ยี่สิบเจ็ดปีต่อมา…
เื่ราวการฆ่าล้างตระกูลเซี่ยแห่งหุบเขาโอสถ์ที่เคยสั่นะเืไปทั่วทั้งยุทธภพ ค่อย ๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา
โอสถไร้ขอบเขตที่ผู้คนต่างแย่งชิงกันในครั้งนั้นก็หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าโอสถวิเศษนี้มีอยู่จริงหรือไม่
เมื่อเวลาผ่านไป เื่ราวของมันจึงค่อย ๆ กลายเป็เพียงตำนานที่ผู้คนเริ่มลืมเลือน
เมืองหลงเจียง
ยามสายของเมืองเต็มไปด้วยผู้คน เสียงพ่อค้าเรียกลูกค้า เสียงรถม้า และเสียงพูดคุยดังระงมไปทั่วถนน
แต่ในตรอกแห่งหนึ่งกลับมีอาคารขนาดใหญ่ที่คึกคักยิ่งกว่าที่ใด
ป้ายไม้เหนือประตูเขียนเอาไว้ว่า
“หอจินหยก”
โรงพนันชื่อดังของเมือง
เสียงหัวเราะ เสียงสบถ และเสียงเงินทองกระทบกันดังออกมาจากด้านในไม่ขาดสาย
โต๊ะพนันนับสิบตัวเต็มไปด้วยผู้คน บางคนหัวเราะด้วยความดีใจ บางคนหน้าซีดราวกับคนกำลังจะหมดลมหายใจ
และที่โต๊ะมุมหนึ่ง…
ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังนั่งเท้าคาง มองถ้วยลูกเต๋าตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เขาสวมเสื้อผ้าธรรมดา ไม่ได้หรูหรา แต่สะอาดเรียบร้อย ผมยาวถูกรวบไว้ด้านหลังอย่างง่าย ๆ ใบหน้าดูสบาย ๆ ราวกับไม่ได้มาที่นี่เพื่อเล่นพนัน
เ้ามือเขย่าถ้วยลูกเต๋า
กึก… กึก… กึก…
“เดิมพันได้!”
ชายหนุ่มเหลือบมองลูกค้าที่อยู่รอบโต๊ะ ก่อนวางเหรียญเงินทั้งหมดที่เหลืออยู่ตรงหน้า
“ต่ำ”
เ้ามือเลิกคิ้ว
“คุณชายแน่ใจหรือ?”
“แน่ใจ”
“ไม่เปลี่ยนใจ?”
“ไม่”
เ้ามือยิ้ม ก่อนวางถ้วยลงบนโต๊ะ
“เปิด!”
ถ้วยถูกยกขึ้น
ลูกเต๋าสามลูกปรากฏอยู่ตรงหน้า
หก หก ห้า
“สิบเจ็ดแต้ม! สูง!”
เสียงเฮดังขึ้นรอบโต๊ะ
ส่วนชายหนุ่มกลับนั่งนิ่ง
สายตามองเหรียญของตัวเองถูกเ้ามือกวาดไปทีละเหรียญ
เขาถอนหายใจเบา ๆ
“เฮ้อ…”
เ้ามือหัวเราะ
“คุณชาย วันนี้ดวงไม่ค่อยดีนะ”
ชายหนุ่มพยักหน้า
“จริง”
“แต่ยังจะเล่นต่อหรือไม่?”
ชายหนุ่มมองโต๊ะพนัน ก่อนมองมือของตัวเอง
“เล่นสิ”
เ้ามือมองหน้าเขา
“แต่ท่านไม่มีเงินแล้ว”
ชายหนุ่มก้มลงมองโต๊ะ
เงียบไปครู่หนึ่ง
จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้น
“ข้าขอเล่นอีกตาหนึ่ง”
เ้ามือถึงกับชะงัก
“คุณชาย ท่านไม่มีเงินแล้ว”
“ข้ารู้”
“เช่นนั้นจะเล่นอย่างไร?”
ชายหนุ่มยิ้มบาง ๆ
“ติดไว้ก่อน”
เ้ามือส่ายหน้าทันที
“ไม่ได้”
“ทำไม?”
“เพราะถ้าท่านแพ้ ท่านก็ไม่มีอะไรให้ข้า”
ชายหนุ่มครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
จากนั้นจึงล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ
หยิบก้อนหินสีดำขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือออกมาวางบนโต๊ะ
“ถ้าอย่างนั้น…”
เขาเลื่อนก้อนหินไปตรงหน้าเ้ามือ
“เอานี่ค้ำไว้ก่อน”
เ้ามือก้มมองก้อนหินสีดำตรงหน้า ก่อนเงยหน้ามองชายหนุ่มด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“นี่คืออะไร?”
“ก้อนหิน”
“ข้ารู้ว่าเป็ก้อนหิน”
ชายหนุ่มพยักหน้าอย่างจริงจัง
“เช่นนั้นก็ไม่มีปัญหา”
เ้ามือถึงกับพูดไม่ออก
คนรอบข้างเริ่มหัวเราะกันอีกครั้ง
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ!”
ชายหนุ่มมองก้อนหินของตัวเอง ก่อนมองโต๊ะพนัน
เมื่อเห็นว่าเ้ามือไม่มีท่าทีจะรับ เขาจึงเก็บก้อนหินกลับเข้าอกเสื้อ
“ช่างเถอะ”
เขาลุกขึ้น หยิบสุราบนโต๊ะขึ้นดื่มจนหมด
จากนั้นจึงเดินออกจากหอจินหยกอย่างสบายใจ
เ้ามือมองตามด้วยสีหน้าประหลาด
“คนอะไร…”
⸻
นอกหอจินหยก
ชายหนุ่มเดินออกมาตามถนน พลางล้วงมือเข้าไปในถุงเงินของตัวเอง
เขาเทมันลงบนฝ่ามือ
ไม่มีแม้แต่เหรียญเดียว
ชายหนุ่มมองฝ่ามือตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนถอนหายใจ
“หมดจริง ๆ ด้วย”
เขาเก็บถุงเงินกลับเข้าอกเสื้อ
“ดูท่าต้องหาเงินก่อนออกเดินทางเสียแล้ว”
ชายหนุ่มเดินต่อไปอย่างไม่รีบร้อน
ไม่นานนัก สายตาของเขาก็สะดุดเข้ากับร้านขายหยกแห่งหนึ่ง
ป้ายเหนือประตูเขียนว่า
“ร้านหยกจินหยวน ”
ชายหนุ่มหยุดเดินทันที
ภายในตู้ไม้แกะสลักที่ปูด้วยผ้าไหมสีแดง มีหยกชิ้นหนึ่งวางเด่นอยู่
หยกสีขาวนวล เนื้อใสละเอียด มีสีเขียวอ่อนแทรกอยู่ตรงกลาง งดงามราวกับมีหมอกจาง ๆ อยู่ภายใน
ชายหนุ่มจ้องมองมันอยู่นาน
ดวงตาพลันเป็ประกาย
“ของดี…”
เขาเดินเข้าไปในร้านทันที
เ้าของร้านเห็นลูกค้าเข้ามาจึงรีบเดินออกมาต้อนรับ
“คุณชายตาถึงจริง ๆ”
เขาชี้ไปยังหยกชิ้นนั้น
“หยกชิ้นนี้เป็ของดีที่ข้าเพิ่งได้มา ราคาสามสิบตำลึงเงิน”
ชายหนุ่มหยิบหยกขึ้นมาพลิกดู
“สามสิบตำลึง?”
“ใช่”
ชายหนุ่มเงียบไป
ก่อนยิ้มแห้ง ๆ
“ข้าไม่มีเงิน”
เ้าของร้านชะงัก
“…”
ชายหนุ่มยังคงมองหยกในมืออย่างเสียดาย
“แต่ถ้าเ้ายอมแลกกับอย่างอื่น…”
เขาเงยหน้าขึ้น
“เราน่าจะคุยกันได้”
เ้าของร้านหัวเราะ
“คุณชายจะเอาอะไรมาแลก?”
ชายหนุ่มไม่ได้ตอบทันที
กลับเดินเข้าไปใกล้เ้าของร้าน
มองอีกฝ่ายั้แ่ศีรษะจรดเท้า
เ้าของร้านเริ่มรู้สึกแปลก ๆ
“มีอะไรหรือ?”
ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นช้า ๆ
“ท่านปวดเอว”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเ้าของร้านหายไปทันที
“กลางคืนต้องลุกเข้าห้องน้ำหลายครั้ง”
เ้าของร้านนิ่ง
“่เช้าปากขม ลิ้นมีฝ้าหนา”
ชายหนุ่มพูดต่อ
“บางครั้งแน่นหน้าอก หายใจไม่เต็มอิ่ม และ่หลังนอนไม่ค่อยหลับ”
เ้าของร้านมองเขาด้วยสีหน้าตกตะลึง
“เ้า…”
“เป็หมอหรือ?”
ชายหนุ่มส่ายหน้า
“ไม่ถึงขนาดนั้น”
“แล้วเ้ารู้ได้อย่างไร?”
“ดูออก”
“ดูออก?”
ชายหนุ่มพยักหน้า
“ร่างกายของท่านบอกเอง”
เ้าของร้านเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“รักษาได้หรือไม่?”
“ได้”
คำตอบสั้น ๆ ทำให้เ้าของร้านถึงกับนิ่ง
“ถ้าเ้ารักษาข้าหาย…”
เขามองไปยังหยกในมือของชายหนุ่ม
“หยกชิ้นนั้นข้ายกให้”
ชายหนุ่มยิ้มทันที
“ตกลง”
เ้าของร้านยังไม่ทันพูดอะไรต่อ ชายหนุ่มก็จับข้อมือของเขาขึ้นมา
นิ้วสามนิ้วแตะลงบนชีพจร
สีหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนเป็จริงจัง
เขาหลับตาลงเล็กน้อย
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง
ชายหนุ่มจึงปล่อยมือ
“ปัญหาอยู่ที่ไต”
เ้าของร้านหน้าซีด
“ร้ายแรงหรือไม่?”
“ยังไม่ถึงขั้นนั้น”
ชายหนุ่มหยุดไปเล็กน้อย
“แต่ถ้าปล่อยไว้อีกหลายปี อาการจะหนักขึ้น”
เ้าของร้านกลืนน้ำลาย
“รักษาได้จริงหรือ?”
“ได้”
ชายหนุ่มหยิบถุงผ้าเล็ก ๆ ออกจากเอว
เปิดออก
ภายในมีเข็มเงินเรียงอยู่อย่างเป็ระเบียบ
“นอนลง”
เ้าของร้านลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนทำตาม
ชายหนุ่มเริ่มฝังเข็ม
เข็มแรก
เข็มที่สอง
เข็มที่สาม
ทุกเข็มถูกปักลงอย่างแม่นยำ ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
เ้าของร้านตอนแรกยังรู้สึกกังวล แต่ไม่นานก็รู้สึกถึงความอุ่นสายหนึ่งแผ่จากบริเวณท้องขึ้นมา
จากนั้นความแน่นหน้าอกที่เป็มานานก็ค่อย ๆ คลายลง
เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งก้านธูป
ชายหนุ่มถอนเข็มออกทีละเล่ม
“ลุกขึ้น”
เ้าของร้านค่อย ๆ ลุกจากเตียง
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก
ใบหน้าพลันเปลี่ยนไป
โล่ง…
ความรู้สึกโล่งอย่างที่ไม่ได้ััมานานหลายปี
เขาลองบิดเอว
อาการปวดที่เคยเป็อยู่ก็ลดลงจนแทบไม่รู้สึก
เ้าของร้านเบิกตากว้าง
“นี่…”
เขาสูดลมหายใจอีกครั้ง
“หายแล้ว?”
ชายหนุ่มไม่ตอบ
เขากลับหันไปมองหยกชิ้นเดิม
“หยกของข้า”
เ้าของร้านรีบเดินไปหยิบหยกแล้วส่งให้
“ของท่าน”
ชายหนุ่มรับหยกมา พลิกดูอยู่สองสามครั้ง
ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยพลันปรากฏรอยยิ้ม
“ของดีจริง ๆ”
เ้าของร้านมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อ
ก่อนเอ่ยถาม
“คุณชาย…”
“หือ?”
“ท่านเป็หมอเทวดาหรือ?”
ชายหนุ่มหัวเราะ
“ไม่ถึงขนาดนั้น”
“แล้วเหตุใดวิชาแพทย์ของท่านถึงได้ล้ำลึกนัก?”
ชายหนุ่มเก็บหยกเข้าอกเสื้อ
“ข้าเคยเรียนมานิดหน่อย”
เ้าของร้านนิ่งไป
“นิดหน่อย?”
ชายหนุ่มพยักหน้า
“นิดหน่อย”
เขาพูดจบก็หันหลังเดินออกจากร้าน
เ้าของร้านรีบะโตาม
“คุณชาย!”
ชายหนุ่มหันกลับมา
“มีอะไร?”
เ้าของร้านยิ้ม
“ขอบคุณท่านมาก”
ชายหนุ่มโบกมือ
“ไม่เป็ไร”
“แต่ท่านช่วยชีวิตข้าไว้ ข้าจะตอบแทนท่านอย่างไรดี?”
ชายหนุ่มก้มมองหยกในอกเสื้อ
ยิ้มอย่างพอใจ
“หยกชิ้นนี้ก็พอแล้ว”
พูดจบก็เดินออกจากร้าน
⸻
นอกเมืองหลงเจียง
ชายหนุ่มเดินออกจากประตูเมืองตามถนนสายยาว
ไม่นานนัก เขาก็มาถึงบริเวณริมถนนนอกเมือง ซึ่งมีรถลากคันหนึ่งจอดอยู่
ด้านหน้ารถมีลาตัวหนึ่งกำลังก้มกินหญ้าอย่างสบายอารมณ์
ชายหนุ่มเดินเข้าไปวางสัมภาระบนรถ ก่อนปีนขึ้นไปนั่ง
เขาหยิบหยกออกมาดูอีกครั้ง
ยิ่งมองก็ยิ่งชอบ
“สามสิบตำลึง…”
เขาพึมพำด้วยรอยยิ้ม
“คุ้มจริง ๆ”
ชายหนุ่มเก็บหยกกลับเข้าอกเสื้อ
ก่อนล้วงมือเข้าไปในถุงเงิน
เขาเทมันลงบนฝ่ามือ
ว่างเปล่า
ไม่มีแม้แต่เหรียญเดียว
ชายหนุ่มมองฝ่ามือตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะเบา ๆ
“หมดตัวจริง ๆ”
เขาเก็บถุงเงินกลับเข้าอกเสื้อ
จากนั้นจึงปีนไปนอนเอนอยู่บนกองฟางท้ายรถลากอย่างสบายใจ
มือข้างหนึ่งหนุนศีรษะ
อีกข้างวางอยู่บนท้อง
ชายหนุ่มมองท้องฟ้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหยิบเชือกขึ้นมากระตุกเบา ๆ
“ไปกันเถอะ”
ลาเริ่มก้าวเดินอย่างช้า ๆ
ล้อไม้หมุนครืดคราดไปตามถนน
รถลากค่อย ๆ เคลื่อนออกจากเมืองหลงเจียง
ชายหนุ่มนอนอยู่ท้ายรถ ปล่อยให้สายลมพัดผ่านใบหน้า
“ระหว่างทางค่อยหาเงินใหม่ก็แล้วกัน”
เขาหลับตาลง
รถลากยังคงเคลื่อนต่อไปอย่างช้า ๆ
ถนนเบื้องหน้าทอดยาวออกไปสุดสายตา
และการเดินทางของชายหนุ่ม…
กำลังเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง