ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงที่หมายบัวดินเห็นเรือจอดเทียบท่าอยู่จำนวนมาก เรียกได้ว่าการจราจรคล้ายจะคับคั่ง ผู้คนจัดการกับเรือของตนได้อย่างเป็ระเบียบโดยไม่ต้องให้ใครคอยจัดการเมื่อเรือเทียบท่าหลวงอินก็เดินนำบัวดินไปในตลาดทันทีส่วนเผือกนั้นได้รับคำสั่งให้รออยู่แถวท่าเรือ บัวดินมองนั้นมองนี่อย่างเพลิดเพลินเธอเห็นผู้คนสวมชุดโบราณสีหม่นบ้าง สดใสบ้าง หลายคนสวมเครื่องประดับทอง แม่ค้าและพ่อค้าส่งเสียงเรียกลูกค้ากันเซ็งแซ่ร้านค้ามีทั้งแบกะดินและเพิงไม้ขนาดกะทัดรัด มีทั้งร้านขายผลไม้ร้านขายของสดนานับชนิด
“ที่นี่คือที่ไหนเ้าคะ”บัวดินเอ่ยถามพลางมองสิ่งรอบกายอย่างตื่นตาตื่นใจ
“ย่านป่าถ่านที่เกิดเื่อยู่ท้ายตลาดต้องเดินเข้าไปอีกสักหน่อย”
“น่าแปลกจัง”หญิงสาวเอ่ยขึ้นพลางมองไปรอบข้างอย่างสนใจ
ชายหนุ่มหันมามองบัวดินเป็เชิงถามว่าแปลกเื่อะไร
“คนมากมายมาขายของแต่กลับดูไม่วุ่นวาย”
“คนอโยธยานิยมอยู่อย่างปกติสุขมิชอบมีเื่เดือดร้อนใจ เหตุรุนแรงมิค่อยเกิดขึ้นมากนักยิ่งเื่ฆ่าฟันถึงตายนั้นย่อมน้อยนักนับเป็คดีร้ายแรงยิ่ง”
บัวดินสังเกตสิ่งรอบตัวก็พยักหน้ารับฟังอย่างตั้งใจพลางเดินตามหลวงอินไปเรื่อยก็ต้องขมวดคิ้วด้วยความสงสัยอีกครั้ง
“คุณหลวงเ้าคะทำไมถึงเรียกว่าย่านป่าถ่านเ้าค่ะไม่เห็นมีถ่านสักก้อน”
“แต่ก่อนที่นี่คงถูกเผาเป็เถ้าถ่านกระมังคนจึงเรียกเช่นนี้” คุณหลวงเอ่ยแล้วหัวเราะมุกตลกของตัวเอง
“ไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้สิเ้าคะไม่เห็นต้องกุเื่เลย...เสียอารมณ์จริงเชียว”
“ที่นี่เป็ตลาดบกขายถ่านเยอะจึงเรียกกันว่าย่านป่าถ่าน แต่ก็มีของอย่างอื่นขายด้วย นั้นอย่างไรเล่าร้านขายถ่าน” คุณหลวงชี้ไปอีกบริเวณหนึ่งก็เห็นร้านขายถ่านจำนวนมาก วางเรียงรายละลานตา
บัวดินพยักหน้าเข้าใจพลางเดินตามหลวงอินไปเรื่อยๆเขาเดินนำหน้าผ่ากลางตลาดไปอย่างรวดเร็วจากนั้นจึงเลี้ยวขวาไปตามทางแยกและเดินตรงไป รอบข้างเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ที่เริ่มรกหนาจนกระทั่งมาถึงบริเวณต้นไม้สูงบนพื้นดินถูกปกคลุมด้วยใบไม้แห้งรกหนาเธอมองไปทั่วบริเวณก็เจอแต่ต้นไม้และความวังเวง
“ที่นี่หรือเ้าคะ น่ากลัวจัง”หญิงสาวลูบแขนตัวเองป้อยๆ
“เอ็งนอนสลบอยู่ใต้ต้นไทรนี้ส่วนศพของอ้ายเยื้ออยู่นั้น” ชายหนุ่มชี้ไปที่พื้นใกล้ๆต้นไม้อีกต้นหนึ่ง มันก็ใกล้กับจุดที่บัวดินนอนสลบเพียงนิดเดียว
‘ฉันเคยนอนข้างศพมาแล้วอย่างนั้นเหรอ...ไม่นะ! ดีนะที่สลบไปและตื่นขึ้นมาในห้องขัง ถ้าตื่นมาแล้วเจอศพคงสลบไปอีกรอบแน่’บัวดินใบหน้าซีดเผือดนึกหวาดกลัวย้อนหลัง
“เหตุใดเอ็งจึงมาที่อโยธยาจนเป็เหตุให้หลงทางได้เล่า”หลวงอินเอ่ยถาม
“ก่อนที่ข้าจะมาที่นี่ข้าจำได้ว่าถือกล่องไม้โบราณ ที่ฝากล่องมีข้อความเขียนไว้ด้วยอักขระโบราณอะไรบางอย่างทำให้ข้ามองตามตัวอักษรไปเรื่อยๆ แล้วจู่ๆก็มีแสงสารพัดสีพุ่งขึ้นมาจากกล่อง จากนั้นข้าก็ไม่รับรู้อะไรอีกเลยจนกระทั่งไปฟื้นที่ห้องขังเ้าค่ะ”
หลวงอินนิ่งงันพลางครุ่นคิดครู่หนึ่งน้ำเสียงจึงเปลี่ยนเป็ขึงขังคล้ายไม่เชื่อนัก
“เอ็งกล่าวราวกับเอ็งหายตัวได้!”
“คงทำนองนั้นเ้าค่ะมันไม่ใช่แค่การหายตัวได้ธรรมดาแต่ข้าย้อนเวลามายังอดีตในสมัยอโยธยา”
หลวงอินนิ่งสนิทบัวดินจึงเอ่ยต่อไปโดยไม่ปิดบัง
“คุณหลวงจะเชื่อหรือไม่ก็ได้เ้าค่ะแต่ข้ามาจากกรุงเทพฯ ...ดินแดนที่เป็เมืองหลวงของแผ่นดินนี้ในอนาคต”
หลวงอินมองหน้าบัวดินอย่างใช้ความคิดแต่กลับไม่แสดงความรู้สึกทางสีหน้านั้นเลยหญิงสาวอยากรู้เหลือเกินว่าเขาคิดอะไรอยู่แต่ก็ไม่กล้าถาม
“นานเพียงใดเมืองสองแควจึงจะมิได้เป็เมืองหลวงแล้วเปลี่ยนเป็เมืองของเอ็ง”คุณหลวงเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวล
“เมืองสองแคว...คุณหลวงเรียกอยุธยาว่าเมืองสองแควหรือเ้าคะ”บัวดินเริ่มสับสนเสียแล้ว
“หาไม่...ปีมะแมนี้พระพุทธเ้าหลวงทรงย้ายไปประทับที่เมืองสองแควทรงตั้งนามเมืองใหม่ว่าพิษณุโลก ทรงพระราชดำริเห็นว่าราชการทางหัวเมืองเหนือหนักนักด้วยเมืองเชียงใหม่ตีกลองรบหมายทำศึกชิงเมืองทางเหนือเมื่อมีศึกแล้วรั้งอยู่ที่อโยธยาเกรงว่าจักมิทันการณ์ จำต้องเปลี่ยนอโยธยาเป็เมืองลูกหลวงมีพระบรมาาผู้เป็หนอพระพุทธเ้า องค์รัชทายาทอันดับที่หนึ่งปกครองบ้านเมือง...เอ็งยังมิตอบข้า” หลวงอินเอ่ยเสียงเข้มเจือความกังวล แม้เื่ที่บัวดินเอ่ยเล่ามานั้นจะเหลือเชื่อนักหากแต่เมื่อมองไปในแววตาของนางกลับไม่พบความหลอกลวงอยู่ในนั้นเลยแม้เพียงนิดจึงทำให้เขารู้สึกเชื่อโดยมิต้องอาศัยสิ่งใดมายืนยัน
“ก่อนอื่นข้าต้องขอถามก่อนว่าพระพุทธเ้าหลวงในสมัยนี้มีพระนามว่าอะไรข้าจึงจะบอกได้ว่าอีกนานแค่ไหน”
“สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ”
“หา!” บัวดินอุทานลั่น
หญิงสาวยืนนวดขมับสองข้างรู้สึกมึนงงไปหมด
“เหตุใดเ้าจึงใเยี่ยงนี้”คุณหลวงใจนหน้าถอดสี
“ข้าแค่ใที่ตัวเองย้อนเวลามาไกลขนาดนี้มาสมัยอโยธยาตอนต้นเลยหรือ เท่าที่ข้าเคยเรียนในหนังสือประวัติศาสตร์จำได้คร่าวๆว่าเมื่อสิ้นสุดรัชกาลนี้ อโยธยาก็จะกลับมาเป็เมืองหลวงอีกครั้ง แล้วอีกนานเ้าค่ะกว่าที่อโยธยาจะเสียกรุง”
“เสียกรุงรึ! เอ็งอย่าเอ่ยคำนี้ให้ใครได้ยินเล่า จักเป็ภัยมาสู่ตัว เขาจักคิดกล่าวหาว่าเอ็งเป็ฏ”ชายหนุ่มเอ่ยเสียงตื่น
“ขอโทษเ้าค่ะแต่สรุปคืออีกหลายร้อยปีกว่ากรุงจะแตก ต่อมาอโยธยาก็จะมีกษัตริย์ผู้กล้าหาญกอบกู้เอกราชทำให้เราไม่ตกเป็เมืองขึ้นของใครจวบจนสมัยของข้าคุณหลวงสบายใจได้” บัวดินยิ้มกว้างให้เขา แต่สีหน้าเขาก็ยังไม่สู้ดีนัก
“เอ็งเอ่ยราวกับโหรพราหมณ์ทำนายทายทักข้าหาเย็นใจได้ไม่” หลวงอินเอ่ยอย่างร้อนใจ
ถึงแม้การสู้รบจากหัวเมืองเหนือต่างๆจะเบาบางลงหลังจากพระพุทธเ้าหลวงได้เสร็จไปครองเมืองพิษณุโลกแต่ทหารเช่นเขาก็มิอาจนิ่งนอนใจได้หากว่างเว้นจากการสืบคดีความก็จะไปซ้อมสู้รบเช่นนายทหารทุกคนในอาณาจักรเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ที่อาจมีขึ้นเมื่อใดก็ยากคาดเดา
บัวดินหารู้ไม่ว่าตนได้อยู่ที่อโยธยาในปีมะแมจุลศักราช ๘๒๕ หรือพุทธศักราช ๒๐๐๖ ยามนี้มีเื่การาระหว่างสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถกับพระเ้าติโลกราชหรือท้าวลกผู้เป็พระเ้าแผ่นดินเมืองเชียงใหม่ โดยพระเ้าติโลกราชยกทัพหมายตีเมืองสุโขทัย
“ข้าเกิดในสมัยรัตโกสินทร์รัชกาลที่ ๙ ปัจจุบันคือรัชกาลที่ ๑๐ สมัยของข้าต้องเรียนเกี่ยวกับประวัติของอโยธยาด้วยแต่จำไม่ค่อยได้เท่าไรตอนนี้ข้าอายุยี่สิบห้าปีแล้ว มีอาชีพเป็ตำรวจหน้าที่เดียวกับคุณหลวง”
หลวงอินหันมามองหน้าบัวดินอย่างคาดไม่ถึงแล้วเผยยิ้มออกมา
“มิน่าเล่าเอ็งจึงมีท่วงท่าห้าวหาญนัก”
บัวดินยิ้มเขินเมื่อถูกชมซึ่งๆหน้า
“หากแต่ข้ามิใช่ตำรวจหลวงดอกข้าสังกัดกรมพระนครบาล เป็เ้ากรมกองตระเวนขวา”
บัวดินนิ่งคิดเล็กน้อยก่อนจะจำได้ว่าสมัยก่อนตำรวจไม่ได้มีหน้าที่เหมือนกับเธอในยุคสมัยใหม่แต่มีหน่วยงานอื่นที่ทำหน้าที่คล้ายกับเธอนั้นก็คือกองงานของหลวงอินทราบดีศรีราชนั้นเองเธอมองหลวงอินทราบดีศรีราชราวกับจะจดจำใบหน้าทุกสัดส่วนของเขาไว้ในความทรงจำไม่อยากเชื่อเลยว่าตนเองจะยืนคุยเป็ฉากๆ กับต้นตำรับตำรวจตัวจริงเสียงจริงเช่นนี้หารู้ไม่ว่าสายตาชื่นชมระคนปลาบปลื้มแบบปิดไม่มิดนี้ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกขัดเขินจนทำหน้าไม่ถูก
“ในยุคของเอ็งแม่หญิงเป็ตำรวจได้ด้วยรึ”
“ได้เ้าค่ะผู้หญิงเข้าทำงานได้แทบทุกอย่างเลย ข้าอยู่กรมตำรวจนครบาล เพราะฝันมาั้แ่เด็กแล้วว่าจะได้ช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนได้สืบคดีความ ตามจับคนร้าย”
“เหตุใดจึงต้องจับคนร้ายด้วยเล่าตำรวจหลวงมิใช่ต้องอารักขาองค์เหนือหัวหรือสืบข่าวพวกฏและข้าศึกดอกรึ” คุณหลวงขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
คำถามของเขาทำเอาบัวดินถึงกับกุมขมับเพราะไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี
“คือ...การทำงานของตำรวจเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยเ้าค่ะหน้าที่ของท่านคล้ายกับอาชีพตำรวจของข้า ตอนนี้ข้าเป็ตำรวจหลงยุคหลงสมัยอยากกลับบ้านใจจะขาดถ้าหากล่องไม้ที่พาข้ามาที่นี่พบก็น่าจะกลับบ้านได้”
บัวดินเห็นแววตาสลดลงของหลวงอินแต่มันก็เป็เพียงครู่เดียวเท่านั้น ก่อนที่สีหน้าของเขาจะปรับเป็ปกติ
“ข้าเคยมาตรวจที่นี่แล้วแต่มิพบสิ่งใดเลย”
หญิงสาวถอนใจอย่างหมดหวังแต่ก็ไม่ละความพยายาม เธอเดินหากล่องต่อไป ส่วนหลวงอินก็ช่วยหาอีกแรงหนึ่งแต่หาเท่าไรก็หาไม่พบบัวดินถอนหายใจหนักหน่วงอย่างหมดกำลังใจ ไม่รู้จะหากล่องใบนั้นได้อย่างไรส่วนหลวงอินนั้นลอบมองเสี้ยวหน้าของหญิงสาวด้วยความรู้สึกหลากหลายบ้างก็เห็นใจที่นางพลัดถิ่นแม้คาดการณ์ว่ากล่องไม้นั้นจะพากลับไปยังบ้านเกิดได้แต่กลับหามิพบส่วนอีกใจหนึ่งก็รู้สึกสมใจที่หาเ้าสิ่งนี้ไม่เจอ
‘หากนางหากล่องไม้ใบนั้นไม่พบนางจักอยู่ที่นี่ต่อหรือไม่หนา’