั่วทั้งร่างที่เป็นงูเหลือมได้มุดลงพื้นดินไปเสียเช่นนั้น ว่องไวดั่งสายฟ้ากระแทกชนผ่านเข้าระหว่างต้นไม้ใหญ่แต่ละต้นไป “ซวบ——!” แต่แล้ว ในเวลาที่ใกล้กับเข้าไปจนถึงช่องเขา ร่างกายของเขาทันใดนั้นก็พลันหยุดลง สั่นสะท้านไปทั่วทั้งร่าง จนร่างกายถึงกับต้องหยุดชะงักซุ่มดูอยู่ด้านในต้นไม้ ดวงตาทั้งสองดวงได้จับจ้องไปยังสิ่งที่อยู่กลางเวหาแทบจะไม่ละสายตา ภายใต้ท่ามกลางอากาศ—— ถึงกับยืนเอาไว้ด้วยคนสองคน หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรี ดูไปแล้วอ่อนเยาว์เป็นอย่างยิ่ง บุรุษสวมไว้ด้วยชุดเสื้อแพร เหยียบกระบี่สีแดงชาดเล่มหนึ่งอยู่ใต้เท้าเพื่อเหาะเหิน สตรีสวมไว้ด้วยชุดชาววัง รูปโฉมงดงาม ใต้ฝ่าเท้าได้เหยียบไว้ด้วยกระบี่ผลึกน้ำแข็งเล่มหนึ่งเหาะเหินอยู่ ในเวลาเดียวกัน ภายในมือของนาง ยังได้กุมเอาไว้ด้วยตาข่ายยักษ์สีดำผืนหนึ่ง ที่ด้านบนยังมีพลังมนตราเหมือนดั่งคลื่นวารีไหลเวียนอยู่ ภายในตาข่ายที่เป็นตาข่ายดำ ถึงกับเป็นอสูรพยัคฆ์คอกหนึ่ง แบ่งเป็นหนึ่งผู้หนึ่งเมียแล้วยังมีพยัคฆ์แรกเกิดโดยที่พึ่งจะลืมตาขึ้นไม่นาน อสูรพยัคฆ์ตัวผู้ตัวเมียนั้นคล้ายกับว่าจะพบพานได้กับความโชคร้ายที่ใกล้มาถึง ทางหนึ่งใช้ร่างกายเข้าปกป้องพยัคฆ์น้อยอย่างเอาเป็นเอาตาย อีกทางก็พยายามดิ้นรนเอาชีวิตรอด ทั้งฉีกและกัด จนตาข่ายยักษ์ได้เกิดเป็นสะเก็ดไฟออกมาเป็นระยะ แต่ตาข่ายยักษ์เช่นนี้ก็ถือเป็นสมบัติวเศษที่ร้ายกาจชิ้นหนึ่ง กรงเล็บแหลมคมเขี้ยวยาวของราชันย์แห่งร้อยสัตว์ยังแทบไม่อาจที่จะทำอย่างไรมันได้เลย อีกทั้งยังไม่เห็นว่าจะมีร่องรอยใดปรากฏออกมา “โฮก~~” อสูรพยัคฆ์สองตนที่ใกล้เข้าสู่ระดับแปรลักขณา จนได้พบว่าได้เกิดเสียงกู่ร้องดังกึกก้องจนสั่นสะเทือน จนทำให้ผู้ที่ได้ฟัง จนอดไม่ได้ต้องบังเกิดความเห็นอกเห็นใจ แต่สองผู้บำเพ็ญตบะหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีที่อยู่บนฟ้านั้น แม้แต่เห็นแต่ก็เหมือนกับมองไม่เห็นต่อสิ่งนี้ มีแต่เพียงสีหน้าเย็นชา “ศิษย์น้องเล็ก คิดไม่ถึงว่าโชคของพวกเราจะถึงกับดีได้ถึงเพียงนี้ เพียงแค่ออกมาก็พบกับจิตวิญญาณของพยัคฆ์ขาวสัตว์อสูรเช่นนี้ถึงสามตนได้ การจับกลับไปในครั้งนี้ หากมอบให้แก่สำนักได้เลี้ยงดู ก็มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะทำให้สำนักมีสัตว์ปราณกันถึงสามตน ทางสำนักจะต้องประทานรางวัลให้แน่นอน ไม่แน่ว่าอาจจะได้รับการประทานเป็นโอสถปราณ” บุรุษสวมชุดผ้าแพรที่กำลังมองไปที่อสูรพยัคฆ์ที่ดิ้นรนอยู่บนตาข่ายไม่หยุดมิหย่อน สาดทอแววตาที่เต็มไปด้วยความรอคอยออกมาเป็นสายอยู่เล็กน้อย หญิงสาวผู้มีใบหน้างดงามสดใสได้หยักอย่างเงียบเชียบ ยิ้มแล้วกล่าว : “พยัคฆ์ขาวตลอดมานี้มักจะมีจิตวิญญาณ การพากลับไปยังสำนักในครั้งนี้ ภายใต้การชุบเลี้ยงด้วยวิชาลับประจำสำนัก ไม่แน่ว่าในวันหน้าเมื่อสำเร็จสู่ระดับแปรลักขณา ก็จะสำเร็จสู่การเป็นสัตว์ปราณปกปักขุนเขาของสำนัก ครั้งนี้ที่ไม่ทันไรก็สามารถที่จับกลับมาได้ถึงสามตนแล้ว เชื่อว่าทางสำนักอาจารย์จะต้องประทานรางวัลให้แก่ศิษย์พี่อย่างงามแน่นอน” “อือ พวกเราไปกันเถอะ ไม่แน่ว่าอาจจะโชคดี อาจจะยังสามารถเสาะหาจิตวิญญาณอันเลิศล้ำของสัตว์อสูรจากที่อื่นอีกก็เป็นได้” และยังหาได้เล็งเห็นว่าบุรุษผู้นั้นจะมีความเคลื่อนไหวอะไร ในระหว่างที่สนทนากันอยู่ ตาข่ายขนาดใหญ่สีดำนั้นพลันหดตัวลงโดยพลัน จนท้ายที่สุดแล้วก็ได้ร่อนลงตกไปอยู่ภายในเงื้อมมือของบุรุษผู้นั้น แล้วถูกยัดเก็บเข้าไปในถุงห่อโบราณใบหนึ่งแล้วคาดไว้ที่เอวในทันที ซวบซวบ! ใจกลางเวหาพลันเกิดเป็นประกายแสงสองสายตัดผ่าน เพียงชั่วพริบตาเดียว หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีนี้จึงค่อยหายลับไปจนไม่อาจมองเห็น หลังผ่านไปได้สักพัก หัวงูที่ทั้งใหญ่โตและน่าสะพรึงกลัว ได้เลื้อยออกมาจากภายในพุ่มไม้ ดวงตาทั้งคู่ได้หันไปเหม่อยังทางด้านที่พวกเขา จดจ่อมองอยู่เนิ่นนานกว่าจะละสายตากลับมา “ดูเหมือนว่าใต้หล้านี้สิ่งที่อันตรายที่สุดจะไม่ใช่ปีศาจ แต่กลับเป็นเผ่ามนุษย์ หากเกิดไม่ระวังก็อาจจะกลายเป็นเนื้อปลาที่อยู่บนเขียงเลยก็เป็นได้ ปล่อยให้คนอื่นเชือดเฉือนได้ตามอำเภอใจ” เจวี๋ยหวู่หมิงถึงกับอดไม่ได้ที่จะกล่าวพึมพำออกมา พลังอันมหาศาล! จะว่าไปแล้วแท้จริงหรือว่าพลังอันมหาศาล! คงจะมีแต่ต้องเตรียมพร้อมเพื่อให้มีพลังที่แข็งแกร่งจนน่าหวาดกลัว จึงจะไม่มีใครกล้าที่จะมาหมายตาตัวเองโดยส่งเดชเอาได้ พยัคฆ์ขาวปีศาจย่อมต้องเกิดจากการที่มีพลังได้ไม่มากพอ จึงค่อยได้ถูกบำเพ็ญตบะเผ่ามนุษย์ใช้มาเป็นเหมือนกับของเล่นเช่นนิ จนจำยอมที่ต้องถูกข่มเหงเช่นนี้ไป ช่วงขณะนี้ เขาก็ยิ่งกระจ่างในความสำคัญของการมีพลังที่มหาศาลได้มากยิ่งขึ้น ยิ่งมีแต่จะทำให้กระจ่างแจ้งเข้าใจและรู้สึกโลกหล้านี้ได้อย่างลึกซึ้ง เขาเองก็ได้แต่เตือนตัวเอง ว่านี้จะต้องเป็นโลกที่ผู้อ่อนแอต้องตกเป็นอาหารของผู้แข็งแกร่ง ที่ถูกยึดให้เป็นกฎหลักการของพงไพร ถ้าหากไม่ต้องการที่จะทำตามผู้อื่น เช่นนั้นก็มีแต่ต้องแข็งแกร่งจนอยู่มองข้ามกฎเกณฑ์กันเท่านั้น “ต้องไปออกล่าหาอาหาร กลืนกินผู้ถูกล่าให้มากขึ้น หรือว่าเข้าแย่งชิงวัตถุสวรรค์สมบัติปฐพี เข้าสู่การวิวัฒนาการไม่หยุดไม่หย่อน!” เจวี๋ยหวู่หมิงที่มีความหวังว่าจะสามารถแข็งแกร่งได้มากยิ่งขึ้น ดวงตาถึงกับแข็งทื่อขึ้นมา แหงนหน้าขึ้นคำรามออกมาเสียงดังก้องกังวาน เพียงพลิกร่างกาย เจาะดั่งสว่าน แทรกซึมหายลับไปจากพุ่มไม้ท่ามกลางพงไพร มันที่ได้มาถึงยังหุบเขาแห่งนี้ ดั่งน้ำตกที่ถลาลง ไหลลงมาจากท่ามกลางหมู่เขาไหลสาดกระเซ็น เกิดเป็นสายน้ำไหลหยดดังติงตัง หุบเขาแห่งนี้ที่มีน้ำอยู่ โดยที่สัตว์ป่าในละแวกใกล้เคียงล้วนแต่อาศัยน้ำในหุบเขาสายนี้เพื่อยังชีพ ในทุกวันสำหรับสถานที่แห่งนี้ล้วนแต่มักจะมีสัตว์ป่าปรากฏตัวไม่ขาดสาย ขอเพียงแค่เข้าไป ก็จะสามารถล่าเหยื่อได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องกังวลใจไป เจวี๋ยหวู่หมิงกลับหาได้ซ่อนเร้นร่างกาย ทันทีที่มันปรากฏกาย ถึงกับทำให้สัตว์ป่านับไม่ถ้วนตกอกตกใจกันขึ้นมา แตกฮือวิ่งหนีกันออกไปสู่ภายนอกกันอย่างบ้าคลั่ง ยามนี้ พลันมีหมาป่าตัวสูงใหญ่ตัวหนึ่งยืนอยู่ที่ข้างธารน้ำตก ก้มหัวจมหายเข้าใส่ภายใต้ธารน้ำที่เย็นเยียบ แต่กลับหาได้พบเห็นอันตรายที่กำลังเข้ามาใกล้ไม่ รอจนกระทั่งในเวลาที่มันเงยหน้าก็พบเห็นเจวี๋ยหวู่หมิง ก็นับว่าสายไปแล้ว! “ฟ่อฟ่อ!” สายลมหอบหนึ่งพัดผ่านเข้ามา เจวี๋ยหวู่หมิงอ้าปากจนกว้างจนแทบจะไม่ต่างอะไรไปจากหลุมดำ โดยที่กระโจนโถมผ่านมาจากที่สูง กลืนหมาป่าตัวโตเข้าไปทั้งตัวไปในคำเดียว เมื่อหมาป่าเข้าสู่ท้อง ก็ได้กลายเป็นปราณบริสุทธิ์ในอึดใจเดียว ไหลเวียนอยู่รอบกาย แทรกซึมผ่านเข้าไปภายในเลือดเนื้อ กระตุ้นร่างกายเข้าสู่การวิวัฒนาการ เจวี๋ยหวู่หมิงที่ได้หุบปากลงแล้ว ในใจกลับหาได้เกิดความรู้สึกที่ไม่มั่นคงเลยแม้แต่น้อย ด้วยการที่เป็นสัตว์ป่าขั้นต่ำชนิดนี้ ถึงกับเกิดผลลัพธ์ที่ให้พลังแก่เขาเพียงเล็กน้อยแล้วเท่านั้น แต่เขากลับหาได้รู้สึกผิดหวังไม่ อย่างที่กล่าวเอาไว้ ต่อให้เป็นยุงก็ยังเป็นเนื้ออยู่ดี ถ้าหากยังมีคุณภาพที่ไม่มาพอ เช่นนั้นก็ต้องใช้ปริมาณเข้าทดแทน เก็บหอมรอมริบ นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นมา เขาก็ได้คอยออกล่ากลืนกินเหนือมาตลอดทาง เก็บสะสมวัตถุสวรรค์สมบัติปฐพี เพื่อแลกเปลี่ยนเป็นแต้มสะสม บ่มเพาะวิวัฒนาการ เมื่อวันเวลาได้ผ่านไปหนึ่งเดือน ขอบเขตของเขาที่จากช่วงโอสถอสูร(88%)ก็ได้เลื่อนขั้นจนถึง 95% แล้ว ในที่สุดเขาก็ได้มาถึงยังสันเขาผานเสอ (รอยขดงู) แล้ว สถานที่แห่งนี้ถือได้ว่าเป็นแผ่นดินที่อยู่ใกล้กับสันเขาซุ่ยเหยี๋ยนที่สุดแล้ว ถ้าหากกระตุ้นเคล็ดดำดิน ก็ยังเป็นเรื่องที่ใช้เวลาเหมือนกับการทานอาหารเพียงมื้อเดียวเท่านั้น ก็สามารถที่จะไปถึงยังสันถ้ำซุ่ยเหยี๋ยนของเขาซุ่ยเหยี๋ยนได้แล้ว ก่อนหน้าที่ยังไม่ได้มีการทะลวงเข้าสู่ช่วงแปรลักขณา เขากลับหาได้เร่งร้อนที่จะย้อนกลับไปไม่ ถึงอย่างไรอสูรจิ้งจอกนั้นถึงแม้ว่าจะสามารถโค่นล้มนางพญางูจิตบริสุทธิ์ได้ แต่ในด้านการบ่มเพาะที่เหนือกว่าย่อมต้องอยู่เหนือกว่าช่วงแปรลักขณากันแล้ว อย่างน้อยก็ต้องอยู่ในช่วงแปรลักขณาขั้นสูงสุด ต่อให้มีพละกำลังก็ใช่ว่าจะมีประโยชน์ หากกลับไปก็ยังเป็นแค่อาหารจานหนึ่งเท่านั้น ค่อย ๆ เลื่อนขั้นพลังเพิ่มขึ้น แล้วจึงค่อยคิดอ่านกันอีกครา เขาเองก็ได้เสาะหาถ้ำแห่งหนึ่งโดยการใช้พลังมนตราเพื่อสร้างขึ้นเป็นที่หลบภัย โดยที่ตั้งนามให้ว่า “ถ้ำผานเสอ” ทุกวันนอกเสียจากการออกไปล่าเหยื่อ รวบรวมสะสมวัตถุสวรรค์สมบัติปฐพี ก็จะเก็บตัวเพื่อเข้าสู่การบ่มเพาะ การใช้ชีวิตถือได้ว่าเป็นแบบแผนเป็นอย่างยิ่ง วันนี้ เขาออกจากถ้ำเพื่อไปล่าเหยื่อ ถึงกับพบสถานที่ประหลาดที่เป็นสถานที่บ่มเพาะของพยัคฆ์ดำตนหนึ่ง เพียงแต่พบว่าพยัคฆ์ดำตนนี้กำลังนอนหมอบอยู่บนหินก้อนใหญ่ขนาดกว่าครึ่งตัวมนุษย์ บ่มเพาะอยู่อย่างเงียบงัน ดูดซับพลังลมปราณ ที่น่าแปลกก็คือ แสงดวงเดือดที่สาดส่องเป็นสกาวสู่ด้านบนหินยักษ์ก้อนนั้น ถึงกับค่อย ๆ สาดออกมาเป็นแสงสีเงินทีละเล็กทีละน้อย อีกทั้ง หินผาที่สาดอยู่ภายใต้แสงจันทรา ยังราวกับได้ถูกดูดซับเข้าไป จากนั้นก็ได้ไหลย้อนถ่ายทอดเข้าสู่บนร่างของพยัคฆ์ดำ พยัคฆ์ดำตัวนั้นหรี่ดวงตาลง จนอยู่ในสภาพที่กำลังดื่มด่ำกับสภาพที่สดชื่นอยู่ “อสูรพยัคฆ์นี้ที่ได้ดูดซับความบริสุทธิ์จากตะวันดวงเดือน ไม่แน่ว่าหินก้อนหนานั้นอาจจะเป็นดั่งสมบัติชิ้นหนึ่งอย่างงั้นหรือ?” เจวี๋ยหวู่หมิงสาดแววตาเป็นประกาย แววตาที่สาดทอความตื่นเต้นออกมาเล็กน้อย เมื่อในขณะที่เขาคิดที่จะลงมือ ก็พลันเกิดเป็นความแปลกประหลาดขึ้น! หินศิลาก้อนนั้นที่สาดเป็นประกายออกมา พร่างพราวเปล่งเป็นประกาย รวมตัวเอาไว้อยู่ด้วยกัน พุ่งถลาเข้าใส่หินใหญ่เข้าหาร่างกายของพยัคฆ์ดำไป ในอึดใจเดียว รอบกายของพยัคฆ์ดำ ทันใดนั้นก็ได้เริ่มมีผลึกเลือดถูกเจาะผ่านออกมาทีละหยดสองหยด ผลึกเลือดเหล่านี้ได้ไหลออกจากภายในเส้นขนที่เล็กละเอียดซึ่งปกคลุมอยู่รอบกาย ที่น่าประหลาดก็คือ ผลึกเลือดเหล่านี้กลับหาได้เป็นเลือดสีแดง เพียงแต่เป็นสีดำที่น่าประหลาด รูปร่างของพยัคฆ์ดำถึงกับค่อยๆ ที่จะพองตัวใหญ่ขึ้นในเวลาเดียวกัน...