TheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์

    ตอนที่ 147 อาจารย์เฟิร์สวัน

    ตอนที่ 147 อาจารย์เฟิร์สวัน


    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ***** 





    เฟิร์สได้อธิบายเคล็ดการควบคุมพลังให้กับเด็กฝึกเหล่านี้ได้รับรู้


    แม้ว่าจริงๆ แล้วอีวาจะไม่ทราบว่าเธอทะลวงระดับได้อย่างไร แต่เฟิร์สได้ทำการคาดเดาไว้คราวๆ ว่าเธอจะต้องใช้วิธีนี้


    ซึ่งนี่เป็นการแกะรอยอัจฉริยะเท่านั้น


    หากอีวาเป็นอัจฉริยะแห่งการบ่มเพาะ เฟิร์สที่ไม่มีพรสวรรค์ก็เป็นนักแกะรอยที่ดี


    จริงๆ แล้วการชี้แนะเด็กฝึกเหล่านี้ก็ใช่ว่าจะไร้ประโยชน์กับเฟิร์ส เพราะเขาสามารถใช้เด็กฝึกเหล่านี้มาเป็นตัวทดลองว่าแนวทางที่เขาคาดเดานั้นถูกต้องหรือไม่ เมื่อเข้าสู่คอขวดของขอบเขตดาราแดงแล้ว มันจะเป็นประโยชน์ต่อตัวเขาในตอนนั้น


    เหล่าเด็กฝึกที่ได้ฟังการอธิบายของเฟิร์สก็เกิดคำถามในหัวมากมาย


    “นั่นหมายความว่าคุณใช้พลังสปีริตโจมตีคอขวดที่ว่านั่นใช่ไหมครับ?” เด็กฝึกคนหนึ่งเอ่ยขึ้น


    เฟิร์สแม้ไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะถูกต้องหรือไม่ แต่เขาก็ยังพยักหน้า 


    “ใช่ แต่อย่างที่ผมบอกไปก่อนหน้านี้ว่าผมทะลวงขอบเขตได้อย่างไม่รู้ตัว แต่สิ่งสุดท้ายที่ผมทำคือสภาวะตามที่ผมกล่าวมา”


    ตอนนั้นเองเด็กฝึกมากมายก็ยกมือขึ้นเพื่อถามคำถาม


    “แล้วคอขวดที่ว่านั่นคือจุดไหน?”


    “คุณควบคุมพลังสปีริตได้อย่างไร?”


    “คุณเคยทำมันกี่ครั้งถึงจะสำเร็จได้”


    “มันมีอันตรายหรือไม่กับวิธีการแบบนี้”


    “มาถึงตอนนี้แล้วคุณได้รับผลกระทบจากมันหรือเปล่า?”


    เฟิร์สเมื่อเดินหน้ามาถึงขนาดนี้ เขาก็ตอบคำถามตามแนวความคิดของเขาอย่างใจเย็น แน่นอนว่าทั้งหมดคือความรู้ที่เขาคาดเดาขึ้นมา มีบ้างครั้งเขาคิดได้สดๆ แล้วเกิดการตระหนักรู้และหาทฤษฏีถัดไป


    เด็กฝึกได้ตั้งคำถามกับเฟิร์ส และเฟิร์สเองก็ได้ตั้งคำถามกับตนเองด้วย


    แต่ถึงอย่างนั้นบางคนก็มีสีหน้าที่เชื่อถือ และบางคนตั้งธงกับตัวเองว่าไม่เชื่อเลยก็มี


    ความจริงแล้วคลาสเรียนนี้ ผู้สอนสามารถชี้นำโดยวิธีใดๆ ก็ได้ แต่หลายคนมักที่จะพาพวกเขาไปหาประสบการณ์ในอบิสมากกว่า 


    ทว่าคลาสเรียนของเฟิร์สกลับแตกต่างออกไป เขาไม่ได้พาเด็กฝึกออกนอกห้องเรียน แต่เป็นการอธิบายด้วยวิชาการล้วนๆ ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่มีคนทำเช่นนี้


    การถามตอบใช้เวลาถึงสามวันด้วยกัน เฟิร์สได้พักอยู่ที่นี่ในห้องพักส่วนตัวของเขา


    แน่นอนว่าในทุกครั้งที่มีเวลาว่างเขาจะไม่พลาดโอกาสนำข้อมูลที่ได้ในห้องเรียนไปตระหนักรู้ในโลกสีเงิน


    และในทุกครั้งที่เกิดการตระหนักรู้เขาก็พบว่าตัวเขาเองนั้นได้ประโยชน์อย่างมากกับเรื่องนี้ และเชื่อว่าในอนาคตเขาสามารถบ่มเพาะพลังสปีริตได้อย่างลุล่วงอย่างแน่นอน


    “เอาล่ะวันนี้ผมคิดว่าจะเป็นคาบเรียนสุดท้ายของผมแล้ว วันนี้ผมจะให้ทุกคนได้สัมผัสพลังสปีริตที่อยู่ภายในร่างกายของตัวเอง” 


    ทันทีที่เฟิร์สกล่าวจบ ทั้งห้องก็เกิดเสียงฮือฮาขึ้นมา


    “พวกเราไม่เคยมีประสบการณ์บ่มเพาะกำลังภายใน บทเรียนในวันนี้มันจะยากไปสำหรับพวกเราไหม?” เด็กฝึกคนหนึ่งเอ่ยขึ้น


    “ไม่จำเป็นต้องเป็นห่วง วันนี้ผมจะชี้นำแนวทางการสำรวจพลังสปีริตที่อยู่กายในร่างกายของพวกคุณให้” เฟิร์สเอ่ย


    เด็กหนุ่มกวาดตามองเด็กฝึกทั้งสามสิบสามคนในห้องเรียนนี้ คนพวกนี้มีทั้งหญิงและชาย อายุต่ำสุดคือยี่สิบและสูงสุดคือสามสิบแปด


    แน่นอนว่ายังมีบางคนที่ยังไม่ไว้ในการสอนของเขา


    เฟิร์สเดินออกไปข้างหน้าแล้ววาดฝ่ามือออกไป อากาศพลันเกิดระลอกคลื่นแล้วปรากฏเข็มสีแดงจำนวนนับสิบขึ้นมา


    “ผมจะใส่พลังสปีริตของผมลงไปในเข็มเพื่อชี้นำพลังของพวกคุณ ซึ่งพลังของผมจะอยู่ได้แค่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง เมื่อพวกมันหายไป พวกคุณจะต้องจดจำสัมผัสนั้นไว้ให้ดีแล้วตรวจสอบการมีอยู่ของพวกมันเป็นอันดับแรก หลังจากนั้นก็ฝึกควบคุมมัน เมื่อผ่านขั้นตอนนี้ได้แล้ว การจะควบคุมพลังสปีริตเข้าโจมตีคอขวดก็จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป” เฟิร์สกล่าวอธิบาย


    แต่ทว่า เมื่อเขาจะลงมือเด็กฝึกคนหนึ่งกลับเอ่ยขึ้น


    “เดี๋ยวก่อน พวกเราจะแน่ใจได้ยังไงว่าเข็มที่คุณจะฝังเข้ามาไม่มีอันตรายต่อพวกเรา คุณคือผู้มีความสามารถพิเศษ ไม่แน่ว่าคุณอาจจะใส่ลูกไม้อะไรไว้ในเข็ม หากคุณฝังเข็มแล้วทำให้พวกเรากลายเป็นหุ่นเชิดแบบนี้ไม่แย่เลยหรอ?” เด็กฝึกคนนั้นกล่าวอย่างระแวง


    เฟิร์สที่ได้ยินดังนั้น เขาจึงยิ้มและเอ่ยออกมา


    “เอาเป็นว่าผมจะไม่บังคับพวกคุณก็แล้วกัน หากใครที่สมัครใจจะทำตามวิธีผมก็ก้าวออกมาข้างหน้า แต่ผมบอกไว้ก่อนนะว่าหลังจากที่จบคลาสนี้แล้วผมจะไม่ทำแบบนี้อีกต่อไป ... เชิญคนที่ต้องการทดสอบการสัมผัสพลังสปีริตในร่างออกมาได้เลย”


    แล้วตอนนั้นเองเสียงฮือฮาก็ดังขึ้น หลายคนมีความคิดเดียวกันกับเด็กคนนั้น แต่หลายคนก็ต้องการที่จะทดลองดู


    การทะลวงขอบเขตคือความใฝ่ฝันของเวเนเตอร์ดาราขาวเก้าดาว บางคนเป็นผู้มีพรสวรรค์แต่กลับติดอยู่ในระดับนี้มาเกือบสิบปีแล้ว เส้นทางนี้แต่ละก้าวนั้นยากมาก


    แต่ถ้าหากเกิดความเสี่ยงเหมือนที่เด็กฝึกคนนั้นพูด นั่นก็ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลยที่จะเอาชีวิตไปเสี่ยง


    อย่างไรทางแคลนก็ไม่ได้ส่งเวเนเตอร์ระดับสูงเพียงแค่เฟิร์สวันมาที่นี่ ยังมีเวเนเตอร์อีกจำนวนมากที่ต้องแวะเวียนมาชี้แนะแนวทางกับพวกเขา


    เพราะเหตุนี้หลายคนจึงเกิดความลังเล


    แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีผู้กล้าหาญไม่เกรงกลัวต่อความคิดนั้น อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ติดอยู่ในระดับนี้มานานแล้ว หากพบหนทางที่จะก้าวต่อไปได้ พวกเขาก็ต้องการที่จะเสี่ยงมัน


    ตอนนั้นเด็กฝึกทั้งสามสิบสามคนถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม


    กลุ่มหนึ่งคือกลุ่มที่ต้องการทดลอง และอีกกลุ่มคือไม่ต้องการ


    ซึ่งกลุ่มที่ไม่ต้องการนี้มีจำนวนมากกว่า แต่กลุ่มที่ต้องการทดลองมีเพียงแค่เก้าคนเท่านั้นจากจำนวนทั้งหมดสามสิบสามคน


    เฟิร์สไม่ได้แยแสเลยแม้แต่น้อย เขาเอ่ยออกมาว่า “เอาล่ะ เมื่อพวกคุณตัดสินใจได้แล้วผมจะทำตามที่พูดไว้”


    เด็กฝึกทั้งเก้าคนที่ก้าวออกมาข้างหน้ารู้สึกใจสั่นเล็กน้อย


    เขาไม่รู้ว่าการตัดสินใจนี้จะออกหัวหรือก้อย แต่นั่นพวกเขาก็ตัดสินใจไปแล้ว


    ส่วนเด็กฝึกคนอื่นๆ ต่างมองเหตุการณ์นี้อย่างไม่คลาดสายตา แต่ละคนเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน และไม่รู้ว่าตนเองได้ตัดสินใจดีแล้วหรือไม่ที่ไม่ยอมรับความเสี่ยงนี้


    “ผมจะฝังเข็มไปที่สัญลักษณ์กลางหน้าผากของพวกคุณ ไม่ต้องกลัวเพราะเข็มของผมก็เป็นแค่พลังสปีริตที่ก่อรูปร่างขึ้นมาเท่านั้น หลังจากนั้นพลังของผมจะไหลเวียนไปตามพลังสปีริตของพวกคุณที่หล่อเลี้ยงร่างกาย ในช่วงเวลานี้จงจดจำความรู้สึกนั้นไว้ แล้วตรวจสอบและควบคุมมันด้วยตัวเอง”


    เฟิร์สสะบัดมือออกไปครั้งหนึ่ง เข็มทั้งเก้าเล่มก็พุ่งตรงไปที่สัญลักษณ์กลางหน้าผากของพวกเขา


    เข็มแต่ละเล่มแม้จะยาวถึงสิบนิ้ว แต่เมื่อสัมผัสกับผิวกายของเด็กฝึก พวกมันกลับไม่ได้แหลมคมอย่างที่ตาเห็น แต่เนื้อเข็มที่สัมผัสกลับกลายเป็นพลังสปีริตแทรกซึมเข้าไปข้างในนั้น


    ตอนนั้นเองเด็กฝึกทั้งเก้าต่างรับรู้ถึงสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามา พวกเขาสัมผัสถึงมันได้ชัดเจน


    แต่เมื่อจิตสัมผัสของพวกเขาจดจ่อและลงลึกอยู่ที่พลังนั้น สัมผัสของพวกเขาก็ได้พบกับพลังบางอย่างที่ตีควบคู่ไปกับพลังของเฟิร์สซึ่งไหลไปตามๆ กัน


    พลังนั้นไหลเวียนไปทั่วร่างกาย หากจะเรียกว่ามันไปเยือนในทุกอณูก็ไม่ได้เกินไปนัก


    หลังจากนั้นไม่นานพลังที่แปลกปลอมเข้ามาก็ค่อยๆ เริ่มหายไป แต่พวกเขายังคงจดจำสภาวะนั้นไว้ และยังคงจับสัมผัสพลังที่ตีคู่กันมาได้


    เมื่อเหลือพลังอย่างโดดเดี่ยวพวกเขาก็พอจะเดาได้ว่านั่นคือสัมผัสของพวกเขา


    บทเรียนนี้ใช้เวลาไปนานมาก แล้วคลาสเรียนของเฟิร์สก็จบลง


    เฟิร์สไม่รีรอที่จะทำเรื่องขอพักผ่อนกับแคลนไป ทั้งนี้เพราะเขาต้องการเวลาที่จะบรรลุวิถีกระบี่ที่สองให้ได้


    หลายวันผ่านไปในแคลนนิวโฮปภาคเหนือก็เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นมา


    เมื่อจู่ๆ เด็กฝึกหลายคนที่ไม่มีทีท่าว่าจะทะลวงขอบเขตก็ต่างพากันทะยอยการทะลวงขอบเขตเป็นดาราแดงได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นก็คือเด็กฝึกทั้งเก้าที่เฟิร์สได้ทำการฝังเข็มให้


    ไม่นานเฟิร์สก็ถูกเหล่าเด็กฝึกและพนักงานเรียกขานว่า “อาจารย์เฟิร์สวัน”

    คล้ายกับเรื่องTheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์ ที่คุณอ่าน