บทที่ 9 เรียกท่านผู้ใหญ่บ้าน
ก่อนที่อวิ๋นซิ่วชิงและผู้ใหญ่บ้านจะไปถึงประตูบ้าน พวกเขาก็ได้ยินแม่เฒ่าหลู่และหลู่ชีฉางสบถเสียงดัง
ในตอนนี้ที่หน้าคฤหาสน์เต็มไปด้วยชาวบ้านในหมู่บ้าน
อวิ๋นซิ่วชิงเหลือบมองไปที่ผู้ใหญ่บ้านแล้วดึงชาวบ้านออกไป ก่อนจะมองไปที่แม่เฒ่าหลู่ผู้หยิ่งผยองและหลู่ชีฉาง “หลู่ชีฉาง ท่านบอกว่าท่านเป็บัณฑิตผู้มีมารยาทและได้รับการอบรมสั่งสอนที่ดี แต่ตอนนี้ท่านกลับยืนขวางประตูบ้านของข้าและพูดจากล่าวหาสตรี เช่นนี้ยังกล้าเรียกตัวเองว่าเป็บัณฑิตได้อีกหรือ?”
หลู่ชีฉางจ้องนางเขม็ง "อวิ๋นซิ่วชิง เ้าโกหกข้าก่อน ทำไมข้าถึงจะกล่าวหาเ้าไม่ได้!!"
“อวิ๋นซิ่วชิง หยุดใส่ร้ายครอบครัวของข้าได้แล้ว ฉีชางของข้าไม่ได้ทำอะไรผิด แต่เป็เ้าต่างหากที่กล้ากระทำการไร้ยางอายอย่างขโมยของของบ้านสามี แต่ถ้าเ้ายอมใช้เงินคืนพวกข้าหนึ่งร้อยตำลึง ข้าจะยอมจบเื่นี้ก็ได้!” แม่เฒ่าหลู่ยิ้มอย่างชั่วร้าย
ครอบครัวนางเพ่งเล็งทรัพย์สินของตระกูลอวิ๋นมาเป็เวลานานแล้ว นางจะต้องหาทางขูดรีดเอาผลประโยชน์จากตระกูลอวิ๋นให้มากเท่าที่จะมีทางทำได้!
เมื่อพ่อเฒ่าอวิ๋นเห็นแม่เฒ่าหลู่ชี้หน้าและดุด่าลูกสาว เขาก็โมโหทันที “แม่เฒ่าหลู่! อย่ามาพ่นวาจาสกปรกที่นี่! ลูกสาวของข้า ข้าย่อมรู้ดีที่สุดว่านางไม่มีทางทำเื่ต่ำทรามเช่นนั้น ต่อให้ชิงเหนียงจะหิวตาย แต่นางก็ไม่มีวันขโมยของใคร?!”
ดวงตาของอวิ๋นซิ่วชิงอุ่นขึ้นด้วยน้ำตา เมื่อเห็นบิดาปกป้องนางเช่นนี้
นางเพิ่งมาอาศัยในร่างนี้ได้ไม่นาน แต่นางก็รู้สึกผูกพันกับพ่อแม่ในโลกนี้เป็อย่างยิ่ง
“ท่านพ่อ ไม่ต้องตื่นตระหนกไป ข้าจะจัดการเอง” อวิ๋นซิ่วชิงก้าวไปข้างหน้าและหยุดท่านพ่อเฒ่าอวิ๋นที่เปี่ยมด้วยโทสะให้มาอยู่ข้างหลังนาง
“ชิงเหนียง ข้าขอโทษ ข้าไม่สามารถปกป้องเ้าได้” พ่อเฒ่าอวิ๋นยกมือขึ้นและเช็ดดวงตาที่แดงก่ำเพราะน้ำตาด้วยแขนเสื้อ
“ช่างน่าขัน ปิ่นอันนั้นเป็ปิ่นทองจากบรรพบุรุษของตระกูลข้า เดิมทีตระกลูของหลู่ชีฉาง้าให้ปิ่นทองนี้เป็ของขวัญสินสอดทองหมั้นแก่เ้า แต่ปิ่นทองนี้ได้กลายเป็ของปลอมหลังจากผ่านมือเ้าไปแล้ว!”
แม่เฒ่าหลู่กล่าวพลางเท้าสะเอว ยิ่งนางพูดมากเท่าไร นางก็ยิ่งมีกำลังมากขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับท่าทางยโสโอหังของนางด้วย
อวิ๋นซิ่วชิงกำลังรอฟังคำพูดของนาง นางเงยหน้าขึ้นและเหลือบมองไปยังผู้ใหญ่บ้านที่ยืนอยู่ข้างหลังฝูงชน และเห็นว่าใบหน้าของผู้ใหญ่บ้านมืดหม่นกว่าก้นหม้อ มุมปากของเขาก็กระตุกยิก
“พอแล้ว” ผู้ใหญ่บ้านคำรามขึ้นมาด้วยใบหน้าที่มืดครึ้ม ฝูงชนที่กำลังพูดคุยเซ็งแซ่ก็พลันเงียบเสียงลงทันที
ชาวบ้านต่างพากันหลีกไปให้พ้นทาง และผู้ใหญ่บ้านก็เดินไปหาแม่เฒ่าหลู่และหลู่ชีฉางด้วยใบหน้าที่ว่างเปล่า “เ้าจะะโหาอะไร?”
“ท่านผู้ใหญ่บ้าน ท่านจะต้องตัดสินเื่นี้แทนข้า ปิ่นทองนี้เป็ของตกทอดมาจากบรรพบุรุษของข้า แต่พอผ่านมือนังหญิงเลวคนนี้ก็กลับถูกแทนที่ด้วยของปลอม ท่านผู้ใหญ่บ้านช่วยตัดสินให้ข้าด้วย”
แม่เฒ่าหลู่เห็นผู้ใหญ่บ้านมา ความเย่อหยิ่งของนางก็ไม่ลดราวาศอกเลย
หลู่ชีฉางรีบลุกขึ้นเสริมจากที่แม่ของตนกล่าวหา "ท่านผู้ใหญ่บ้าน ในฐานะที่ท่านเป็หัวหน้าหมู่บ้าน วันนี้ท่านต้องคืนความยุติธรรมมาให้กับเรา"
“เ้าสองคนยังมียางอายอยู่หรือไม่?!!” ผู้ใหญ่บ้านหน้าแดงด้วยความโกรธ ก่อนจะสะบัดแขนของเขาออกจากมือของแม่เฒ่าหลู่ แล้วชี้หน้าของทั้งสองคนก่อนสาปแช่งอย่างโกรธเคือง “หลู่ชีฉาง เสียแรงที่เ้าเป็ถึงบัณฑิต วิชาความรู้ที่เ้าอ่านมันลงไปอยู่ในท้องสุนัขหมดแล้วหรือไร! ถึงกับใส่ไฟผู้อื่นว่าเป็ขโมยเช่นนี้ ตัวเ้ามันต่างจากขโมยตรงไหน!”
แม่เฒ่าหลู่ตะลึงเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดของผู้ใหญ่บ้านซึ่งแตกต่างไปจากที่นางคิดอย่างสิ้นเชิง “ท่านผู้ใหญ่บ้าน! นังอวิ๋นซิ่วชิงมันติดสินบนท่านหรืออย่างไร นางขโมยปิ่นทองของพวกเราไปชัดๆ”
“ถูกต้องแล้วท่านผู้ใหญ่บ้าน ท่านจะเข้าข้างอวิ๋นซิ่วชิงไม่ได้!” หลู่ชีฉางก็ตกตะลึงเล็กน้อยเช่นกัน วันนี้พวกเขากำลังหวังจะปอกลอกสมบัติตระกูลอวิ๋น แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับผู้ใหญ่บ้านผู้นี้
ท่านผู้ใหญ่บ้านรู้แผนการของพวกเขาสองแม่ลูกอย่างนั้นหรือ? แล้วรู้ได้อย่างไร?!
เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนยังดื้อรั้น ผู้ใหญ่บ้านจึงพูดขึ้นอย่างเ็าว่า “ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าชิงเหนียงเก็บปิ่นปักผมสีทองไว้กับข้าั้แ่แรก และปิ่นทองของเ้าก็ผ่านเพียงมือข้าไปเท่านั้น ถ้าปิ่นปักผมถูกขโมยไป พวกเ้าก็ควรไปแจ้งความกับทางการ แล้วมาดูกันว่าท้ายที่สุดแล้วใครเป็ฝ่ายถูก!!!”
“อะไรนะ?!” แม่เฒ่าหลู่ได้ยินคำพูดของผู้ใหญ่บ้าน ก็อ้ำอึ้งทันที “ท่านผู้ใหญ่บ้าน เกิดอะไรขึ้น? เห็นได้ชัดว่าเป็นังอวิ๋นซิ่วชิงที่ขโมยปิ่นทองของเรา ทำไมท่านถึงไปเข้าข้างนาง?!!”
………………………………………………………………………………………………………………………