ค่ำคืนช่างยาวนาน
ในสำนักงานฝ่ายตรวจสอบวินัยของเทศมณฑลจิงหลิน ซึ่งมีห้องพิเศษ ด้านในมีโต๊ะยาวและเก้าอี้วางสองด้าน ซึ่งด้านหนึ่งมีสามตัว
และปัจจุบันหลิวชิงหยู่ถูกพาตัวเข้ามาในห้องห้องนี้
เก้าอี้กลางเป็น หนิ่วเจี้ยนกั๋วเลขาธิการฝ่ายตรวจสอบวินัย ทางซ้ายและขวาก็คือ ฟู่จ้งเฉวียน รองเลขาธิการฝ่ายตรวจสอบวินัยและเหอจื่อฮวา ผู้อำนวยการสำนักงานฝ่ายตรวจสอบวินัย ทั้งสองคนนี้คือคนที่หนิ่วเจี้ยนกั๋วไว้วางใจให้ทำการสอบสวนหลิวชิงหยู่
เมื่อหลิวชิงหยู่เดินเข้ามาในห้องก็กวาดตามองสภาพแวดล้อมรอบๆตัว จากนั้นเขาก็มองไปยังทั้งสามด้วยรอยยิ้มที่เย้ยหยัน
แม้เขาจะไม่เคยคลุกคลีในแวดวงการเมือง และในฐานะหัวหน้าหน่วยรบพิเศษเขาอาจจะไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับการสอบปากคำศัตรู แต่เขาก็เคยเห็นห้องต่างๆ ตลอดจนวิธีการสอบปากคำ เก็บข้อมูล เขาสรุปได้ทันทีว่า เหล่าผู้ทรงอิทธิพลจากฝ่ายตรวจสอบวินัยได้กำหนดเขาเป็นเป้าหมาย
ดังนั้นในฐานะอดีตหัวหน้าหน่วยรบพิเศษ เขาจะกลัวกับแผนการเด็กเล่นหรือ เขาจะปล่อยให้พวกหนิ่วเจี้ยนกั๋วทำความปรารถนาสำเร็จได้อย่างไร
หลิวชิงหยู่ไม่ได้นั่งลงบนเก้าอี้ เพราะถ้าเขานั่งมันจะคล้ายกับว่าเขาตกเป็นผู้ต้องหาที่ถูกสอบสวน เขาเดินไปพิงไหล่บริเวณราวเหล็กริมหน้าต่างแล้วหยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบพลางมองทั้งสามคนอย่างเย็นชา
“หลิวชิงหยู่ ใครให้คุณสูบบุหรี่ รีบมานั่งลงซะ” ฟู่จ้งเฉวียนตบโต๊ะแล้วตะโกนตำหนิทันที
หลิวชิงหยู่มองไปยัง ฟู่จ้งเฉวียนด้วยความรังเกียจเหยียดหยามแล้วพูดว่า “คุณเป็นใคร คุณมีคุณสมบัติจะมานั่งโต๊ะเดียวกับผมหรอ”
“ผม ฟู่จ้งเฉวียนรองเลขาธิการฝ่ายการตรวจสอบวินัย แน่นอนว่าผมมีคุณสมบัติที่จะนั่งร่วมโต๊ะ ดังนั้นคุณต้องมานั่งแล้วตอบคำถามมา” ฟู่จ้งเฉวียนตะโกนใส่หลิวชิงหยู่ทันที
หลิวชิงหยู่แบมือออกมาพร้อมทำท่าทางไม่แยแสแล้วพูดว่า “รองเลขาฟู่ คุณเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่นะ จะมาหุนหันพลันแล่นโหวกเหวก มันจะทำให้เลขาธิการหนิ่วตัดคะแนนความประพฤติคุณเอานะ”
หลิวชิงหยู่พูดจบ ก็มองไปยังหนิ่วเจี้ยนกั๋วแล้วพูด “เลขาธิการหนิ่ว สิ่งที่คุณทำมันย้อนแย้งกับที่คุณบอกมาก คุณบอกให้ผมมาที่นี่และให้ความร่วมมือกับการสอบสวน แต่แทนที่คุณจะขอความร่วมมือกับผมดีๆ แต่กลับปฏิบัติทำผมเหมือนเป็นผู้ร้าย ไม่คิดว่าสิ่งที่คุณทำมันมากเกินไปหน่อยหรอ”
คำพูดของหลิ่วชิงหยู่ แม้จะดูเรียบง่ายแต่ก็เปี่ยมด้วยแรงกดดัน ที่ถาโถมเข้าใส่หนิ่วเจี้ยนกั๋ว
หนิ่วเจี้ยนกั๋วได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มแล้วพูดออกไปอย่างเย็นชา “หลิวชิงหยู่คุณไม่ต้องมาพูดหว่านล้อมเล่นลิ้น ไม่ว่าจะยังไงคุณก็ต้องให้ความร่วมมือกับเราแต่โดยดี ดังนั้นนั่งลงแล้วสารภาพมาซะ”
หลิวชิงหยู่ยิ้มเยาะแล้วพูดว่า “ขอโทษนะ เลขาธิการหนิ่วผมหลิวชิงหยู่ไม่รู้ว่าตัวเองทำผิดอะไร ดังนั้นช่วยบอกผมที ผมจะได้ทำความเข้าใจเรื่องราวก่อน”
อึก! เหอจื่อฮวาเห็นว่าหลิวชิงหยู่ กล้าท้าทายหนิ่วเจี้ยนกั๋ว เขาก็แสร้งทำเป็นโกรธ เขารู้ดีว่าเวลานี้คือเวลาที่จะได้แสดงความจงรักภักดี ดังนั้นเขาจึงตบโต๊ะอย่างแรงแล้วพูดด้วยความเดือดดาลว่า “หลิวชิงหยู่ คุณควรก้มมองเงาหัวตัวเองบ้าง ตอนนี้คุณถูกต้องข้อสงสัยว่าละเมิดวินัยร้ายแรง และก่ออาชญากรรม เพียงแค่สองข้อนี้ก็พอแล้วที่ผมจะลงโทษคุณ แต่คุณกลับกล้าพูดกับ เลขาธิการหนิ่ว...”
ก่อนที่เหอจื่อฮวาจะพูดจบ หลิวชิงหยู่ก็ขัดจังหวะทันที “หุบปากไปซะ ฉันกำลังคุยกับเลขาธิการหนิ่ว นายคิดว่าตัวเองเป็นใคร”
หลิวชิงหยู่ตำหนิอีกฝ่ายแล้วถามว่า เหอจื่อฮวาเป็นใคร มันจึงทำให้เหอจื่อฮวาโกรธมาก “ฉันคือเหอจื่อฮวา ผู้อำนวยการสำนักงานฝ่ายตรวจสอบวินัย”
ได้ยินเหอจื่อฮวาตอบมาแบบนี้หลิวชิงหยู่ก็คาบบุหรี่แล้วเดินเข้าไปหาเหอจื่อฮวา ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “เหอจื่อฮวาอย่างนั้นหรือ ลองบอกมาสิ ว่าฉันเป็นใคร”
เมื่อเห็นว่าหลิวชิงหยู่เดินเข้ามาใกล้ๆตัว ใจของเหอจื่อฮวาก็หล่นวูบ เขาตระหนักได้ทันทีว่าอีกฝ่ายเป็นคนบ้าบิ่นมุทะลุ กล้าทุบตีแม้กระทั่งผู้ว่าการเสวี่ยแถมยังไม่ถูกลงโทษอะไรมากมายด้วย ดังนั้นเพื่อเอาตัวรอดเขาจึงโบกมือแล้วพูดขึ้นว่า “สหายหลิวชิงหยู่ ผมแค่อารมณ์ร้อนไปหน่อย ผมไม่ได้ตั้งใจจะพูดข่มขู่คุณแบบนั้น”
หลิวชิงหยู่เดินไปประชิดเหอจื่อฮวา เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายถูกสยบแล้วเขาก็ปรายตามองอย่างเย็นชาแล้วพูดว่า “จำไว้ว่า ต่อให้เป็นอาวุโสอายุเยอะขนาดไหน และถึงแม้ว่าฉันหลิวชิงหยู่จะเป็นคนอารมณ์ดี แต่ก็มีบางช่วงที่อารมณ์แปรปรวนง่าย และฉันก็ไม่รังเกียจที่จะใช้วิธีที่ง่ายที่สุดแก้ปัญหา”
หลิวชิงหยู่ยิ้มให้หนิ่วเจี้ยนกั๋ว แล้วพูดอย่างใจเย็นว่า “เลขาธิการหนิ่ว คุณเป็นหัวหน้า น่าจะมีอำนาจมากกว่าพวกเขา หากคุณต้องการให้ผมร่วมมือผมก็ไม่มีปัญหาใดๆ แต่ช่วยหาเก้าอี้ที่มันนั่งสบายมากกว่านี้ให้ผมหน่อยจะได้ไหม”
หนิ่วเจี้ยนกั๋วเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดแต่แรก การพูดคุยของเหอจื่อฮวา กับหลิวชิงหยู่เห็นชัดว่า หลิวชิงหยู่จงใจยั่วให้เหอจื่อฮวาโกรธ ก่อนจะมอบความหวาดกลัวโดยการสะกดข่ม ซึ่งก่อนหน้านี้ที่เขานิ่งเฉยเพราะเขาจงใจให้เรื่องราวมันเลยเถิด เพื่อหาเรื่องมาลงโทษหลิวชิงหยู่ด้วยการกักตัวไว้ที่นี่สามวัน ซึ่งการถูกคุมขังมันจะถูกบันทึกไว้ในประวัติ ทำให้เส้นทางอาชีพในอนาคตของหลิวชิงหยู่จบสิ้นลง แต่เขาไม่คิดว่าเหอจื่อฮวาจะขี้ขลาดแบบนี้ มันทำให้เขาพูดไม่ออก เห็นชัดว่าหลิวชิงหยู่แม้จะอายุน้อย แต่เขาก็ฉลาดเฉลียวไม่สามารถจัดการได้ง่ายๆ
ดังนั้นเขาจึงพูดกับเหอจื่อฮวาว่า “ออกไปหาเก้าอี้มาให้เขา”
เหอจื่อฮวารีบลุกขึ้นออกไปหาเก้าอี้ให้หลิวชิงหยู่ทันทีที่ได้ยิน
หลิวชิงหยู่เมื่อได้เก้าอี้ใหม่มาก็พบว่ามันเป็นเก้าอี้สำนักงาน เขาจึงสไลด์มันออกไปแล้วพิงพนักบนเก้าอี้พร้อมวางขาไว้บนเก้าอี้ตัวเก่า พลางกอดอกพูดว่า “เอาล่ะ ตอนนี้ถ้าคุณมีคำถามใดๆ ก็ถามมา ผมจะให้ความร่วมมือในการตอบ”
เห็นความเย่อหยิ่งของหลิวชิงหยู่ จมูกของหนิ่วเจี้ยนกั๋วก็หดแคบ เขารู้ดีว่าหลิวชิงตาฝาดยู่เป็นคนที่บ้าบิ่นถึงขั้นกล้าทุบตีเสวี่ยเหวินหลง แน่นอนเขาไม่สามารถจัดการกับความเย่อหยิ่งและหยาบคายนี้ได้ เขาจึงกล่าวออกไปว่า “ หลิวชิงหยู่ คุณอธิบายมาสิว่าทำไมคุณถึงทุบตีชาวบ้านเหล่านั้น คุณขัดผลประโยชน์อะไรกับพวกเขา”
หลิวชิงหยู่ทำท่าผงะแล้วพูดออกไปว่า “ชาวบ้าน ชาวบ้านอะไร เลขาธิการหนิ่วคุณละเมอตาฝาดหรอ ผมเคยตีชาวบ้านเมื่อไหร่”
“หลิวชิงหยู่อย่ามาแกล้งโง่ทำไขสือ ผมเห็นวิดีโอคลิปหนึ่งที่คุณทุบตีชาวบ้าน คุณในตอนนั้นถือท่อเหล็กแล้วพุ่งเข้าไปตีชาวบ้านอย่างรุนแรง ทำไมคุณถึงกล้าทุบตีชาวบ้านโหดร้ายแบบนั้น คุณยังมีใจที่จะรับใช้ประชาชนอยู่อีกไหม คุณยังมีคุณสมบัติพอที่จะเป็นนายกเทศมนตรีได้อีกหรือ” หนิ่วเจี้ยนกั๋ว ตะคอกใส่ด้วยความโกรธ
หลิ่วชิงหยู่มองไปยังหนิ่วเจี้ยนกั๋ว เขาเม้มปากแล้วพูดประโยคหนึ่งออกไป “จะยัดข้อหา คำอธิบายย่อมไร้ความหมาย พอจะเคยได้ยิน แต่ก็เพิ่งจะเคยเห็น ทุเรศ น่าสมเพชและน่ารังเกียจ! ”
หลังจากพูดจบ หลิวชิงหยู่ก็มองขึ้นบนหลังคา ขณะที่ยังคงสูบบุหรี่
เห็นแบบนั้นหนิ่วเจี้ยนกั๋วก็ลุกขึ้นด้วยความโกรธ แล้วพูดทิ้งท้ายไว้ว่าให้ทบทวนให้ดีๆก่อนเดินจากไป
เมื่อออกมานอกประตู หนิ่วเจี้ยนกั๋วก็หยิบโทรศัพท์แล้วโทรหาเสวี่ยเหวินหลง “คุณเสวี่ยคุณจะให้ผมใช้มาตรการอะไรจัดการกับหลิวชิงหยู่ดี ปากของเด็กคนนี้แข็งมาก เขาไม่ยอมเผยอะไรออกมาเลย”
หลังจากได้ยินคำพูดของหนิ่วเจี้ยนกั๋ว ใบหน้าของเสวี่ยเหวินหลงก็หมองลง เขาพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “เหล่าหนิ่ว ผมขอแนะนำให้คุณคิดหาวิธีให้ดีๆก็แล้วกัน หวังจื่อเฉียงกับเซี่ยเจิ้งเต๋อกำลังร่วมมือกันเพื่อช่วยหลิวชิงหยู่ ท่าทีของหวังจื่อเฉียงทำให้ผมรู้สึกตกใจเล็กน้อย ดังนั้นเรื่องหลิวชิงหยู่มันจะเป็นการดีที่สุดถ้าไม่ให้คนภายนอกเข้ามาแทรกแซง”
ได้ยินเสวี่ยเหวินหลงพูดหน้าของหนิ่วเจี้ยนกั๋วก็เริ่มไม่สู้ดี เดิมเขาคิดว่าเสวี่ยเหวินหลงจะให้การสนับสนุนพร้อมกับให้คำแนะนำ แต่เขาไม่คิดเลยว่า เสวี่ยเหวินหลงกลับเตือนให้เขาระวังแทน ทำให้เขารู้สึกไม่พอใจอย่างมาก
หลังจากวางสาย หนิ่วเจี้ยนกั๋วก็กัดฟัน แล้วพูดด้วยความโกรธทันที “เสวี่ยเหวินหลง นายอาจกลัวแต่ฉันหนิ่วเจี้ยนกั๋วไม่ ถ้าเลขาธิการคณะกรรมาธิการผู้ทรงอำนาจไม่สามารถเอาชนะนายกตำบลเล็กๆ อย่างหลิวชิงหยู่ได้ ก็ให้รู้ไป” เมื่อคิดแบบนั้นเขาก็เรียกลูกน้องสองคนเข้ามา ก่อนจะกระซิบบางอย่างเล็กน้อย จากนั้นเขาก็เดินไปนั่งห้องข้างๆ แล้วจ้องไปยังจอมอนิเตอร์ ซึ่งผู้บังคับบัญชาของเขาก็ยังคงนั่งสอบสวนหลิวชิงหยู่ตามแผนการ และเขาเชื่อว่าหลิวชิงหยู่ต้องหาวิธีการเอาตัวรอดอย่างแน่นอน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มันเกิดขึ้น เขาจึงเฝ้าดูหลิวชิงหยู่ ในเวลานี้บอกตามตรงเขาเองก็มีความสุขเล็กน้อยที่ได้เห็นหลิวชิงหยู่ถูกกักตัวอยู่ในห้องสอบสวน ผ่านจอมอนิเตอร์