“ถุย!” ท่านย่าลู่ถ่มน้ำลายลงพื้น “อย่าคิดว่าเจ้าจะทำชั่วแล้วรอดไปได้นะ ตอนนั้นมีคนเห็นว่าถังหย่งหมิงพาชิวเอ๋อร์ออกไปจากหมู่บ้าน พวกเจ้ายังจะบอกอีกหรือว่าดูผิด! รู้อยู่แก่ใจแล้วยังจะโกหกอีก ทำไมถึงได้มีจิตใจชั่วร้ายเยี่ยงนี้ เป็นสัตว์เดรัจฉานที่ไม่มีคุณธรรมหลงเหลืออยู่เลย”
“ใช่แล้ว!” ชายคนหนึ่งพูดโพล่งเมื่อนึกขึ้นมาได้ “ตอนนั้นข้าก็บอกแล้วว่าข้าเห็น พวกเจ้าก็ไม่มีใครเชื่อข้าสักคน!”
ถังฉือเย่ซึ่งยืนอยู่ด้านนอกและแอบฟังมาโดยตลอด เมื่อเห็นว่าพวกเขาทะเลาะกันมาพักใหญ่ก็อดไม่ได้ที่จะเข้าไปร่วมวงสนทนา ซึ่งนางก็ใช้โอกาสที่พวกเขากำลังโต้เถียงกันพูดขึ้นว่า
“นี่มันไม่ใช่การหาคู่ นี่มันคือการฆ่าคนต่างหาก ฝ่ายหญิงไม่ได้รับเงินแม้แต่แดงเดียว เมื่อยังมีชีวิตอยู่ก็ไม่เคยเห็นตัว ตายไปก็ไม่เห็นศพ!”
“ใช่แล้ว! นี่มันเป็นการฆาตกรรมชัด ๆ” ท่านย่าลู่เข้าในใจในทันที ชั่วพริบตาพวกเขาก็ทะเลาะกันใหญ่โต หลายคนพูดถึง ‘ความผิดที่ไม่สามารถให้อภัยได้’ ซึ่งเป็นคุณธรรมขั้นพื้นฐานบัญญัติไว้เกี่ยวกับความผิดสิบประการที่ไม่อาจให้อภัยได้ ยกตัวอย่างความผิด เช่น การปองร้ายพระมหากษัตริย์และราชวงศ์ หรือเป็นคนอกตัญญู เป็นต้น ส่วนคนที่ไร้คุณธรรมอย่างยิ่งนั้นคือการฆ่าคนอย่างไร้เมตตา โดยเฉพาะการฆ่าญาติพี่น้องกันเอง ถ้าหากจะนับรวมมันก็สามารถนับรวมเข้าไปในความผิดที่ไม่สามารถให้อภัยทั้งสิบประการได้!
ความจริงแล้วตอนนี้ถังหย่งหมิงควรออกมาพูดอะไรสักหน่อย อย่างน้อยก็ควรยอมรับความผิดของตัวเอง แม้ว่าความผิดของเขาถึงแม้จะไม่สามารถไปแจ้งทางการหรือให้เขาออกจากวงศ์ตระกูลได้ แต่เขาก็ต้องเดินมาทิศทางนี้เท่านั้น…แต่ถังหย่งหมิงก็ไม่ออกมา!
ท่านย่าซุนเองก็ไม่ได้โง่ นางยังคงยืนกรานไม่ยอมรับอยู่อย่างนั้น จนทะเลาะกับท่านย่าลู่ด่ากันไปมาอยู่พักใหญ่ หญิงชราสกุลลู่ตวาดเสียงดังลั่น
“จูเอ๋อร์ของพวกเจ้าพูดเองกับปาก ถังหย่งหมิงไม่ได้แค่ขายชิวเอ๋อร์ไปเท่านั้น ยังอยากจะขายจูเอ๋อร์อีกด้วย”
ในที่สุดท่านย่าซุนก็สามารถค้นหาต้นสายปลายเหตุได้แล้ว นางโกรธเป็นอย่างมากจึงหันไปหาถังฉือจูซึ่งได้แอบอยู่ด้านหลังของคนอื่นนานแล้ว ท่านย่าลู่เห็นว่าคู่อริกำลังเพลี่ยงพล้ำจึงรีบพูดต่อว่า
“รีบเรียกถังหย่งหมิงออกมาให้ข้าเดี๋ยวนี้! ออกมาเผชิญหน้ากัน!”
ถังฉือเย่มองสองฝ่ายที่กำลังฉีกหน้ากันไปมาอยู่นาน ในที่สุดท่านย่าซุนก็ลากหลี่ซื่อออกมา ก่อนจะถามด้วยความโมโห “เจ้ากำลังทำลายชื่อเสียงของหมิงเอ๋อร์อยู่ใช่ไหม เป็นเจ้าที่ไปกล่าวหาหมิงเอ๋อร์ของข้าว่าเป็นคนขายชิวเอ๋อร์…เจ้าเป็นคนพูดใช่หรือไม่ หมิงเอ๋อร์อุตส่าห์หวังดีส่งจูเอ๋อร์ให้ไปอยู่อย่างสุขสบาย แต่เจ้ากลับใส่ร้ายเขา!” พูดไปนางก็ทุบตีหลี่ซื่อไปพลาง
“เจ้านี่มันเป็นสะใภ้ชั่ว ไปฟังข่าวลือมาจากไหน ใครเป็นคนพูดเรื่องเหลวไหลเช่นนี้กับเจ้า หากไม่พูดข้าจะตีเจ้าให้ตายคามือเลยคอยดู!”
ผ่านไปครู่หนึ่งหลี่ซื่อก็ร้องไห้เสียงสั่นเครือ ก่อนจะตะโกนบอกว่า “ถังฉือเย่! นางเป็นคนบอกข้า!”
ทุกคนในที่นั้นต่างพากันเงียบ ถังฉือเย่ก้าวเดินออกมาอย่างช้า ทุกคนหันมองมาที่นางเป็นตาเดียว หญิงสาวเหลือบมองหลี่ซื่อแวบหนึ่ง เห็นป้าสะใภ้รองที่กำลังสะอึกสะอื้นอยู่นั้นรีบเบือนหน้าหนีไปอย่างเงียบ ๆ ไม่กล้าที่จะมองหน้านาง
แม้ว่าเหตุการณ์นี้จะไม่ได้เกินความคาดหมายเท่าไหร่นัก กระนั้นถังฉือเย่ก็รู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างมาก นางยื่นอาวุธไปให้หลี่ซื่อ แต่หลี่ซื่อกลับหักหลังนางเสียเอง
ความจริงหลี่ซื่อนั้นก็ไม่ใช่คนโง่ นางคงคาดเดาได้แต่แรกแล้วว่าเรื่องนี้มันมีอะไรบางอย่างผิดปกติ ไม่ใช่นางไม่รู้ว่าตัวเองจะเป็นผู้รับเคราะห์ และหากพูดเรื่องนี้ออกไปตัวนางเองก็จะได้รับอันตราย เพราะฉะนั้นหลี่ซื่อจึงลังเล และเลือกที่จะให้ถังฉือเย่ไปรับมือกับตระกูลถัง เพราะมีเพียงทางเท่านี้ที่จะทำให้หลี่ซื่อพ้นความผิด ภายหลังหากเรื่องไม่สำเร็จนางก็ยังสามารถอาศัยอยู่ในบ้านตระกูลถังได้ต่อไป หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ หลี่ซื่อไม่อยาก ‘สู้อย่างไม่คิดชีวิต’ เพื่อลูกสาวคนโตของตัวเอง แต่นางกลับอยากให้ถังฉือเย่ ‘สู้จนตาย’ เพื่อลูกสาวของนางแทน
ช่างน่าขำเสียนี่กระไร!
ท่านย่าซุนหันกลับมาทางหญิงสาวอย่างรวดเร็ว ดวงตาแทบจะถลนออกมานอกเบ้า “เป็นเจ้าอีกแล้วนะไอ้เด็กชั่ว! เจ้าจะเห็นตระกูลถังของข้ามีความสุขไม่ได้เลยใช่ไหม ทำไมจะต้องจองล้างจองผลาญข้าขนาดนี้ด้วย”
หญิงชราพูดพร้อมกับพุ่งตรงเข้ามาหวังจะตบตีทำร้าย แต่ถังฉือเย่ซึ่งเห็นอยู่ก่อนแล้วรีบหลบได้ทันอย่างรวดเร็ว พร้อมกับสวมบทบาทการแสดงในพริบตา หยดน้ำตาไหลนองสองแก้มเมื่อกล่าวว่า “ข้าขอร้องล่ะท่านอาท่านป้าผู้ใดก็ได้ช่วยเชิญท่านหัวหน้าตระกูลมาด้วยเถอะเจ้าค่ะ”
จากนั้นไม่นานนักชายชราผู้เป็นหัวหน้าตระกูลถังก็เดินทางมาถึงบ้านตระกูลถังอย่างรวดเร็ว มีคนยกเก้าอี้มาให้เขานั่ง ถังฉือเย่ขยี้จมูกแรง ๆ พลางคุกเข่าลง แล้วขอร้องให้ท่านหัวหน้าตระกูลช่วยเป็นผู้ตัดสิน
นางเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังอีกครั้งหนึ่ง ตั้งแต่วันที่วังซื่อกับหลี่ซื่อพานางเข้าไปในเมือง แล้วถูกคนร้ายทำให้สลบแล้วจับมัดไว้ โชคดีที่ระหว่างทางมีสามีภรรยาคู่หนึ่งมาช่วยไว้ เมื่อสองสามีภรรยารู้ว่าเป็นฝีมือของเถ้าแก่หนิวก็บอกกับนางว่าเถ้าแก่หนิวผู้นี้เป็นคนที่จะทำเรื่องหรือใช้จ่ายอะไรก็ได้ เพราะร่ำรวยมหาศาล เขาชอบซื้อหญิงสาวเด็ก ๆ มาจากครอบครัวที่ยากจน แต่ไม่ได้ซื้อมาเพื่อเป็นนางบำเรอหรืออนุภรรยา หรือแม้แต่ซื้อมาเป็นทาสแต่อย่างใด ชายชราผู้นี้แอบซื้อคนมาอย่างลับ ๆ เพื่อเอามาทรมานต่างหาก และที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีใครทนอยู่รอดเกินสองถึงสามเดือนสักคน!
ถังฉือเย่เล่าให้ฟังอย่างละเอียด แม้จะไม่ได้สมจริงสมจังมากนัก แต่ไม่รู้ว่าทำไมทุกคนที่ได้ฟังกลับรู้สึกเห็นใจนางเป็นอย่างมาก ราวกับว่าพวกเขาได้เผชิญหน้าเรื่องราวร้าย ๆ เหล่านั้นพร้อมกันกับนาง
หญิงสาวตัวผอมและบอบบางนั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น ตัวสั่นไม่หยุด ใบหน้าเล็ก ๆ นั้นเต็มไปด้วยอารมณ์ที่สิ้นหวังที่มองไม่เห็นหนทาง ความที่เป็นคนผิวขาวและหน้าตาสะสวยทำให้เมื่อร้องไห้จึงทำให้คนรู้สึกเอ็นดูเป็นอย่างมาก สตรีหลายคนในหมู่บ้านยังอดที่ซับน้ำตาไม่ได้ เพราะรู้สึกว่าน่าสงสารเหลือเกิน
ฉีจิงและฉีหยางยืนอยู่ด้านหลังของฝูงชน เขาจูงมือน้องชายที่โกรธเป็นอย่างมากพร้อมกับหยิกมือเขาอย่างแรงเพราะต้องการเดินออกไปด้านหน้า ฉีจิงอดรำคาญไม่ได้จึงต้องอุ้มเขาขึ้นมาและพูดเสียงเบา ๆ ว่า “อย่าเพิ่งรีบร้อนไป” ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนอย่างที่ฉีจิงพูดจริง ๆ เพราะถังฉือเย่นั้นรู้ดีว่าต้องทำอะไร
คำพูดแต่ละคำของถังฉือเย่นั้นเป็นคำพูดที่ฉลาดมากแทบจะไม่มีช่องโหว่อะไรเลย อย่างแรก นางบอกว่าคนที่ช่วยนางไว้คือสามีภรรยาคู่หนึ่ง ที่บอกไปแบบนี้เพื่อไม่ให้เป็นการทำลายชื่อเสียงของตัวเอง อย่างที่สองนางบอกว่าเถ้าแก่หนิวเป็นคนใจใหญ่ใจกว้าง สามารถจ่ายเงินถึงสองร้อยตำลึงได้ภายในครั้งเดียวซึ่งเป็นลูกไม้เดิม ๆ ของเขาก็คือการใช้เงินฟาดหัวคน ยิ่งได้ฟังความโหดร้ายของเถ้าแก่หนิวก็ยิ่งเป็นเชื้อเพลิงจุดประกายความแค้นของทุก ๆ คนได้เป็นอย่างดี
ถังฉือเย่พูดไปก็ร้องไห้ไป พอพ้นจากเรื่องของเถ้าแก่หนิวแล้วหญิงสาวจึงพูดถึงความไม่ดีของวังซื่อ เพื่อภายหลังหากเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นจะได้มีวิธีการจัดการกับคนตระกูลถังพวกนี้ โดยเฉพาะคนที่ริเริ่มทำเรื่องชั่วร้ายอย่างถังหย่งหมิง รวมทั้งหลี่ซื่อซึ่งเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด
หลี่ซื่อกล้าที่จะหักหลังนาง ถังฉือเย่จึงคิดแค้นเคืองอยู่หน่อย ๆ เมื่อคิดดังนี้นางร้องไห้พลางพูด “ท่านพ่อของข้าจากไปตั้งแต่ข้ายังเล็ก ๆ จึงต้องขอให้ท่านลุงมาช่วยตัดสิน ข้ารู้ดีว่าการหาคู่ครองของลูกสาวและลูกชายนั้นต้องฟังคำสั่งของพ่อแม่ แล้วนี่มันต่างอะไรกับการที่จับข้ามัดแล้วเอาใส่เครื่องประหารล่ะเจ้าคะ ถ้าหากก่อนตายยังต้องถูกสบประมาทเช่นนี้ สู้บีบคอฆ่าตัวตายไปเลยเสียจะดีกว่า อย่างน้อยก็จะได้ตายอย่างบริสุทธิ์!”
โต้เถียงกันมาถึงขั้นนี้แล้ว หัวหน้าตระกูลถังจะวางเฉยไม่ยุ่งก็คงไม่ได้เสียแล้ว เขาทำหน้าเคร่งขรึมและเรียกให้คนออกมา
“ถังหย่งหมิง! ยังไม่รีบออกมาอีก จะรอให้ข้าเข้าไปเชิญเจ้าออกมาหรืออย่างไร” หลังจากนั้นจึงหันมาหาถังฉือเย่พูดเสียงอ่อนโยนว่า
“เย่เอ๋อร์ เจ้าลุกขึ้นก่อน”
แม้จะได้ยินชัดเจนแต่ถังหย่งหมิงก็ไม่กล้าแม้แต่จะชะโงกหน้ามามอง ท่านหัวหน้าตระกูลจึงสั่งให้คนเข้าไปลากตัวเขาออกมาได้ในที่สุด ชายหนุ่มคุกเข่าลงทันที พูดด้วยสีหน้าร้อนรนว่า
“ท่านลุง เรื่องนี้มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดจริง ๆ นะขอรับ ข้าอยากให้เย่เอ๋อร์ไปเป็นเมียน้อยก็จริง แต่เย่เอ๋อร์ไม่ยินยอม ข้าก็คิดว่าคนดีขนาดนี้ก็น่าเสียดาย เลยให้จูเอ๋อร์ไปแทน ความจริงแล้วเถ้าแก่หนิวเป็นพ่อค้าที่ซื่อสัตย์ซื่อตรงใจดีมีเมตตา แล้วจะไปมีเรื่องแบบนั้นได้อย่างไร ข่าวลือพวกนั้นเชื่อไม่ได้หรอกขอรับแล้ว เรื่องของชิวเอ๋อร์ ข้าถูกใส่ความจริง ๆ ข้าไม่รู้ว่าชิวเอ๋อร์ไปไหน จะมาโยนความผิดให้ข้าเพียงเพราะคนในหมู่บ้านไม่กี่คนไม่ได้นะขอรับ”
“พ่อค้าที่ซื่อสัตย์และซื่อตรงกระนั้นหรือ?” ท่านหัวหน้าตระกูลถังกระแอมออกมาเล็กน้อย “พ่อค้าที่ซื่อตรง การที่จะไปขอเมียน้อยคือการที่ลักพาตัวคนอื่นบนถนนอย่างนั้นรึ?”
ถังหย่งหมิงอึ้งจนพูดอะไรไม่ออก!
.
.
.