เช้าวันต่อมา
“ท่านป้า ดูลายมือให้ข้าได้หรือไม่เ้าคะ ข้าจะทำงานวันนี้สำเร็จลุล่วงไหมเ้าคะ” ไป๋อิงถามเมิ่งเจีย
“ไป๋อิง นี่เ้าเห็นข้าเป็ใคร ดวงชะตาก็ดูได้แค่คร่าว ๆ เหตุใหญ่ ๆ เท่านั้น แต่ว่าแบมือดี ๆ ข้าขอดูตรงนี้ให้ชัด ๆ” เมิ่งเจียเพ่งดูลายมือของไป๋อิงอยู่นานจนในที่สุดนางอุทานใ
“ไป๋อิง ชะตาของเ้าน่ากลัวยิ่งนักแต่ไม่ต้องกังวลเ้าจะต้องผ่านไปได้”
“ท่านไม่ต้องบอกก็รู้ได้ ถึงฆาตเลยไม่ใช่หรือเ้าคะ” ไป๋อิงพูดกับนางด้วยเสียงปลงพลางถอนหายใจ
“เ้าพูดอัปมงคล หรือว่าเ้ารู้อยู่แล้ว”
“เ้าค่ะ ท่านป้าช่วยข้าได้หรือไม่” นางเล่าเื่ที่จะเกิดขึ้นทั้งหมดให้เมิ่งเจียฟัง เพราะเห็นว่ายังมีชาวบ้านที่เชื่อคำทำนายของเมิ่งเจียอยู่บ้าง ส่วนคนที่ไม่เชื่อนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์จวนตัวก็จะเชื่อเอง ปัญหาเดียวของนางคือหวังจางเหว่ย แม้แต่เมิ่งเจียก็ช่วยไม่ได้
“เ้าไม่ต้องห่วง ข้าจะช่วยเ้าเอง มาเตรียมของช่วยข้า ข้าจะทำพิธีสะเดาะเคราะห์ให้เ้า ผ่อนหนักเป็เบา”
“ขอบคุณเ้าค่ะ ท่านป้า” ไป๋อิงซึ้งใจอย่างน้อยก็มีคนคอยช่วยนาง
หากจะถามวันเวลาที่เกิดเื่นั้น ไป๋อิงย่อมจำเวลาได้ไม่แน่นอน นางจำได้เพียงว่าก่อนเกิดเหตุสามชั่วยาม ก่อนดวงอาทิตย์อัสดง ฝูงนกที่มาจากทางเหนือบินวนบนท้องฟ้าส่งเสียงร้องดังระงม
ทุก ๆ วัน ไป๋อิงพยายามที่จะส่งข่าวให้หวังจางเหว่ยรู้และเชื่อใจนาง แต่ทว่าไม่ประสบผลสำเร็จ ต่างจากชาวเมืองที่ศรัทธาและไว้ใจเมิ่งเจีย พวกเขาเ่าั้เตรียมพร้อมที่จะหนีเสมอ เมิ่งเจียไม่ได้ดูแค่เพียงลายมือหรือหาฤกษ์ยามมงคล นางยังคงเป็ที่ปรึกษา ที่พึ่งทางใจให้คนไร้หนทางอีกด้วย แม้ว่าอดีตนางจะมีญาณทิพย์มากกว่าตอนนี้ก็ตาม ทั้งยังมีข่าวจากพ่อค้าต่างเมืองเลื่องลือมาว่าหลายหมู่บ้านทางตอนเหนือโดนกลุ่มโจรทมิฬปล้นฆ่า น้อยคนนักที่จะหนีออกมาได้เพราะพวกมันบุกโจมตียามที่ทุกคนหลับใหลในคืนเดือนแรมไร้แสงจันทรา
วันนี้ไป๋อิงพยายามที่จะเตือนหวังจางเหว่ยอีกครั้ง แต่รอบ ๆ จวนสกุลหวังนั้นเต็มไปด้วยทหารยามที่เขาจ้างมาเพราะรู้สึกว่าพักนี้มีคนมาสร้างความวุ่นวายอยู่บ่อยครั้ง นางจึงได้แต่รอให้คุณชายผู้นี้ออกมาข้างนอก
หลังจากด้อม ๆ มอง ๆ รอเขาข้างหน้าจวนเป็เวลาหนึ่งชั่วยาม นางก็เห็นเขาที่แต่งตัวหรูหราเดินออกมาจากจวนพร้อมทหารสองคน นางค่อย ๆ เดินตามเขาไปจนถึงตรอกแห่งหนึ่ง
หอโคมแดง เห็นทีต้องแอบเข้าไป จะให้ปลอมตัวเป็ชายคงจะไม่เนียน หน้าสวยขนาดนี้ หรือว่าจะแต่งเป็เหล่าพี่สาว ไม่น่าได้ เดี๋ยวคนเข้าใจผิด เื่จะไปกันใหญ่ สุดท้ายนางก็คิดว่าจะปลอมเป็สาวใช้ในหอโคมแดงแทน
ด้านหน้าหอมีคนยืนเฝ้าอยู่ นางจำได้ว่าสองคนนี้มักจะเป็คนคอยดูหน้าหออยู่เสมอ พวกเขาคงจำหน้าทุกคนในหอโคมแดงได้เป็อย่างดี นางจึงเลี่ยงไปอีกฝั่งหนึ่งแล้วปีนขึ้นต้นไม้ใหญ่ก่อนจะะโข้ามกำแพง
“เ้ามาทำอันใดที่นี่” เสียงอันคุ้นเคยกระซิบข้างหูนาง
“ลู่เฟยเทียน ท่านอีกแล้วหรือ ท่านตามข้ามาหรืออย่างไร” ไป๋อิงใที่มักเจอเขาอย่างไม่คาดหมาย
“ข้าอยู่ที่นี่ตั้งนานแล้ว เห็นเ้าั้แ่ตอนที่ปีนต้นแปะก๊วยแล้วะโข้ามกำแพงมา ถ้าไม่รู้ว่าเป็เ้าคงนึกว่าเป็โจรขโมยที่ไหนเสียแล้ว” เขาตอบอย่างอารมณ์ดี
“ท่านคงจะกำลังสุขสำราญ ข้าขอตัว” นางกล่าวแล้วรีบเดิน
“เดี๋ยวก่อน หอโคมแดงห้ามสตรีเข้ามา ข้าคงปล่อยเ้าไว้ไม่ได้” ลู่เฟยเทียนกล่าวพลางคว้าแขนนางไว้
“ข้าปลอมตัวเป็สาวใช้แล้ว ถ้าท่านไม่พูด พวกเขาก็ไม่รู้”
“แต่ถ้าข้าพูด...”
“ท่าน้าอันใดหรือ คุณชาย” นางรีบตัดบทก่อนเขาพูดจบ
“เื่ที่เ้าคิดจะทำ ข้าไปด้วย” เขาตอบ
ไป๋อิงนิ่งคิดไปชั่วขณะ
“เื่หวังจางเหว่ยใช่หรือไม่ จะถามว่าข้ารู้ได้อย่างไรน่ะหรือ เอาไว้ข้าจะบอกเ้าทีหลัง ตามข้ามาที่ห้อง แล้วเล่าเื่ทุกอย่างได้หรือไม่” เขาให้ข้อเสนอนาง
ไป๋อิงได้แต่พยักหน้าแล้วเดินตามเขาไปอย่างว่าง่าย คิดในใจว่าถ้าลู่เฟยเทียนเชื่อสิ่งที่นางพูด เื่ก็จะง่ายขึ้น แต่ถ้าไม่ เขาก็แค่ปล่อยนางไป
ระหว่างทางเดินไปที่ห้อง ไป๋อิงได้ยินเสียงทักทายจากหญิงสาวทักลู่เฟยเทียนตลอดทาง ราวกับเขาเป็แขกประจำของหอโคมแดง
“คุณชายลู่ ให้ข้าตามท่านพี่หรงหรงหรือไม่เ้าคะ นางบ่นคิดถึงท่านหลายวันแล้ว” หญิงสาวผู้หนึ่งถามเขา
“อื้ม ให้นางรีบมาหาข้าเลยแล้วกัน” เขาตอบพลางยิ้มให้นาง
เขาพูดอันใดนะ แล้วจะคุยเื่หวังจางเหว่ยอย่างไร ถ้าอยากเจอนางนักก็ปล่อยข้าไปสิ ไป๋อิงรู้สึกสับสนเล็กน้อย
เมื่อเข้ามาที่ห้องแล้ว ไป๋อิงจึงรีบถามเขา
“คุณชายลู่ ดูเหมือนท่านจะอยากเจอนางมาก ข้าขอตัวไปธุระของข้า ไม่รบกวนท่านจะดีกว่า” นางกล่าวชัดเจน
“เ้าอย่าเพิ่งใจร้อนไปเลยไป๋อิง เ้าคิดว่าข้าจะทำอันใดหรือ” เขาแกล้งถาม
“ข้ายังไม่ได้คิดอันใดเลยเ้าค่ะ”
“แล้วทำไมเ้าต้องหน้าแดง เ้ามีพิรุธนะ ไป๋อิง”
“ข้าแต่งหน้ามาเ้าค่ะ” นางรีบตอบ
ก่อนที่ทั้งสองคนจะได้เถียงกันไปมากกว่านี้ เสียงหวานจากสตรีนางหนึ่งดังขึ้น
“คุณชายลู่ หรงหรงเข้าไปนะเ้าคะ”
“มานั่งนี่สิหรงหรง” เขาบอกนางก่อนยิ้มให้
คนผู้นี้ ยิ้มมากเกินไปแล้ว
“ไป๋อิง เ้าเล่าให้ข้าฟัง”
“แต่นาง..”
“นางจะฟังเื่นี้ด้วย” เขาตอบ
ไป๋อิงจึงได้แต่เล่าเื่ที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้าให้ทั้งสองคนฟัง
“ที่แท้ ข่าวลือก็มาจากท่านเองหรอกหรือ” หรงหรงถามนาง
“เวลานี้ท่านอาจจะไม่เชื่อข้า แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น ท่านจะรู้ว่าข้าพูดความจริง” ไป๋อิงบอกนางด้วยความแน่วแน่
“เราทั้งสองคนเชื่อเ้า” หรงหรงกล่าว
“หากเป็แค่เพียงเื่ที่เ้าพูดข้าคงจะไม่เชื่อมากนัก แต่ข้าได้ข่าวเื่เมืองทางตอนเหนือมาเช่นกัน คาดว่าในไม่ช้าเมืองนี้ก็อาจจะโดนแบบเดียวกัน จึงแจ้งไปทางวังหลวงเป็การด่วนเพื่อให้ที่นั่นส่งทหารมาปราบกองโจรทันท่วงที” เขาอธิบายไป๋อิงอย่างจริงจัง แวบหนึ่งสีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็เคร่งขรึม ก่อนยิ้มมุมปากให้นาง
“แต่ข้าสงสัย ทำไมถึงไม่หนีไปก่อน” หรงหรงถามนาง
“วันเวลานั้นข้าไม่รู้แน่ชัด จำได้แต่เพียงว่าเห็นฝูงนกบินจากทางเหนือ บินวนบนท้องฟ้าก่อนดวงอาทิตย์จะลับตา ไม่ว่าจะทางใดเหตุการณ์นั้นจะต้องเกิดขึ้นเสมอ” ไป๋อิงพูดพลางนึกถึงเื่ที่เกิดขึ้นกับเสี่ยวหาน
“พวกท่านไม่ต้องกังวล ทุกคนจะผ่านเื่นี้ไปได้อย่างปลอดภัย รีบแพร่กระจายข่าวนี้และรีบหนีเมื่อเห็นสัญญาณ” นางพูดให้ความมั่นใจ
“หวังจางเหว่ย เกี่ยวอันใดกับเขาหรือ เ้าดูร้อนใจนัก” ลู่เฟยเทียนถามนางเพราะเป็ห่วง
“เขาช่างเป็คนดื้อดึง ทำให้ข้าตกอยู่ในอันตราย ข้าเลยต้องพยายามให้เขาเชื่อ แต่ทำอย่างไรเขาก็ไม่สนใจ” ไป๋อิงตอบอย่างหมดหวัง
“แม่นาง อย่าเพิ่งกังวล ข้าและเหล่าพี่น้องหอโคมแดงจะพยายามช่วยโน้มน้าวใจเขา” หรงหรงรับปากนาง
“ขอบคุณพี่สาวที่ช่วยข้า หากรอดพ้นภัยครั้งนี้ไปได้จะตอบแทนท่านอย่างแน่นอน”
“อย่าลืมข้าด้วยล่ะ” เสียงลู่เฟยเทียนดังขึ้น
“คุณชายลู่ เป็ห่วงนางก็อย่างแกล้งนางให้มากนัก” หรงหรงปรามเขาเสียงเรียบ
ห่วงข้าหรือ ทำไมกัน ไป๋อิงคิดในใจ
“เช่นนั้นข้าขอตัว พวกท่านจะได้อยู่กันสองคน” หรงหรงกล่าวแล้วเดินออกจากห้อง
“คุณชาย ท่านไม่อยู่กับนางหรือ”
“เสร็จธุระแล้ว ไปตลาดกันเถอะ” เขาชวนนาง
“แต่ข้ายังไม่ได้ไปหาหวังจางเหว่ย”
“เื่นั้นปล่อยให้หรงหรงจัดการ” เขาตอบก่อนจับมือนางเดินออกจากหอโคมแดง
---------------------------------------------------------------------
ลู่เฟยเทียนเดินไปที่ร้านขายของ เขาหยิบนกหวีดอันเล็กขึ้นมาก่อนจ่ายเงินให้เถ้าแก่
“ไป๋อิง เ้าเก็บไว้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ข้าจะมาหาเ้า” เขายื่นนกหวีดอันหนึ่งให้นาง
แม้ไม่รู้ว่าทำไมเขาทำเช่นนี้ แต่นางรู้สึกอบอุ่นใจราวกับว่าหากเกิดเหตุใดจะมีคนผู้หนึ่งคอยช่วยนางเสมอ
“ไป๋อิง เปลี่ยนจากเนื้อตุ๋นเป็ถังหูลู่ได้หรือไม่ เ้าบอกว่าจะตอบแทนข้า” เขายิ้มอ้อนนาง
“ท่านชอบถึงเพียงนี้เลยหรือ” นางถามเขาด้วยความสงสัย
“ข้าชอบ... ถังหูลู่” เขากระซิบตอบนาง
ไป๋อิงหยิบให้เขาไม้หนึ่งก่อนจะเห็นภาพทับซ้อนของเสี่ยวหานและเหรินฮ่าวหราน แล้วเผลอยิ้มออกมา
ลู่เฟยเทียนเดินไปส่งไป๋อิงที่สำนัก ก่อนที่นางจะเข้าไปข้างใน เขายื่นมีดพกเล่มเล็กไว้ให้นาง
“เ้าเก็บไว้ เผื่อจำเป็ต้องใช้ป้องกันตนเอง”
นางพยักหน้าแล้วขอบคุณเขาก่อนเดินเข้าสำนัก
ลู่เฟยเทียนยืนส่งนางจนลับตาแล้วก็กลับออกไป
“คนที่ข้าพบใต้ต้นแปะก๊วยงั้นหรือ” เขาเอ่ยเบา ๆ ก่อนยิ้มมุมปาก
ไป๋อิงรีบไปหาเมิ่งเจียแล้วเล่าเื่วันนี้ให้นางฟัง ก่อนจะถามความคืบหน้าว่านางเตรียมเื่ไปถึงไหนแล้วบ้าง
“ข้าให้คนจัดการเรียบร้อย ถึงวันนั้นทุกคนจะปลอดภัยแน่นอน เ้าก็ต้องปลอดภัยเช่นกัน” เมิ่งเจียปลอบนาง
“เ้าค่ะ เช่นนั้นข้าขอตัวไปพักก่อนนะเ้าคะ”
ไป๋อิงหยิบนกหวีดและมีดพกขึ้นมาดู ก่อนจะสังเกตเห็นด้ามมีดพกมีตัวหนังสือสลักอยู่
‘รัตติกาล’ ชื่อของใคร คืออันใด นางมองดูมีดพกซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ก็ยังนึกไม่ออก ทั้งยังไม่รู้ว่าลู่เฟยเทียนเกี่ยวกับนางอย่างไร ตอนที่ฝันครั้งแรกนางจำได้ว่าไม่มีเขาในฝัน
ไป๋อิงนั่งชมจันทร์เต็มดวงอยู่ด้านนอกเรือน เมื่อเห็นดาวตกดวงหนึ่ง นางก็รีบกุมมือหลับตาแล้วอธิษฐาน ก่อนหยิบนกหวีดมาดูอีกครั้ง โดยไม่รู้ตัวเลยว่าสายตาคู่หนึ่งกำลังนั่งมองนางจากบนหลังคา หลังจากนางเข้านอน เขาก็หยิบเหล้าออกมาหนึ่งไหก่อนเอนกายนอนบนหลังคาท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่อง
เช้าวันรุ่งขึ้น
ลู่เฟยเทียนมารอไป๋อิงที่หน้าสำนักราวกับรู้ว่านางจะออกไปที่ใด เขาบอกความคืบหน้าเื่หวังจางเหว่ยกับนางก่อนจะบอกนางว่าไม่มีอันใดต้องกังวล ดูท่าทุกอย่างจะเป็ไปได้ด้วยดี
ช่างเถอะ ถึงจะเตรียมพร้อมอย่างไร ในวันนั้นก็มักจะมีเหตุอยู่ดี ข้าแค่ต้องหาทางหนีไว้พร้อมแล้วก็ฝึกป้องกันตัวสักหน่อย ไป๋อิงคิดในใจ
“เ้ามากับข้า เอามีดพกมาด้วยหรือไม่” เขาถาม
“อื้อ อยู่นี่” นางยกขึ้นมา
“นกหวีดเล่า” เขาถามพลางเลิกคิ้วข้างหนึ่ง
“อยู่นี่” นางตอบเขา ลู่เฟยเทียนยิ้มมุมปาก
“ดี วันนี้ข้าจะสอนเ้าสองสามอย่าง เอาไว้ป้องกันตนเอง”
อย่างกับรู้ใจ อ่านความคิดข้าหรือเปล่านะ ไป๋อิงแปลกใจแต่ก็ยอมเชื่อฟังสิ่งที่เขาสอน พวกเขาทั้งสองคนฝึกกันอยู่สองชั่วยามก่อนจะพักทานข้าว
“ข้าจะเลี้ยงเ้าเป็การตอบแทน คุณชายลู่” ไป๋อิงเดินนำเขาไปที่ร้านบะหมี่
“หวังว่าท่านจะไม่ถือ” นางหยิบเงินในถุงจ่ายเถ้าแก่
“สบายมาก” เขาตอบยิ้มแย้ม
หลังจากทานอิ่มและเดินสำรวจตรอกซอยทั้งหมดในเมืองแล้ว เขาถือโอกาสเดินไปส่งนางที่สำนักเยว่เทียน พร้อมบอกว่า
“รุ่งเช้า ข้าจะมารอเ้าที่นี่ ไปฝึกต่อแล้วเลี้ยงข้าวข้าด้วย”
“ฝึกได้ แต่ข้าเลี้ยงท่านทุกวันไม่ไหว” นางตอบตามตรงเพราะสำนักเยว่เทียนนั้นขัดสนเงินทองมาสักพักแล้ว
“เช่นนั้นไปที่หอโคมแดงกับข้า”
“ท่านบ้าไปแล้วหรือ จะให้ข้าไปหอโคมแดงได้เช่นไร” นางรีบค้านด้วยความใข้อเสนอของเขา
“แต่ที่นั่น ข้าจะกินเท่าใดก็ได้ ไม่ต้องจ่ายสักอีแปะ มีแต่ของที่เ้าชอบด้วย”
“ท่านเป็เ้าของหรือเ้าคะ ถึงจะทำเช่นนั้น”
“ความลับ ไว้ข้าบอกเ้าทีหลัง เอาเป็ว่าเ้าตกลง” เขาสรุปเอาเองเรียบร้อยก่อนหันหลังเดินกลับอย่างอารมณ์ดี
พิลึกคน เฮ้อ ไป๋อิงได้แต่ถอนหายใจ อย่างน้อยเขาก็ช่วยนางฝึกป้องกันตนเอง
นับแต่นั้นเป็ต้นมา ลู่เฟยเทียนจะมารอนางที่หน้าประตูสำนักเยว่เทียนทุกเช้าก่อนจะพานางไปฝึก เดินเที่ยวในตลาด ทบทวนเส้นทางหนี ดูสถานที่หลบภัย เตือนชาวเมือง ทำให้ทั้งสองเริ่มสนิทสนมกันมากขึ้น
“ไป๋อิง ข้ามีธุระนอกเมืองสองสามวัน ระหว่างนี้ เ้าดูแลตัวเองดี ๆ” เข้าบอกนางด้วยความเป็ห่วง
“อื้อ ข้าจำที่ท่านสอนได้หมดแล้ว ท่านไม่ต้องกังวล” ไป๋อิงตอบเขาให้สบายใจ
นางคิดว่าเขาช่วยนางมาขนาดนี้ก็ดีแล้ว เพราะในฝันครั้งนั้นไม่มีใครช่วยนางได้เลย อย่างน้อยหวังจางเหว่ยก็ดูจะเชื่อคำพูดของหรงหรงอยู่ไม่ว่าจะเกิดอันใดขึ้น นางแค่ต้องสู้สุดกำลัง
--------------------------------------------------------------------
สองวันมานี้ไม่มีลู่เฟยเทียนมารอรับ ทำให้ใจของไป๋อิงดูเหงาหงอยเล็กน้อย นางจึงไปเดินเล่นพูดคุยกับชาวเมืองและฝึกตามที่เขาเคยสอนเอาไว้ทั้งวันจนตะวันกำลังจะลับขอบฟ้า แต่แล้วนางได้ยินเสียงนกร้องดังระงม จึงเงยหน้ามองท้องฟ้านกฝูงนั้นบินวนไปวนมาเหนือประตูเมือง ทำให้นางรู้ว่าวันนั้นมาถึงแล้ว
“ดูนั่น! ฝูงนก ท้องฟ้า ทุกคนรีบหนีไปที่หลบภัยเร็วเข้า” นางะโพลางชี้ไปที่ท้องฟ้า
“แย่แล้ว เร็วเข้าเถ้าแก่”
“คุณหนู ทางนี้เ้าค่ะ”
เมื่อชาวเมืองนึกถึงคำทำนายของเมิ่งเจีย ทุกคนต่างรีบร้องะโบอกกันแล้วพากันเก็บข้าวของไปที่หลบภัย
ไป๋อิงวิ่งกลับมาที่สำนักแล้วบอกเมิ่งเจียว่าถึงเวลาแล้วและช่วยกันเก็บของก่อนไปส่งที่หลบภัยให้ทันภายในสามชั่วยาม
เวลานี้ชาวเมืองต่างวิ่งหนีขวักไขว่ ดูจากสถานการณ์น่าจะมีเวลาเหลือเฟือที่จะหลบซ่อนตัว นางสังเกตเห็นทหารประจำเมือง บ้างช่วยพาชาวเมืองไปที่หลบภัย บ้างซุ่มรอตามจุดต่าง ๆ พร้อมที่จะรับการโจมตีของกลุ่มโจรทมิฬเหมือนกับพวกเขาวางแผนรับมืออย่างดี
ผ่านไปสองชั่วยามแล้วหลังเกิดลางบอกเหตุ ไป๋อิงอยู่ที่หลบภัยรวมกับคนอื่น ๆ นางพยายามมองหาหวังจางเหว่ยแต่ก็ไม่เห็นเขา
“เมิ่งเจีย ท่านเห็นหวังจางเหว่ยหรือไม่”
“ั้แ่มาที่นี่ข้ายังไม่เห็นเขา ท่านยาย ท่านเห็นคุณชายหวังจางเหว่ยหรือไม่” เมิ่งเจียถามทุกคน เมื่อไป๋อิงเห็นว่าหวังจางเหว่ยไม่อยู่ที่นั่น นางจึงรีบวิ่งกลับเข้ามาในเมืองเพื่อตามหาเขา
เ้าหวังจางเหว่ย อย่าให้ข้าได้เจอนะ จะทุบสักหนึ่งฝ่ามือ เ้าหายไปที่ใดกัน ไป๋อิงได้แต่บ่นในใจพลางคิดว่าหากช่วยเขาไม่ได้ นางอาจจะต้องติดอยู่ในความฝันตลอดไป นางถามทหารที่วิ่งผ่านมา
“คุณชายหวัง เมื่อครู่อยู่ที่ตลาดในเมือง เขากำลังหาอะไรบางอย่าง เ้ารีบไปซ่อนก่อนเถิด” ทหารหนุ่มบอกนาง ไป๋อิงไม่รอช้าวิ่งไปดูที่ตลาด นางจำเป็ต้องพาเขาไปที่ปลอดภัยให้ได้ โดยไม่รู้ตัวเลยว่าภัยอันตรายได้คืบคลานมาแล้ว เสียงฝีเท้าดังกระหึ่มมาจากทางเหนือ สร้างความอกสั่นขวัญแขวนให้แก่ทุกคน
“หวังจางเหว่ย เ้าหยุดเดี๋ยวนี้ รีบหนีไปได้แล้ว พวกโจรกำลังมาถึงแล้ว” นางะโบอกเขา
หวังจางเหว่ยเห็นนางก็วิ่งไปอีกทาง ไป๋อิงวิ่งตามเขาแต่แล้วก็พลัดกันที่ห้าแยกศาลากลางเมือง
“เ้าคนดื้อด้าน” นางทำอันใดไม่ได้นอกจากจะพยายามตามหาเขาต่อไป
“หยุด!” เสียงทุ้มดุดันดังมาจากข้างหลังไป๋อิง นางหันไปมองเห็นชายฉกรรจ์ร่างใหญ่ถือดาบกำลังวิ่งมาทางนาง
หยุดก็ตายน่ะสิ ไป๋อิงรีบวิ่งหนีลัดเลาะตามทางที่ลู่เฟยเทียนเคยบอก แต่ราวกับทางที่เห็นเมื่อกลางวันกับกลางคืนจะไม่เหมือนกัน จึงทำให้นางวิ่งวนจนมาถึงห้าแยกอีกครั้ง ก่อนจะมองเห็นหวังจางเหว่ยวิ่งหนีโจรออกมาทางด้านซ้าย
ไป๋อิงนึกได้ว่าในฝันหากอยากรอดต้องหนีไปทางด้านขวา จึงรีบวิ่งไปคว้าแขนเขาให้หนีไปทางด้านขวา หวังจางเหว่ยมัวแต่ดึงดันไม่ยอมจนทำให้โจรที่วิ่งตามไป๋อิงตามทันพวกเขา แล้วดาบเล่มใหญ่ก็ฟันลงมาที่ร่างของหวังจางเหว่ยในทันใด
“ไม่!” เสียงของไป๋อิ่งดังลั่น ก่อนที่ทุกอย่างจะมืดมิดลงไป