กระทั่งรถม้าของตำหนักบูรพาเลือนหายไปจากสายตาฟู่หนิงและฟู่อวี้ก็ยังไม่สามารถตั้งสติได้
“ท่านหมอกู้ จะเป็นถึงพระชายาได้อย่างไรเล่า!” ฟู่อวี้พร่ำพูดซ้ำไปซ้ำมาโดยไม่เหลือเรี่ยวแรงจะโต้เถียงกับฟู่หนิงเดินโซซัดโซเซกลับสู่จวนตระกูลฟู่
ฟู่หนิงก็หันไปมองทิศทางที่รถม้าตำหนักบูรพาจากไปพระชายาหรือ? เมื่อห้าปีก่อนไม่ใช่เสียชีวิตในกองเพลิงไปแล้วหรือไร?ยามนี้นางกลับมาพร้อมกับบุตรชาย!
“เป็นไปได้อย่างไรกัน...” ฟู่หนิงเต็มไปด้วยความงุนงงเพราะเพลิงไหม้ในครานั้นรุนแรงนักและเขาเห็นกับตาตัวเอง
ฟู่หนิงรีบไล่ตามฟู่อวี้ไปพลางกล่าวว่า“เจ้าว่าบุตรคนนี้เป็นบุตรของท่านหมอกู้แห่งอันหยวนถังทั้งยังเป็นบุตรขององค์รัชทายาทด้วยหรือ? เช่นนั้นท่านหมอกู้คือพระชายาแล้วพระชายาก็คือท่านหมอกู้งั้นรึ! พวกเขากำลังมุ่งหน้าไปยังจวนรุ่ยอ๋องคงจะไปรักษาอาการบาดเจ็บที่ขาของท่านอ๋องกระมัง...” เขารู้สึกว่าสมองของตนเองสับสนจนไม่สามารถเรียบเรียงความคิดได้เลย
ส่วนชาวบ้านทั่วไปนั้นต่างแตกตื่นอลหม่านเพราะพระชายาในครานั้นไม่ได้เสียชีวิตในกองเพลิงอีกทั้งยังให้กำเนิดซือจื่อน้อยกับองค์รัชทายาทอีกด้วยตอนนี้อันหยวนถังกำลังรุ่งเรืองเฟื่องฟู และมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วหล้า
ฟู่อวี้ดูสิ้นหวังยิ่งนักเขาเดินกลับมาถึงจวนฟู่ในสภาพนั้น และล้มป่วยลงในวันเดียวกันซึ่งว่ากันว่าอาการป่วยหนักมาก เพียงสิบกว่าวันก็หายใจรวยริน
--------
ทางด้านรุ่ยอ๋องสามารถลุกขึ้นยืนและเดินได้อย่างช้าๆใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เขาเดินได้แล้ว กลับมาเดินได้อีกครั้งแล้ว!
รุ่ยอ๋องมองกู้ชิงเฉิงที่ประคองเขาอยู่พลางกล่าวว่า “ข้าอยากจะกอดเจ้าเหลือเกินอยากจะขอบคุณเจ้าให้มากๆ!”
ทันใดนั้นทุกคนก็รู้สึกว่าอุณหภูมิในห้องลดต่ำลงอย่างมากโม่อวี้เฉินหันไปมองรุ่ยอ๋องพลางกล่าวว่า “ท่านอาหากท่านอยากนั่งเก้าอี้ ข้าจะช่วยท่านเอง” พูดจบเขาก็กำหมัดแน่นทำให้รุ่ยอ๋องดูจนใจยิ่งนัก หลายชายคนนี้ช่างขี้เหนียวจริงๆ
“ไม่... ไม่ต้องแล้ว!” รุ่ยอ๋องไม่กล้าแสดงท่าทีโอ้อวดมากเกินไปนักเพราะกู้ชิงเฉิงเป็นหมอเทวดาในตำนานที่อัศจรรย์จริงๆทำให้เขารู้สึกชื่นชมอย่างยิ่ง
“ชิงหลิว พาข้าออกไปเดินเล่นหน่อย” รุ่ยอ๋องหันไปมองชิงหลิวเขารู้สึกว่าจำเป็นต้องจากไปสักระยะหนึ่งมิฉะนั้นเขาคงอดไม่ได้ที่จะวางแผนเล่นงานเด็กสาวคนนี้ก็ใครเล่าจะไปคิดว่าเด็กสาวคนนี้มีจุดเด่นมากเกินไป แม้อยากจะมองข้ามก็ไม่อาจทำได้
จากนั้นชิงหลิวก็ประคองรุ่ยอ๋องเดินออกจากห้องเพราะพวกเขาไม่อาจไปยุ่งเกี่ยวได้จึงต้องหลบหน้าไปทว่ารุ่ยอ๋องกลับไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองแม้แต่น้อย ตอนนี้เขาดีใจ ดีใจมากจริงๆ
แม้แต่ชิงหลิวก็ยังดีใจเมื่อขาของรุ่ยอ๋องฟื้นฟูเป็นปกติแล้ว เขาก็จะสามารถกลับคืนสู่ชายแดนออกรบในสมรภูมิได้อีกครั้ง
เมื่อเทียบกันแล้วรุ่ยอ๋องชื่นชอบชายแดนมากกว่า เพราะผู้คนเรียบง่าย เปิดเผย และตรงไปตรงมาไม่เหมือนในเมืองหลวงแห่งนี้ ที่เต็มไปด้วยความคดโกง เล่ห์เหลี่ยมและการแก่งแย่งชิงดี
“ท่านอ๋อง หากฮ่องเต้ทรงทราบว่าพิษในร่างกายของท่านหายดีแล้วอีกทั้งขาก็ก็หายเป็นปกติ จะทรง... ใช้เล่ห์เหลี่ยมอื่นอีกหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”ชิงหลิวกล่าวด้วยความกังวลเล็กน้อยมือที่ประคองรุ่ยอ๋องก็ออกแรงขึ้น
“ข้าไม่ใช่ลูกพลับนิ่มๆ ที่จะถูกบีบเล่นได้ตามอำเภอใจ” รุ่ยอ๋องสบถอย่างเย็นชา และหันกลับไปมองห้องอีกครั้ง
ด้านในมีกู้ชิงเฉิงโม่อวี้เฉิน และกู้จิ่งเซวียนกำลังเก็บกวาดขยะหลังการผ่าตัด
“แต่ตราบใดที่เขายังเป็นองค์รัชทายาท ข้าก็จะไม่ถือสาหาความในวันนั้น”รุ่ยอ๋องกล่าวเสียงต่ำ เขาทำเช่นนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อโม่อวี้เฉินเท่านั้น แต่ยังเพื่อกู้ชิงเฉิงอีกด้วยกู้ชิงเฉิงเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเขาไว้ บุญคุณนี้สูงเท่าภูเขายิ่งนัก
แต่ก่อนเขาเพียงแต่รู้หน้าที่ในการปกป้องชายแดนแต่ยามนี้กลับแตกต่างไปแล้วการได้ไปเยือนอันหยวนถังทำให้เขารู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจไปทั้งตัว ชิงหลิวพยักหน้าเขาเองก็เห็นด้วยกับรุ่ยอ๋อง
“องค์รัชทายาท” เฟิงฮ่วนเดินเข้ามาในห้องด้วยความจนใจเขามองครอบครัวสามคนนั้นที่ดูปรองดองกันอย่างยิ่ง พลางอึกอักไม่รู้จะกล่าวสิ่งใด
“มีอะไรหรือ?” โม่อวี้เฉินเหลือบมองเฟิงฮ่วนและไม่ได้ใส่ใจอันใด
“มีราชโองการจากวังหลวงให้องค์รัชทายาททรงพาพระชายาและ...และซือจื่อตัวน้อยเข้าวังพ่ะย่ะค่ะ” เฟิงฮ่วนเข้าใจดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน
ฮองเฮาเพิ่งจะจัดการเรื่องหลิงหยางเรียบร้อยจึงมีเวลาว่าง มิเช่นนั้นนางคงไม่มีเวลามาจัดการเรื่องราวในตำหนักบูรพา
ฮองเฮาปฏิบัติต่อองค์รัชทายาทด้วยความเย็นชามาโดยตลอดในอดีตฮองเฮาก็ไม่โปรดกู้ชิงเฉิง แต่นางต้องจำใจยินยอมเพราะนางเกรงกลัวอิทธิพลของตระกูลไป๋
“ชิงเฉิง หากเจ้าไม่อยากไป เจ้าไม่จำเป็นต้องเข้าวังหรอก” บนรถม้า ขณะกำลังเดินทางกลับตำหนักโม่อวี้เฉินกุมมือกู้ชิงเฉิงไว้พลางกล่าวเสียงนุ่มนวล “ข้าจะไปกราบทูลเสด็จแม่เอง”
“อย่างไรก็ต้องไปพบอยู่ดี” กู้ชิงเฉิงหรี่ตาลงนางต้องเข้าวัง หากไม่ก่อเรื่องใหญ่โต จะดึงดูดความสนใจของกู้ตงหลิงได้อย่างไร?อันที่จริงโม่อวี้เฉินก็ทำตัวโดดเด่นเพียงพอแล้วแทบจะประกาศให้คนทั้งใต้หล้าได้รับรู้
ทว่ากู้ตงหลิงกลับไร้ซึ่งความเคลื่อนไหวตระกูลกู้เองก็ไร้ซึ่งความเคลื่อนไหว ช่างเก็บงำความรู้สึกได้ดีเสียจริงคงกำลังรอโอกาสอันเหมาะสมอยู่กระมัง หรือกำลังวางแผนร้ายอันใดอยู่
เดิมทีกู้ตงหลิงเกือบจะต้องพ่ายแพ้ที่อันหยวนถังครั้นได้ยินว่ากู้ชิงเฉิงคือหมอกู้ นางย่อมต้องคลุ้มคลั่งเป็นแน่ไม่เพียงแต่เรื่องราวไม่เป็นไปตามแผนการของนางเท่านั้นหากยังทำให้นางเห็นเบาะแสที่แตกต่างออกไปเบาะแสนี้อาจทำให้นางต้องกลับไปเผชิญชะตากรรมซ้ำรอยเดิมอีกครั้งนางย่อมไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น เมื่อได้ย้อนกลับมาเกิดใหม่ นางย่อมไม่อยากตาย
นางพุ่งเป้าโจมตีกู้ชิงเฉิงและไป๋ซินอย่างบ้าคลั่งเพียงเพื่อต้องการเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของตนเองและไม่ต้องการตนเองต้องตายอย่างอนาถเช่นชาติก่อน
เดิมทีนางเพียงต้องการผลลัพธ์ที่แตกต่างออกไปแต่เมื่อนานวันเข้า นางกลับรู้สึกว่าการใช้เล่ห์เหลี่ยมร้ายกาจบ้างก็ไม่เป็นไรอย่างน้อยก็บรรลุเป้าหมาย และมักจะดีกว่าที่คาดไว้มากนัก เมื่อใช้วิธีนี้ไปนานๆนางจึงเสพติดมากขึ้นเรื่อยๆ
“วางใจเถอะ พรุ่งนี้ข้าจะไปเป็นเพื่อนเจ้า” โม่อวี้เฉินกล่าวอย่างจริงจังเขาวางแผนไว้แล้ว ใครก็ตามที่กล้ารังแกกู้ชิงเฉิง ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดเขาก็จะไม่ใจอ่อน แม้แต่เสด็จแม่ของตนก็ไม่เว้นเพราะการได้ภรรยากลับมานั้นไม่ใช่เรื่องง่ายดายนักอีกทั้งยังนำบุตรชายตัวน้อยกลับมาให้เขาอีกด้วย
“ไม่จำเป็น ท่านอยู่ที่ตำหนักกับเซวียนเอ๋อร์เถอะ” กู้ชิงเฉิงโบกมือใบหน้าเปี่ยมด้วยความไม่ใส่ใจ
แม้จะรู้ว่าฮองเฮาไม่ได้มีเจตนาดีอันใดอีกทั้งการไปครั้งนี้ย่อมเต็มไปด้วยภยันตรายทว่าหากนางไม่แสดงฤทธิ์เดชให้คนเหล่านี้เห็นเพียงแค่ให้โม่อวี้เฉินเป็นผู้รับหน้าอยู่ตลอดนางก็ไม่อาจถอนรากถอนโคนเนื้อร้ายได้เลย สู้ใจแข็งถอนรากถอนโคนไปเสียดีกว่า!
โม่อวี้เฉินยังคงไม่วางใจ“ให้เฟิงฮ่วนกับเฟิงเจ๋อติดตามเจ้าไปเถอะ” เมื่อได้ยินดังนั้นกู้ชิงเฉิงก็พยักหน้า
อันที่จริงด้วยวรยุทธ์ของนางวังหลวงแห่งนี้ไม่อาจกักขังนางไว้ได้เลย ไปมาได้ตามอำเภอใจทว่าหากต้องการอยู่ในตำหนักบูรพาอย่างถูกต้องตามธรรมเนียมนางย่อมต้องผ่านด่านฮองเฮาไปให้ได้
นางไม่ได้มีภาระทางจิตใจอันใดจะเป็นหญิงเจ้าเล่ห์หรือหญิงบริสุทธิ์ นางก็สามารถแสดงได้อย่างไร้ที่ติ ดังนั้นนางจึงรอคอยการเคลื่อนไหวของฮองเฮา ให้นางได้ชมละครชิงอำนาจในวัง!
กู้ชิงเฉิงเป็นพระชายาเอกอีกทั้งยังเป็นพระชายาอันดับหนึ่งแห่งราชวงศ์ ดังนั้น นางจึงสวมอาภรณ์ยาวสีแดงสดและประดับปิ่นปักผมหงส์เก้าเลี้ยว ยิ่งขับเน้นความงามสง่าไร้ที่ติน่าเสียดายที่ผ้าคลุมหน้านั้นทำให้แลดูผิดแผกไปบ้าง
นางสวมผ้าคลุมหน้าอยู่เสมอตามคำกล่าวของนางก็คือ ‘อัปลักษณ์ก็ควรรู้ตัวว่าอัปลักษณ์จะได้ไม่ไปปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนให้รังเกียจ เพราะนางอัปลักษณ์อย่างน่าตกใจ’นางไม่คาดคิดว่าวันหนึ่ง ตนเองก็จะต้องพบเจอเรื่องเช่นนี้นางนั่งลงในเกี้ยวด้วยความอ่อนเพลีย ไม่ได้มองซ้ายมองขวาเพราะนางคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้เป็นอย่างดี
ฮองเฮานั่งนิ่งอยู่ในห้องโถงรับรองและรอคอยการเข้าวังของกู้ชิงเฉิง