ควงเยวี่ยโหลวมองภาพตรงหน้าแล้วลอบยิ้ม ก่อนจะกลับมาทำทีเป็นนิ่งเฉยเช่นเดิม
มีเพียงเหอมู่หลิงที่อยู่ท่ามกลางศิษย์ระดับล่างเท่านั้นที่สังเกตเห็นควงเยวี่ยโหลวมองควงเจียอยู่เงียบๆ พลางเม้มริมฝีปากอย่างไม่ชอบใจ
...
วันต่อๆ มา
ควงเยวี่ยโหลวได้ใช้เวลาในแต่ละวันมาสอนหนีเจียเอ๋อร์อ่านตัวอักษรสำหรับผู้พิการทางสายตาอย่างเข้มงวด โดยให้อ่านอักษรแต่ละตัวซ้ำไปมาแค่สามรอบหากนางยังจำมิได้ ก็จะถูกลงโทษไม่ให้กินข้าว
หญิงสาวถูกสอนให้ใช้การรับรู้กลิ่นมาระบุชนิดของสมุนไพรที่วางปะปนกันหลายชนิด เพื่อให้นางสามารถคัดเลือก และแยกแยะได้ทีละอย่างหากทำผิดก็ต้องเริ่มต้นใหม่
ควงเยวี่ยโหลว ช่างเข้มงวดกว่าอาจารย์ทุกคนที่นางเคยเจอมาหลายเท่า
แต่กระนั้นนางก็ยังคงตั้งใจเรียนต่อไปไม่มีบ่น
เพราะดวงตาของหนีเจียเอ๋อร์มองไม่เห็นตอนนี้ ควงเหยาจึงเป็นคนช่วยพานางกลับมาส่งที่เรือน และมารับไปเรียนในตอนเช้า ทั้งยังช่วยฝึกฝนการแยกแยะสมุนไพรด้วยกลิ่นในทุกๆวัน
วันนี้ผ่านไปอย่างรวดเร็วหนีเจียเอ๋อร์ยกมือเคาะประตูห้องของควงเหยา “ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านอยู่หรือไม่? ข้าขอเข้าไปหน่อย”
ควงเหยารีบแต่งตัว และเดินไปประคองอีกฝ่าย“ศิษย์น้องระวังประตูด้วย!”
เขาเพิ่งอาบน้ำเสร็จ บนร่างย่อมมีความชื้นและกลิ่นหอมจางๆซึ่งยามนี้กลับทวีความหอมมากเป็นพิเศษ
หลังจากพยุงนางนั่งลงแล้วควงเหยาถึงเอ่ยถาม “เจ้ามาหาข้ามีธุระอะไรหรือ?”
หนีเจียเอ๋อร์ถาม “ศิษย์พี่ใหญ่เหตุใดศิษย์พี่รองยังไม่กลับมาอีก วันนั้นท่านบอกข้าว่าเขาจะกลับมาเร็วๆ นี้ มิใช่หรือ?”
ฟังจากน้ำเสียงของเขาในวันนั้นการเข้าหาศิษย์พี่รองดูเหมือนจะไม่ง่ายเลย นางจึงอยากรู้เพิ่มเติมว่าศิษย์พี่รองเป็นคนแบบไหน
ท่าทางของควงเหยาดูแปลกไปเขาสีปลายจมูกด้วยนิ้วชี้ข้างขวาที่งองุ้ม พลางกล่าว “แท้จริงแล้ว... ก็ไม่มีอะไรหรอก ศิษย์พี่รองเป็นศิษย์คนโปรดของท่านอาจารย์ข้าก็เลย...”
คำพูดของเขาให้ความรู้สึกประหลาดพิกลแต่หนีเจียเอ๋อร์มิได้ไถ่ถาม แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินและพูดว่า “ศิษย์พี่ใหญ่ไม่ต้องวิตก ในยามนั้นท่านคงคิดว่าหากพูดแบบนี้แล้ว ข้าก็จะหวาดกลัวจนล่าถอยกลับไปสินะ? แต่ไม่ว่าหนทางจะยากลำบากอย่างไร ศิษย์น้องของท่านผู้นี้ ก็ไม่หวั่นอยู่แล้วดังนั้น เลิกขู่ให้ข้ากลัวเถอะ มิฉะนั้น ท่านจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิตเป็นแน่!”
ควงเหยาเลิกคิ้ว “เหตุใด ข้าต้องเสียใจไปตลอดชีวิตด้วย?”
หนีเจียเอ๋อร์ยกยิ้มซุกซน“เพราะหากข้ากลัวจนหนีไปท่านก็จะไม่มีศิษย์น้องที่น่ารักๆ เช่นข้าอีกแล้วน่ะสิ!”
ควงเหยาส่ายศีรษะ แล้วยิ้มขำยื่นมือไปเคาะหัวนางเบาๆ ด้วยความเอ็นดู “ใช่... ถ้าเจ้าไป ข้าคงจะเบื่อแย่!”
หลังหัวเราะกันไปสักพักชายหนุ่มก็ยืนกรานที่จะไปส่งหนีเจียเอ๋อร์กลับเรือน พอเข้ามาด้านในแล้ว เขาจึงนึกถึงเรื่องที่ผ่านมาด้วยเกรงว่านางจะเข้าใจผิด จนอาจเกิดความคลางแคลงใจในตัวอาจารย์ ดังนั้น ควงเหยาเลยต้องอธิบายอย่างจริงจัง
“ศิษย์น้องอันที่จริงแล้ว เมื่อสามปีก่อนอาจารย์ก็เคยรับลูกศิษย์เช่นกัน แต่ด้วยเหตุผลบางประการคนผู้นั้นจึงมิได้อยู่ในสำนักอิ้นเสวี่ยอีกแล้ว และเป็นเพราะเขา จึงทำให้อาจารย์ตั้งกฎเช่นนี้ขึ้นมาอย่าได้เอ่ยถึงเขาอีก โดยเฉพาะต่อหน้าท่านอาจารย์ เข้าใจหรือไม่?”
หนีเจียเอ๋อร์พยักหน้าอย่างเชื่อฟังและพูดว่า “ศิษย์พี่ใหญ่ข้าจะจำเอาไว้ เรื่องนี้จะเป็นความลับระหว่างท่านกับข้าเท่านั้น”
“เช่นนั้นก็พักผ่อนเถอะ” ควงเหยาหัวเราะ ตบไหล่อีกฝ่าย แล้วหันหลังกลับ
“เจ้าค่ะศิษย์พี่ใหญ่” หนีเจียเอ๋อร์กล่าว
...
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
โจวชิงหวาฟื้นขึ้นมาหลายวันแล้วและตั้งแต่ตื่นลืมตา เขาก็ถามหาหนีเจียเอ๋อร์มาตลอด
แต่หญิงสาวอยากให้ร่างกายเขาฟื้นฟูดีกว่านี้ก่อนค่อยเจอหน้ากัน ดังนั้นนางจึงขอให้ควงเหยาช่วยรั้งโจวชิงหวาอีกแรง
เมื่อสองวันก่อน โจวชิงหวาอาจจะเชื่อข้ออ้างของควงเหยาแต่พอผ่านไปเจ็ดวันแล้ว ก็ยังไม่เห็นเงาของหนีเจียเอ๋อร์ จึงนึกสังหรณ์ใจว่าน่าจะมีบางอย่างผิดปกติดังนั้น เมื่อชายหนุ่มพอจะลุกขึ้นได้ด้วยตัวเอง ก็ลอบออกจากห้องน้ำแข็งเงียบๆ
มีคนบอกเขาว่า ทุกวันนี้หนีเจียเอ๋อร์กำลังร่ำเรียนวิชากับควงเยวี่ยโหลว
โจวชิงหวาจึงอดสงสัยมิได้ว่าหากนางฝากตัวเป็นศิษย์ของคนผู้นี้ได้ ก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่เหตุใดถึงไม่มาบอกเขาด้วยตัวเอง
ชายหนุ่มจึงถามถึงที่พักของหนีเจียเอ๋อร์ด้วยไม่อาจทนต่อความรู้สึกกระสับกระส่ายเช่นนี้ได้ จึงต้องออกไปพบนางด้วยตัวเอง
ตั้งแต่ตาบอด ประสาทสัมผัสของหนีเจียเอ๋อร์ก็เฉียบคมและพัฒนาขึ้นมากพอเปิดประตู นางจึงได้กลิ่นยาสมุนไพรเจือจาง และกลิ่นอำพันทะเลทันที
หญิงสาวพิงผนังไม้อย่างระแวดระวัง“ใคร?”
นางสูดหายใจ เมื่อได้กลิ่นชัดเจนทางด้านซ้ายจึงหันไปหา “ใครอยู่ที่นั่น? ออกมานะ!”
หนีเจียเอ๋อร์รู้สึกได้ว่ามีคนซ่อนตัวอยู่ในเรือนของตนในเมื่ออีกฝ่ายยังคงนิ่งเงียบ นางก็ไม่คิดจะผลีผลามลงมือ แต่ตั้งท่าอย่างระแวดระวังไม่ต่างจากเม่นพองหนามเวลาเจอศัตรู
ซึ่งในมุมมองของโจวชิงหวาสตรีที่อยู่เบื้องหน้า ก็ไม่ต่างจากสัตว์ตัวน้อยที่พยายามกางเขี้ยวเล็บเมื่อต้องเผชิญหน้ากับนักล่าตัวใหญ่ร่างบางสั่นเทา ดูอ่อนแอ ไม่อาจปกป้องตนเองได้
โจวชิงหวาค่อยๆเดินออกมา พลางมองไปยังผ้าพันแผลที่พันรอบตานาง ด้วยดวงตาแดงก่ำ “เสี่ยวเอ๋อร์ดวงตาเจ้าเป็นอะไรไป?”
หากตั้งใจฟัง คงจะได้ยินความหวาดหวั่นที่แทรกอยู่ในน้ำเสียงของเขา
ทันทีที่ได้ยินเสียงของชายหนุ่มหนีเจียเอ๋อร์พลันตื่นตะลึง รีบหันซ้ายหันขวาเดินสะเปะสะปะออกมา จนชนเข้ากับบานประตูโดยมิได้ตั้งใจ
เสียงอุทานอู้อี้นั้น ทำให้โจวชิงหวาทนไม่ไหวรีบมาจับตัวนางเอาไว้ ก่อนหันร่างเล็กมาทางตน
หนีเจียเอ๋อร์รับรู้ได้ถึงสายตาของอีกฝ่ายแต่ดวงตานางมองไม่เห็นอีกแล้ว จึงค่อยๆ ยื่นมือออกไปลูบไล้ใบหน้าชายหนุ่มเบาๆ
นางจำรูปหน้าของโจวชิงหวาได้จึงโน้มตัวลงพิงเขาอย่างปลอบโยน “ชิงหวาไม่ต้องห่วง ข้าสบายดี”
“อย่าขยับ”โจวชิงหวายกมือเรียวยาวของตัวเองขึ้นมา กดศีรษะของนางแนบอก แล้วค่อยๆคล้ายปมผ้าที่ผูกไว้ด้านหลังศีรษะของนาง
เขาลูบใบหน้าของหญิงสาวก่อนเลื่อนไปแตะรอยแผลที่ปาดเป็นทางยาวผ่านเปลือกตาของนาง พลางมองมันด้วยหัวใจที่ปวดร้าว
หยาดน้ำตาร่วงหล่น จากหนึ่งหยดสองหยด จนกลายเป็นสาย รินรดใบหน้านาง แล้วไหลผ่านรอยแผลบนดวงตา
ดวงหน้าของหนีเจียเอ๋อร์ถูกเขาประคองเอาไว้...น้ำตาอุ่นร้อนมากมายหยดลงบนใบหน้าของนาง
นี่คืออีกเหตุผลหนึ่ง ที่ทำให้นางไม่อยากเจอโจวชิงหวาด้วยเกรงว่าหากเขารู้ความจริง คงจะรู้สึกผิดมาก
หนีเจียเอ๋อร์เอื้อมมือไปจับมือหนาที่ยังคงเกาะกุมใบหน้าของตน และพยายามเอ่ยปากปลอบโยน “ชิงหวา ไม่ต้องร้อง เจ้าคิดดูสิ อย่างน้อยตอนนี้พวกเราโชคดีนักที่ก็ยังมีชีวิตอยู่! แถมข้ายังได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของควงเยวี่ยโหลวอีกด้วยทั้งเขาและศิษย์พี่ใหญ่ช่วยกันสอนข้า เจ้ารู้หรือไม่ ศิษย์พี่ใหญ่คือผู้ที่ช่วยเราออกมาจากกองหิมะเขาชื่อควงเหยา ศิษย์พี่ใหญ่ปฏิบัติต่อข้าดั่งน้องสาว และคอยดูแลข้าเป็นอย่างดี...”