กำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท

    ตอนที่ 50 อดีตคู่หมั้น

         แสงของดวงตะวันในยามเย็นที่สาดแสงสีทองลงมาตบกระทบร่างของแอเรียสในยามนี้มันช่างทำให้เขาดูสง่างามขึ้นไม่น้อย  หากเป็นเมื่อกาลก่อนที่แอเรียสเป็นเพียงเด็กหนุ่มผู้ไร้พลังเวทภาพลักษณ์ของเขาก็คงจะเป็นได้แค่เพียงเด็กหนุ่มผู้ไร้ค่าที่กำลังยืนอาบไล้แสงอาทิตย์อย่างน่าอดสู  แต่ในยามนี้เขาไม่ใช่แอเรียสคนเดิมอีกต่อไป  เขากลายเป็นนักเวทที่แข็งแกร่งผู้ครอบครองอันดับหนึ่งในหมู่นักเวทรุ่นเยาว์ของเมืองเบอเนียร์ หญิงสาวหลายคนต่างมองมายังเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหลงใหล  เหล่าผู้คนต่างมองมาทางแอเรียสด้วยความชื่นชมและอิจฉา แม้ระดับผู้ใช้มนตราอาจจะไม่สามารถนับได้ว่าแข็งแกร่งนักในเมืองเบอเนียร์แห่งนี้  แต่แอเรียสพึ่งจะมีอายุได้เพียงสิบหกปีเท่านั้น ความแข็งแกร่งในอนาคตของเขานับว่าไม่อาจจะประเมินได้  และไม่แน่ว่าสักวันหนึ่งเขาอาจจะกลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่งกว่าดยุคโคเว่นก็เป็นไปได้

     

         แม้กาลเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด แต่กฎเกณฑ์ที่ฝังลึกลงไปกลายเป็นพื้นฐานของโลกใบนี้ก็ยังคงอยู่  เหล่าผู้คนต่างชื่นชมและเกรงกลัวผู้ที่แข็งแกร่ง  ผู้อ่อนแอก็เป็นได้เพียงวัชพืชที่ถูกผู้คนเหยียบย่ำและมองข้ามไป  แอเรียสเองก็ย่อมเข้าใจกฎเกณฑ์ข้อนี้เป็นอย่างดี 

     

         เสียงตะโกนและเสียงปรบมือของเหล่าผู้คนยังคงดังกึกก้องไปทั่วบริเวณงานประลอง แต่นี้ต่อไปคงไม่มีใครในเมืองเบอเนียร์แห่งนี้ที่ไม่รู้จักนามของแอเรียสอีกต่อไปแล้ว และนี่ยังทำให้ชื่อเสียงของตระกูลสการ์เชียเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อย  ฟาร์ฮานเองก็นั่งยิ้มแก้มแทบปริ มีผู้คนมากหน้าหลายตาหลายคนแวะเวียนมาทักทายและชื่นชมความสามารถของแอเรียสกับฟาร์ฮานอย่างไม่ขาดสาย 

     

          “ ท่านพี่ข้าไม่อยากจะเชื่อจริงว่าวันนี้จะมาถึง  วันที่แอเรียสเติบโตกลายเป็นนักเวทที่แข็งแกร่ง  ต่อไปนี้เราคงไม่ต้องห่วงเรื่องที่จะมีผู้ใดมารังแกเขาได้อีกต่อไปแล้ว“

     

         มาเรียพูดกับอัลเบิร์ตด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตื้นตัน  สายตาจ้องมองไปยังแอเรียสเต็มไปด้วยความภูมิใจ  มีหยดน้ำเล็กๆเอ่อลดอยู่ในดวงตาคู่นั้น มันเป็นหยดน้ำตาที่เต็มไปด้วยความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นางยังคงจดจำวันที่นางคัดค้านไม่ให้แอเรียสเข้าร่วมการประลองได้เป็นอย่างดี ในวันนั้นนางเป็นห่วงว่าแอเรียสอาจจะได้รับอันตรายจากการต่อสู้ แต่เมื่อนางเห็นพลังของแอเรียสในวันนี้นางก็รับรู้ได้ว่าไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นห่วงอีกต่อไป

     

         “ ข้าเองก็ไม่อยากจะเชื่อเช่นกัน  แม้ข้าจะรู้ว่าพรสวรรค์ของแอเรียสมีมากกว่านักเวททั่วไปแต่ข้าก็ไม่คาดคิดเลยจริงๆว่าลูกของเราจะแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้  ข้าเชื่อว่าสักวันหนึ่งเขาจะต้องกลายเป็นนักเวทที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างแน่นอน“

         อัลเบิร์ตหันไปตอบมาเรียด้วยรอยยิ้ม เขาเองก็ภูมิใจในตัวของแอเรียสไม่ต่างจากมาเรีย และเขาเองก็รู้ดีว่าอนาคตของแอเรียสจะต้องแข็งแกร่งเกินกว่าที่ทุกคนจะคาดเดาได้  แอเรียสเองพึ่งฝึกฝนเวทมนตร์ได้เพียงไม่กี่เดือนเท่านั้นแต่ความสำเร็จของเขากลับรุจหน้าไปกว่าคนที่ฝึกฝนเวทมนตร์มากว่าหกปีอย่างมาเชลเสียอีก เขาไม่อยากจะจินตนาการเลยว่าหากแอเรียสเริ่มต้นฝึกฝนเวทมนตร์ตั้งแต่อายุสิบสองปีเฉกเช่นผู้อื่นความแข็งแกร่งของเขาจะเป็นเช่นไร

     

         “ ข้าจะขอประกาศผู้ที่ได้รับอันดับหนึ่งในงานประลองครั้งนี้อย่างเป็นทางการ! นามนั้นคือ  แอเรียส สการ์เชีย !! “

     

         เสียงประกาศจากร็อกโก้ดังไปทั่วบริเวณ มันทำให้เสียงของเหล่าผู้คนที่พึ่งเงียบลงไปดังก้องขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งเสียงปรบมือและเสียงตะโกนกึกก้องด้วยความดีใจราวกับว่าพวกมันเป็นผู้ที่ได้รับอันดับหนึ่งเสียเอง ความดีใจของเหล่าผู้คนเหล่านั้นยังดูมากกว่าความดีใจที่แสดงออกมาจากใบหน้าของแอเรียสผู้ที่ได้รับอันดับหนึ่งเองเสียอีก 

     

         แอเรียสทำเพียงยิ้มตอบรับเบาๆก่อนจะก้าวไปรับของรางวัลมาจากร็อกโก้ รางวัลของผู้ที่ได้รับอันดับหนึ่งนับได้ว่าเป็นจำนวนเงินมหาศาลสำหรับผู้คนทั่วไป  แค่เงินจำนวนหนึ่งแสนเหรียญคริสตัลมันสามารถทำให้ผู้คนธรรมดาสามารถใช้ได้อย่างสุขสบายไปหลายปีแล้ว  และไหนยังจะมีเกราะเพลิงนิลอีกหนึ่งชิ้น  ซึ่งมันเป็นถึงอุปกรณ์เวทระดับกลาง ยามที่แอเรียสถือเกราะนี้เอาไว้ในมือมันทำให้หลายคนอดไม่ได้ที่จะต้องจ้องมองมายังแอเรียสด้วยความอิจฉา        

     

         “ ก็นับว่าเป็นเกราะที่ไม่เลวนัก  ส่วนผสมหลักดูเหมือนจะเป็นเหล็กเบาสินะ  สลักวงจรเวทเพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเกราะ  ถึงการสลักวงจรจะมีบางช่วงที่เส้นวงจรไม่สม่ำเสมอไปบ้างแต่นับว่าไม่แย่นัก“

     

         แอเรียสบ่นพึมพำออกมาเล็กๆพร้อมพิจารณาเกราะเพลิงนิลที่อยู่ในมือ  เกราะเพลิงนิลนั้นเป็นเกราะเบาสีเงินสร้างมาจากเหล็กเบาทำให้ผู้สวมใส่ค่อนข้างมีความคล่องตัวยามเคลื่อนไหว  บนตัวเกราะสลักเอาไว้ด้วยลวดลายของเปลวเพลิงสีดำที่ลุกโชนราวกับเปลวอัคคี  มันอาจจะนับได้ว่าเป็นของล้ำค้าสำหรับผู้คนทั่วไป  เพราะหากตีราคาคร่าวๆของมันแล้วก็คงจะมากกว่าสองแสนเหรียญคริสตัล

     

         หลังจากมองดูมันอยู่ไม่นานในที่สุดแอเรียสก็เลือกจะนำมันเก็บเอาไว้ในแหวนมิติ เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมองรอบๆเขาก็เห็นสายตาของหลายคนที่จ้องมองมายังเขาด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย  ไม่ว่าจะเป็นชื่นชม  อิจฉา หรือแม้แต่หวาดกลัว แต่แอเรียสเองก็เลือกที่จะไม่สนใจต่อสายตาเหล่านั้น

     

         แต่ไม่ใช่มีเพียงแอเรียสเท่านั้นที่ได้รับรางวัล  เหล่าผู้เข้าร่วมการประลองที่ได้อันดับสี่สิบคนแรกก็ได้รับเงินรางวัลเช่นกัน  โดยรางวัลของแต่ละคนก็จะลดหลั่นกันไปตามลำดับ  ซึ่งดูจากเงินรางวัลทั้งหมดที่แจกจ่ายให้ผู้เข้าร่วมการประลองก็ทำให้รู้ว่าตระกูลฮาร์เกนเองก็ร่ำรวยอยู่ไม่น้อย เพราะเพียงแค่เงินรางวัลทั้งหมดรวมกันก็มากกว่าหนึ่งล้านเหรียญคริสตัลเข้าไปแล้ว

     

        และนอกจากรางวัลทั่วไปแล้วยังมีรางวัลพิเศษสำหรับผู้ที่ได้รับอันหนึ่งถึงอันดับเก้า  เป็นรางวัลพิเศษที่ร็อกโก้ได้ประกาศเอาไว้ตั้งแต่เริ่มการประลองแล้ว คือทั้งเก้าคนจะได้รับสิทธิให้เข้าไปยังดินแดนภูตสวรรค์ในอีกสามวันข้างหน้า

     

          ดินแดนภูตสวรรค์นั้นคือสถานที่ลึกลับที่เคยมีเหล่าภูตอาศัยอยู่แม้จะไม่เคยมีผู้ใดพบเจอเหล่าภูตมาเนิ่นนานแล้วก็ตาม  ซึ่งตามข่าวลือบอกเอาไว้ว่าในดินแดนแห่งนั้นยังคงมีทรัพย์สมบัติของเหล่าภูตซุกซ่อนเอาไว้อีกจำนวนไม่น้อย  นี่จึงทำให้เหล่าผู้ที่จะได้เข้าไปในดินแดนภูตสวรรค์รู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย  แม้แต่แอเรียสก็ไม่เป็นข้อยกเว้น  ‘ หวังว่าดินแดนภูตสวรรค์จะมีเรื่องสนุกๆให้ข้าทำบ้างนะ และหากได้สมบัติติดไม้ติดมือมาสักชิ้นสองชิ้นก็คงไม่เลวนัก  หรือถ้าได้เจอกับภูตสักตนก็คงดีไม่น้อย ‘แอเรียสคิดในใจด้วยความคาดหวัง

     

         หลังจากที่แจกจ่ายเงินรางวัลเสร็จแล้วหลายคนก็เริ่มเดินแยกย้ายจากกันไป แต่ก็ยังมีนักเวทหลายคนที่จับกลุ่มพูดคุยกันเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ในการประลองครั้งนี้ บางคนก็เดินไปหามิตรสหายที่รู้จักกันเพื่อทักทาย แต่บางคนก็เลือกที่จะไม่สนใจผู้ใดดังเช่นแอเรียส  หรือสเวนนักเวทเผ่าลูกครึ่งอสูรที่ดูจะโดดเดี่ยวที่สุดในงานประลองครั้งนี้

     

          “ เอ่อ..แอเรียสเจ้าจำข้าได้หรือไม่“

     

          เสียงอันอ่อนหวานดังมาจากด้านข้างของแอเรียส 

     

         “ เจ้านั่นเอง  จำได้สิทำไมข้าจะจำเจ้าไม่ได้ “

     

         เมื่อแอเรียสหันไปมองตามทิศทางของต้นเสียงเขาก็พบกับหญิงสาวนางหนึ่งที่ค่อนข้างคุ้นตา  เขาส่งยิ้มเล็กๆที่มุมปากให้กับนาง มันเป็นยิ้มที่ดูยากจะคาดเดาแต่ก็ทำให้นางรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย

     

          ใบหน้าของนางจัดได้ว่าเป็นหญิงสาวที่สวยคนหนึ่งในเมืองเบอเนียร์  แก้มของนางแดงระเรื่อเล็กน้อยด้วยความเขินอายเล็กน้อย เรือนผมสีดำยาวสลวยตัดกับผิวกายที่ขาวราวไข่มุกมันทำให้ใบหน้าของนางดูงามขึ้นไม่น้อย นางรวบรวมความกล้าอยู่นานพอควรกว่าที่นางจะก้าวเขามาทักทายแอเรียสเช่นนี้  

     

         นางหาใช่ใครที่ไหนแต่คือโซเฟียร์หลานสาวเพียงคนเดียวของคาซัสผู้นำแห่งตระกูลฮอบซัสนั่นเอง ความจริงแล้วนางค่อนข้างประหม่าเล็กน้อยและไม่กล้าที่จะเข้ามาพูดคุยกับแอเรียส แต่เมื่อเห็นแอเรียสพูดคุยกับนางจึงทำให้นางรู้สึกใจชื้นขึ้นไม่น้อย

     

        การที่มีสาวงามเดินมาพูดคุยกับแอเรียสเช่นนี้มันทำให้นักเวทหนุ่มหลายคนต้องมองมายังแอเรียสด้วยความอิจฉา หากสายตาและความอิจฉาของผู้คนสามารถเผาไหม้ผู้อื่นได้ ร่างของแอเรียสก็คงจะถูกเผาจนไม่เหลือแม้แต่เถ้าธุลีไปแล้ว  แต่น่าเสียดายที่พวกมันทำได้เพียงเฝ้ามองและเก็บความอิจฉานั้นเอาไว้ได้เพียงในใจ

     

         “  ข้าดีใจจริงๆที่ข้ายังจดจำข้าได้  ข้าคิดว่าเจ้าจะจำข้าไม่ได้เสียอีก  ข้าเองก็เข้าร่วมการประลองด้วยแต่เจ้าคงจะมองไม่เห็นข้าหรอก แต่ข้าเองเฝ้ามองดูเจ้าอยู่ตลอดงานประลองเลยรู้รึไม่ ข้าไม่คิดเลยจริงๆว่าเจ้าจะแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้  เจ้าดูเปลี่ยนไปมากจนข้าแทบจะจำไม่ได้เลยรู้ไหม“

     

         โซเฟียร์พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน  พร้อมมองมาทางแอเรียสด้วยสายตาหว่านเสน่ห์ ท่าทางของนางที่แสดงออกมาด้วยความเคอะเขินในวันนี้ไม่เหมือนกับนางที่แอเรียสเคยพบเจอในวันวานเลยแม้แต่น้อย หากเขาไม่เคยรู้จักนางมาก่อนเขาคงจะหลงไปกับความงดงามภายนอกของนางไปแล้ว   

     

         “ ข้าไม่คิดจริงๆว่าคุณหนูโซเฟียร์จะชื่นชมข้าเช่นนี้  เป็นเกียรติแก่ข้าผู้นี้จริงๆ “

     

         แอเรียสเอ่ยออกมาพร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆที่มุมปาก สำหรับเขาแล้วหญิงสาวตรงหน้าก็เป็นได้แค่เพียงคุณหนูผู้ถูกตามใจจนเสียคน แม้นางจะมีความงดงามเพียงใดแต่เขาก็เคยเห็นธาตุแท้ของนางแล้ว สำหรับเขาแล้วความงามภายนอกของนางไม่มีผลใดๆต่อเขาเลยแม้แต่น้อย   

     

          “เรียกข้าโซเฟียร์ก็พอแล้วไม่ต้องเรียกข้าว่าคุณหนูหรอก ข้ารู้ว่าเจ้าเองก็คงจะยังโกรธข้าสำหรับเรื่องในวันนั้น  ข้าเสียใจจริงๆสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น  แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่ความคิดของข้าที่จะถอนหมั้นกับเจ้า  แต่มันเป็นความคิดของท่านตากับผู้ใหญ่ภายในตระกูล ข้าอยากจะขอโทษเจ้ามาตลอดเพียงแต่ว่าข้าเองไม่มีโอกาสที่จะทำเช่นนั้น วันพรุ่งนี้เจ้าพอจะมีเวลาว่างหรือไม่ข้าอยากจะเชิญเจ้าไปที่ตระกูลฮอบสันสักหน่อย “

     

         โซเฟียร์ก้มหน้าลงเล็กน้อย พร้อมกับพูดออกมาด้วยน้ำเสียงคล้ายกับผู้ที่สำนึกผิด แต่สำหรับในสายตาของแอเรียสแล้วมันก็เป็นเพียงมารยาหญิงรูปแบบหนึ่งเท่านั้น คำพูดที่นางเอ่ยออกมามันก็เป็นเพียงคำโป้ปดหลอกลวงของนางเท่านั้น

     

         “  ใครจะเป็นผู้ออกความคิดเรื่องถอนหมั้นนั่นมันก็เป็นเรื่องภายในตระกูลของเจ้าไม่จำเป็นต้องบอกให้ข้ารับรู้หรอก  อีกอย่างข้าเองก็เป็นผู้ที่ตกลงรับการถอนหมั้นด้วยตัวข้าเองเพราะฉะนั้นข้าจึงไม่เคยถือโทษโกรธผู้ใดสำหรับเรื่องนี้  และก็ขอบคุณสำหรับคำเชิญแต่ข้าคงไม่มีเวลาว่างจะทำเช่นนั้น  ..ข้าขอตัวก่อน วันนี้ข้ายังมีธุระอีกมากให้ต้องไปทำ “

     

         แอเรียสยิ้มออกมาอย่างเย็นชา  คำพูดของเขาที่เอ่ยออกมานั้นไม่มีความสนใจใยดีต่อนางเลยแม้แต่น้อย สำหรับผู้อื่นนางอาจจะเป็นหญิงงามที่น่าหลงใหล แต่สำหรับเขาแล้วนางได้เพียงหญิงสาวที่น่ารังเกียจ  เขาเองยังคงจดจำแววตาที่นางมองมายังเขาด้วยความเหยียดหยามและความรังเกียจราวกับเขาเป็นเพียงวัชพืชได้ดี แววตาที่เขาจดจำได้ในวันนั้นมันไม่อาจจะทดแทนกับดวงตาของนางที่มองมายังเขาด้วยความชื่นชมในวันนี้ได้แม้แต่น้อย สำหรับเขาแล้วสิ่งที่นางแสดงออกมาในวันนี้มันก็เป็นเพียงแค่มารยาเท่านั้น

     

         หลังพูดจบแอเรียสก็เดินจากมาทันที เขาไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองโซเฟียร์ด้วยซ้ำ เขาทิ้งไว้แต่เพียงความงุนงงให้กับเหล่าผู้คนที่จ้องมองมายังพวกเขาทั้งคู่ 

     

         “ เจ้า…!! สักวันข้าจะทำให้เจ้าต้องสำนึกให้ได้!! “

     

         โซเฟียร์กระทืบเท้าลงกับพื้นด้วยความโกรธ  นางโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงกับท่าทางเฉยชาของแอเรียสที่ทำราวกับมองไม่เห็นนางอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย ท่าทีของนางเปลี่ยนไปราวกับคนละคนกับหญิงสาวแสนอ่อนหวานที่แสดงออกเมื่อครู่  ภายในใจของนางตอนนี้เต็มไปด้วยความโกรธที่มีต่อแอเรียส หากนี่เป็นเขตตระกูลฮอบสันนางคงจะอาลาวาดเหมือนกับที่เคยทำไปแล้ว 

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท ที่คุณอ่าน