ผืนฟ้าเบื้องบนทอดตัวกว้างไกลไร้ขอบเขตเมฆบางลอยเอื่อยเหนือยอดเขาราวกับเฝ้ามองการเผชิญหน้าของสองเงาร่างที่ยืนประจันกันกลางลานหิน พื้นหินที่ถูกลมกรรโชกและฝนชะมานับร้อยปีเต็มไปด้วยรอยร้าวและคราบตะไคร่
แต่ในวันนี้...มันคือเวทีแห่งการประลองของสองยอดจอมยุทธผู้ยิ่งใหญ่
ความเงียบงันปกคลุมทั่วบริเวณมิมีเสียงผู้คน มีเพียงเสียงลมหายใจของผู้เผชิญหน้าและเสียงปราณที่สั่นะเืในอากาศ บรรยากาศเคร่งขรึม ราวกับธรรมชาติเองก็หยุดนิ่งเพื่อเฝ้าดูผลลัพธ์ของการประลองครั้งนี้
สองร่างยืนประจันหน้ากัน
ซวนจี๋เ้าสำนักเทียนหยวน ชายชราผู้สงบนิ่งในชุดคลุมสีเทาอ่อนผมขาวยาวสลวยถูกรวบไว้อย่างเรียบร้อย เคราสีเงินบางพลิ้วไหวตามลม สงบนิ่งแต่แฝงไว้ด้วยพลังลึกล้ำที่ยากหยั่งถึงราวกับสายน้ำที่นิ่งสงบแต่ซ่อนกระแสเชี่ยวกรากไว้เบื้องลึก
และอู๋เจี๋ย หัวหน้าพรรคอวิ๋นเิ ชายสูงวัยรูปร่างสง่างามสวมชุดคลุมดำปักลายเมฆเงินที่สะท้อนความหรูหราและลึกลับดวงตาคมดุร้ายเฝ้ามองเหยื่อกลางเวหา
เสียงฝ่ามือปะทะกันดังก้องไปทั่วหุบเขาปราณของทั้งสองสั่นะเือากาศจนหมอกบางกระจายตัวออก กระบวนท่าที่ใช้ต่างเฉียบคมและเปี่ยมด้วยชั้นเชิงทุกการเคลื่อนไหวคือการอ่านใจ ทุกการโจมตีคือการทดสอบจิตใจ
ซวนจี๋เหวี่ยงฝ่ามือออกไปอย่างสง่างามอู๋เจี๋ยหมุนตัวหลบแล้วสวนกลับด้วยกระบวนท่าที่แฝงพิษร้าย ทั้งสองเคลื่อนไหวราวกับเงาไม่มีช่องว่างไม่มีความลังเล
เวลาผ่านไปนานนับชั่วยามแต่ไม่มีผู้ใดเหนือกว่า ไม่มีผู้ใดยอมแพ้ ในที่สุด ซวนจี๋ถอยออกมาเล็กน้อย ลมหายใจยังคงมั่นคงดวงตาเขามองคู่ต่อสู้ด้วยความเคารพ
“เห็นทีการประลองในวันนี้...คงหาผู้ชนะไม่ได้” ซวนจี๋เอ่ยขึ้น
“ถ้าอย่างนั้นอีก 5 ปี เรามาประลองกันใหม่ที่นี่” อู๋เจี๋ย กล่าวตอบ
“ได้อีก 5 ปี พบกัน” ซวนจี๋ กล่าว
สายลมเย็นพัดผ่านยอดเขาอีกครั้งราวกับบันทึกคำมั่นที่ถูกฝากไว้กับฟ้าและหมอกเสียงสะท้อนแห่งการประลองยังคงก้องอยู่ในหุบเขา แม้สองเงาร่างจะถอยห่างไปแล้วแต่พลังปราณที่ทิ้งไว้ยังสั่นะเืพื้นหินไม่จางหาย
ห้าปีจากนี้ยอดเขาฮั่วซานจะกลายเป็เวทีแห่งการตัดสินโชคชะตา และไม่มีผู้ใดล่วงรู้ได้ว่าเมื่อถึงวันนั้น ยุทธภพจะยังคงสงบ หรือจะถูกสั่นคลอนด้วยพลังที่มิอาจหยุดยั้ง