ตอนที่ 23
2 เดือนผ่านไป...
ณ หุบเขาสายลม์ พื้นที่เขตพิเศษซึ่งจัดเป็พื้นที่อันตรายที่สุดในทวีปพยัคฆ์ขาวสูงเหนือระดับน้ำทะเลอย่างมหาศาล มีพายุใหญ่นับร้อยลูกก่อตัวบนหุบเขาตลอดเวลาจนไม่อาจมีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่ได้ เมฆบนท้องฟ้ายังไม่อาจก่อตัว... หากแต่มันกลับกลายเป็สถานที่แอบซ่อนของกองกำลังกลุ่มหนึ่งโดยใช้ปราการทางธรรมชาติบดบัง...
ลึกลงไปในถ้ำซอกหุบเขา...
เหยาิ ที่เสียแขนไปข้างหนึ่งแล้ว บัดนี้ถูกตรวนโซ่ขนาดใหญ่พันธนาการนับสิบเส้น ทั้งยังเต็มไปด้วยอักขระอาคมมากมายในสถานที่คุมขังแห่งนี้... ร่างกายของชายชราอาบไปด้วยาแและโลหิตคาดว่าตลอด่เวลาที่ถูกจับมา คงโดนทรมานมาอย่างสาหัสสากรรจ์เพื่อรีดเค้นข้อมูลบ้างอย่าง...
หากแต่วาจาประโยคเดียวที่หลุดออกมาจากปากของชายชรา มีเพียงแค่...
“แน่จริง...ก็ฆ่าข้าเลยสิ!!”
กลุ่มคน 10 คน ซึ่งอยู่ในเงามืด กำลังจดจ้องสภาพที่ย่ำแย่ของ เหยาิ...หนึ่งในจำนวนสิบคนนี้ ก็คือ เทพปรมาจารย์ ลู่เหรินฮ่าว... คนอื่น ๆ ที่เหลือแม้จะมีสถานะในยุทธภพที่แตกต่างกันออกไป แต่ก็ล้วนแล้วเป็ยอดฝีมือที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าลู่เหรินฮ่าว เท่าใดนัก...
ทั้ง 10 คือกลุ่มแกนนำของขุมกำลังในเงามืดนี้...
โดยขึ้นตรงต่อ ผู้นำสูงสุด ชายผู้สวมหน้ากากอสูรสีดำ...
ทวีปเต่าทมิฬ ทวีปัฟ้า ทวีปหงสาเพลิง ทวีปพยัคฆ์ขาว... เหล่ายอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปนั้นๆ จำนวน 4 คน จะได้รับตำแหน่ง หนึ่งจอมราชันย์ และสามเทพปรมาจารย์ เท่ากับว่าในโลกมนุษย์แห่งนี้จะมี จอมราชันย์ ทั้งสิ้น 4 คน อยู่กระจายคนละหนึ่งทวีป และมีเทพปรมาจารย์ 12คน กระจายอยู่ ทวีปละ 3 คน
ซึ่งคนที่แข็งแกร่งที่สุดในยุทธภพจากทั้งสี่ทวีปจะได้รับตำแหน่ง เทพราชันย์...ตำแหน่งเหล่านี้ทั้งหมด มิใช่การจัดตั้งขึ้นกันเองเฉพาะภายใน แต่จะถูกจัดตั้งขึ้นมาผ่านขุมกำลังที่น่าเชื่อถือที่สุดในยุทธภพอย่างสมาพันธ์ทำเนียบยุทธภพ ขุมอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มีสาขาอยู่ทั่วทุกหัวเมืองหลักใน4 ทวีป...
ตัวของ ลู่เหรินฮ่าว ปัจจุบันรับตำแหน่ง หนึ่งในสาม เทพปรมาจารย์ แห่งทวีปพยัคฆ์ขาวความแข็งแกร่งจึงจัดอยู่ในระดับสูงสุดของยุทธภพแห่งนี้... แน่นอนว่าเมื่อ 30ปีก่อน เหยาิ ก็มีตำแหน่ง เทพปรมาจารย์แห่งทวีปเต่าทมิฬเช่นกันก่อนจะสละตำแหน่งและถอนตัวออกจากยุทธภพในภายหลัง...
“สองเดือนแล้ว... มันยังไม่ยอมปริปากว่า ตราแห่งวงกต ถูกเก็บซ่อนอยู่ที่ใดงั้นสินะ...แน่ใจหรือว่า เหยาิ คือผู้ที่เก็บซ่อน ตราแห่งวงกต ลำดับที่ 5 เอาไว้?!” หนึ่งในสิบคน ที่แอบซ่อนในเงามืดเอ่ยถามขึ้น
“ถึงจะไม่มีหลักฐานชี้ชัด ว่าสิ่งนั้นอยู่ในมือของ เหยาิ...แต่จากที่สายของพวกเราสืบค้นข้อมูลมา เมื่อราว ๆ 35 ปีก่อน ตราแห่งวงกต ลำดับที่ 5เคยอยู่ในมือของ เล้งซิ่วอิง ภรรยาของ เหมาิ ไม่ผิดแน่... ตัวของ เล้งซิ่วอิง ประกาศตัวขอตัดขาดจากตระกูลเล้ง ดังนั้นหลังจากที่นางตายไปเมื่อ 30 ปีก่อน คนเดียวที่มีโอกาสตราแห่งวงกต ย่อมต้องเป็ เหยาิ...” เสียงจากอีกมุมในเงามืด กล่าวขึ้นยืนยัน
“ปรมาจารย์ลู่... ในตอนที่ท่านไปจับตัว เหยาิ ไม่พบหลักฐานใด ๆเลยงั้นหรือ?!” อีกเสียงเอ่ยถามขึ้น
ลู่เหรินฮ่าว พ่นลมหายใจแรง คล้ายไม่สบอารมณ์...
“เราบอกไปกี่ครั้งแล้ว ว่าสภาพตอนที่จับมา เหยาิ มันมิได้มีสิ่งใดพกติดตัวแม้แต่แหวนมิติ... แล้วก็เลิกเอ่ยถามเราในเื่นี้ได้แล้ว!! คิดว่าเราไม่รู้งั้นหรือ ว่าพวกเ้าคิดสงสัยว่าเราเก็บซ่อน ตราแห่งวงกตไว้เองกับตัว...
ครั้นให้พวกเ้าไปเผชิญหน้า เหยาิ ก็ไม่มีผู้ใดกล้ารับงานนี้...พอเรารับอาสา กลับคาดคั้นกล่าวหาว่าเราแอบซ่อนสิ่งของ เหอะ!! มันช่างน่านัก... ดูท่าหากวันนั้น ท่านผู้นำสูงสุด มิได้ไปกับเราด้วยพวกเ้าคงจะยัดเยียดความผิดให้เราจนได้งั้นสินะ!!”
“................” ทุกคนภายในเงามืด ล้วนนิ่งเงียบ
“เอาล่ะ เลิกโต้เถียงกัน โดยไม่ก่อประโยชน์เสียที!!” ชายผู้สวมหน้ากากปีศาจสีดำ สืบเท้าเข้ามาจากมุมมืดส่งผลให้ทั้ง 10 ลุกยืนพร้อมเพียง ก้มศีรษะลงต่ำแสดงความเคารพต่อ ผู้นำสูงสุด...
“ไม่ต้องมากพิธี... ที่ข้าเรียกทุกคนมาในวันนี้ ก็เพราะยังมีงานใหญ่สำคัญรออยู่เื่ของ เหยาิ ข้าขอมอบหมายให้ ลู่เหรินฮ่าว จัดการต่อไปก็แล้วกันได้ยินว่าเ้าเตรียมแผนการสำรองไว้ข่มขู่ เหยาิ อยู่บ้างมิใช่หรือ... แต่หากในหมู่พวกเ้าคนอื่นๆ ยังมีใครเคลือบแคลงใจให้ตัว ลู่เหรินฮ่าว ข้าจะเปิดโอกาสให้พวกเ้าได้ประมือกันเลยที่นี่”ผู้นำสูงสุด เค้นเสียงเยือกเย็น
ลู่เหรินฮ่าว ยกมือขึ้นสูง โดยทุกง่ามนิ้วเต็มไปด้วย มีดบินที่พร้อมขว้างปา...
“ตัวเรานั้นพร้อมเสมอ... นอกจากท่านผู้นำสูงสุดแล้ว ในหมู่พวกเ้าที่เอาแต่หดหัวอยู่ในกระดองเรานั้นมิกลัวใครหน้าไหนทั้งสิ้น!!”
เมื่อผู้นำสูงสุด และ ลู่เหรินฮ่าว เอาจริงขึ้นมา ก็ไม่มีผู้ใดกล้าจะลุกยืน...ตีความหมายเป็กลาย ๆ ได้ว่าทั้งสองคนนี้ น่าจะแข็งแกร่งที่สุดภายในองค์กรลับนี้แล้วแต่นั่นหมายถึงเฉพาะการประมือตัวต่อตัวซึ่งหน้าเท่านั้น มิได้หมายถึงการนำทุกสิ่งเข้าเผชิญหน้า...
“ในเมื่อไม่มีใครโต้แย้ง... เช่นนั้นข้าจะกล่าวถึงงานใหญ่สำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างที่ทุกคนทราบกันดี ว่าจนถึงปัจจุบันนี้ พรรคัฟ้า ล้มสลายไปจนเกือบหมดแล้วล่าสุดคือ พรรคัฟ้าสาขาหลัก เมื่อ 40 ปีก่อนในทวีปเต่าทมิฬ ครั้งนั้นถือเป็การปิดตำนานหมื่นปีของพรรคัฟ้า ลงได้สำเร็จด้วยฝีมือของพวกเรา...
จนถึงตอนนี้... จึงเหลืออีกเพียงสาขาเดียวเท่านั้น นั่นคือ พรรคัฟ้าสาขาทวีปพยัคฆ์ขาว... เหตุผลที่ข้ามิได้เร่งร้อนจัดการกับสาขานี้ ทั้งที่มันอยู่เพียงปลายจมูกของพวกเราก็เพราะว่า พรรคัฟ้า สาขาทวีปพยัคฆ์ขาว ถือเป็สาขาเดียวที่ไม่ขึ้นตรงกับตระกูลเล้ง... หากแต่มันขึ้นตรงต่อ ตระกูลกุ่ย เป็สาขาเอกเทศ ที่ไม่ได้อยู่ในเครือข่ายปกครองของพรรคัฟ้า ในสาขาหลักด้วยซ้ำไป จึงเป็สาเหตุที่ข้าปล่อยทิ้งไว้...
แต่ตอนนี้ ข้าคิดว่าคงถึงเวลาแล้ว ที่พวกเราจะกวาดล้างมันให้สิ้นซากไปจากแผ่นดิน!! ความน่ากลัวที่สุดของ พรรคัฟ้าสาขานี้ นั่นคือความมั่งคั่ง!! พวกมันร่ำรวยยิ่งกว่า ราชวงศ์ไป๋หู่ เสียอีก จากธุรกิจการขนส่งที่ใหญ่โตที่สุดในยุทธภพ...ทรัพย์สินที่ถือครองอาจเทียบเคียงได้กับ สมาพันธ์ทำเนียบยุทธภพ ด้วยซ้ำไป แทบทุกขุมกำลังในยุทธภพจำต้องพึงพาพวกมัน...
ดังนั้นการจะโค่นล้ม จำเป็ต้องทำลายความมั่งคั่งที่พวกมันถือครองทั้งหมดลงให้ได้เสียก่อนและตัดขาดความสัมพันธ์ระหว่างพวกมันกับขุมกำลังอื่น ๆ เพื่อตัดการสนับสนุน เท่านี้พวกเราก็จะมองเห็นหนทางให้สามารถโค่นล้มขุมกำลังนี้ลงได้แล้ว...” ผู้นำสูงสุดกล่าวขึ้น ท่ามกลางที่ประชุม
ทำเอาผู้ที่แอบซ่อนในเงามืดเ่าั้ แสดงท่าทีหวาดหวั่นกันท่วมหน้า...เพราะครั้งนี้ถือเป็ภารกิจที่ยิ่งใหญ่ และอันตรายมากในรอบหลายสิบปีขององค์กรลับนี้...
ลู่เหรินฮ่าว เมื่อได้ยินภารกิจ ก็กดหัวคิ้วลงต่ำเล็กน้อย...
“เหตุผลที่ท่านผู้นำเลือกลงมือใน่นี้... เป็เพราะผู้นำตระกูลกุ่ยคนปัจจุบันอย่าง กุ่ยจือชิง กำลังล้มป่วยงั้นสินะ อีกทั้งตระกูลกุ่ยในยุคนี้ยังโชคร้ายไร้ผู้สืบสกุลจึงเกิดความขัดแย้งภายในพรรคัฟ้า อาจมีการผลัดเปลี่ยนขั้วอำนาจขึ้นปกครอง...”
“ถูกต้อง... ่เวลานี้ถือเป็่เวลาที่เหมาะสมที่สุดก็ว่าได้ข้าจะไม่ยอมพลาดโอกาสหุบทรัพย์สินอันมหาศาลของพวกมัน... อีกทั้งยังมีข่าวลือว่า ตระกูลกุ่ยเองก็ครอง ตราแห่งวงกต เฉกเช่นเดียวกับตระกูลเล้ง!! ยิงลูกศรเพียงดอกเดียวมีโอกาสได้วิหคั์ถึงสองตน ยังไงก็คุ้มค่ากับความเสี่ยงนี้...” ชายสวมหน้ากากปีศาจสีดำเค้นเสียงขึ้น
เหล่าคนทั้งสิบในเงามืด ล้วนเห็นพ้อง...
“แผนการนี้ ข้าจะร่วมเคลื่อนไหวด้วยอีกครั้ง... และข้าจะนำพากลุ่มัทองของเราให้ขึ้นผงาดเป็ขุมกำลังอันยิ่งใหญ่ในยุทธภพ!!ไม่ต้องมาเป็องค์กรลี้ลับ หลบซ่อนเช่นนี้อีกต่อไป...”ผู้นำสูงสุดแห่ง กลุ่มัทอง เค้นเสียงขึ้นดุดัน แววตาที่ลอดผ่านหน้ากากปีศาจสีดำบ่งบอกถึงความทะเยอทะยานไร้สิ้นสุด...
............................................
ตลอดสองเดือนที่ผ่านมา ซุน แทบไม่เคยออกไปจากห้องลับแห่งนี้...ใช้เวลาทั้งหมดไปกับการบ่มเพาะลมปราณ ตามการชี้นำจากตำรา ฝึกฝนด้วยตนเองเป็หลักหากเกิดข้อสงสัยก็เอ่ยถาม เฒ่าชีเปลือย แม้จะได้คำตอบบ้าง ไม่ได้คำตอบบ้างแต่ก็พอเป็หนทางให้ไปต่อได้ จวบจนกระทั่ง...
บรรลุชนชั้นลมปราณสีคราม ขั้นที่ 1
ซุน ถอนหายใจหลังทะลวงผ่านระดับชั้นลมปราณใหม่ได้สำเร็จ...
“หลงนึกว่าการบ่มเพาะจะทำได้โดยง่ายเสียอีก แต่กลับต้องใช้เวลามากถึงสองเดือนเต็มทั้งยังหมดสุราของ เหล่าซือ ไปถึง 4 ไห... การฝึกฝนลมปราณ ยากเย็นยิ่งกว่าการฝึกพลังตบะและพลังสมาธิหลายเท่านัก...”
เฒ่าชีเปลือย ได้ยินเช่นนั้น ก็อดส่งเสียงหัวร่อออกมาไม่ได้...
“หึหึ... ใช้เวลาร่วมสองเดือนในการข้ามระดับชั้น เ้ายังคิดว่ามันเชื่องช้าและทำได้ยากงั้นหรือ?! ใยเ้าไม่ลองเอาตนเองไปเทียบกับ ผู้อื่นดูเล่า?! ดูอย่างกังเฉิง สหายเ้าก็ได้ เ้านั่นฝึกฝนลมปราณั้แ่ยังเล็ก มีอาจารย์สอนสั่งั้แ่เริ่มหัดเดินทั้งยังกล่าวได้ว่าเป็เด็กมีความสามารถผู้หนึ่ง...
แต่เ้านั้นในวัย 17 ปี เพิ่งจะบรรลุชนชั้นลมปราณสีคราม ขั้นที่ 7เท่านั้น!! ส่วนตัวเ้าฝึกฝนด้วยตนเอง จริงจังเพียงแค่ 2 เดือนก็ขึ้นมาอยู่ในระดับชั้นพลังเดียวกับ กังเฉิง ได้แล้ว... และข้าเชื่อว่าอีกไม่เกินครึ่งปีเ้าก็คงจะแซงหน้า กังเฉิง เป็ที่เรียบร้อย...
อีกทั้งเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา โดยมากตัวเ้าจะสูญเสียไปกับการนอนหมดสติของเ้าหลังจากเมามายในฤทธิ์สุราที่รุนแรง ่เวลาจึงหายไปกับส่วนนั้นยิ่งกว่า่เวลาแท้จริงที่บ่มเพาะเสียอีก...ฟังเช่นนี้แล้ว เ้ายังจะคิดว่าตัวเ้าบ่มเพาะได้เชื่องช้า และยากลำบากอยู่อีกหรือไม่?!” เฒ่าชีเปลือย เอ่ยทักขึ้น
มันทำให้ ซุน ต้องฉุกคิดถึงความจริงในเื่นี้... ส่วนหนึ่งอาจเพราะใน่สองเดือนที่ผ่านมาซุน ไม่อาจลบเลือนภาพของ เหล่าซือ ที่น่าจะกำลังตกที่นั่งลำบากออกไปจากความคิดได้...จึงทำให้รู้สึกเหมือนเวลาการฝึกฝนช่างผ่านไปยาวนานเหลือเกิน
ซุน มิใช่คนโง่เขลา ย่อมเข้าใจได้ว่าศัตรูที่สามารถจับกุมตัวเหล่าซือ ไปได้ ทั้งยังตัดแขนของ เหล่าซือ ที่เคยเป็ถึงอดีต เทพปรมาจารย์ แสดงให้เห็นถึงความน่ากลัวของศัตรูที่ยากจะจินตนาการไปถึงลำพังชั้นลมปราณต่ำเตี่ยเรี่ยดินของ ซุน ต่อให้สืบหาจนรู้ที่อยู่ของศัตรูและบุกเข้าไปก็คงมิแคล้วถูกจับตัวไปได้อีกครั้งอยู่ดี
เมื่อมีเวลาได้วิเคราะห์เื่ราวที่เกิดขึ้น ซุนก็พอจะคาดคะเนได้ว่า ศัตรู้าจับตนเองไปเพื่อขู่เข็ญให้ เหล่าซือสารภาพถึงสิ่งที่พวกมัน้าจะรับรู้... ดังนั้นนอกจากที่ ซุน จะต้องสืบหาข้อมูลของศัตรูแล้วยังต้องระวังมิให้ศัตรูตามหาตนเจอได้อีกด้วย นับเป็ความยุ่งยากที่ ซุน ต้องฝ่าฟัน...
“นี่เฒ่าชีเปลือย ระดับชั้นพลังที่เพิ่มขึ้น มันคงทำให้ข้าแข็งแกร่งกว่าเดิมมากเลยใช่หรือไม่?! คงเพราะไม่เคยได้เปรียบวัดกับผู้อื่น ข้าจึงยังไม่ค่อยเข้าใจในพลังที่เพิ่มพูนขึ้นมาเท่าใดนัก...”ซุน เอ่ยถามด้วยความกังวลในใจ
หากแต่ เฒ่าชีเปลือย กลับส่ายหน้าทันที...
“เหลวไหล... ต่อให้ระดับชั้นลมปราณเพิ่มขึ้นก็เพียงทำให้พื้นฐานร่างกายเ้าสูงขึ้นมาเท่านั้น แต่ทักษะในการต่อสู้ของเ้าก็ยังเท่าเดิม...อย่าลืมว่าสิ่งที่จะดึงเอาพลังลมปราณในร่าง ออกมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดนั่นคือ วรยุทธ และกระบวนท่า สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่จะทำให้เ้าแข็งแกร่งขึ้น
ตัวเ้าในตอนนี้ ยังมีการเคลื่อนไหวที่เกินความจำเป็อยู่อีกมาก ไม่มีความลื่นไหลในการออกท่วงท่าเพราะมิได้ศึกษาในแก่นแท้ของวรยุทธที่แท้จริง บอกตามตรงว่ายังอีกยาวไกลนัก ที่เ้าจะผงาดขึ้นในโลกแห่งยุทธภพ...”
ซุน ถอนหายใจหนักหน่วง ลึก ๆ แล้วก็พอจะทราบได้เช่นกัน...
“ก็ในเมื่อเ้าแข็งแกร่งถึงเพียงนั้น ตัวเ้าจะสามารถสอนสั่งวรยุทธหรือกระบวนท่าต่าง ๆ ให้กับข้าได้หรือไม่?!”
เฒ่าชีเปลือย โบกมือปฏิเสธโดยไม่ต้องฉุกคิด...
“เ้ายังไม่แข็งแกร่งพอที่จะเรียนรู้อะไรจากข้า... หากจะให้ข้าช่วยถ่ายทอดวิชาและทักษะต่างๆ ให้กับเ้า อย่างน้อยเ้าต้องบรรลุถึงชนชั้นลมปราณสีแดงขั้นไปเท่านั้น หากพื้นฐานเ้าต่ำชั้นไปกว่านั้นรังแต่จะทำให้เ้าถูกธาตุไฟเข้าแทรก เส้นลมปราณเกิดความเสียหาย เนื่องด้วยบรรดาทักษะของข้ามันมีอำนาจเหนือการควบคุมของเ้าไปมากโข...
พลังลมปราณและวรยุทธ แตกต่างไปจากพลังตบะและพลังสมาธิ ตรงที่มันมิอาจก้าวะโในการฝึกฝนฉะนั้นหากให้ข้าช่วยแนะนำหนทาง... ใยเ้ามิแฝงตัวตนเข้าในสำนักหรือพรรคต่าง ๆ เพื่อสั่งสมพื้นฐานให้มั่นคงเสียก่อนแล้วค่อยไต่เต้าขึ้นไปในระดับที่สูงขึ้น มันจะเป็ผลดีต่อเ้ามากกว่า...”
ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็ใบหน้าเคร่งขรึมลงทันที...
“แปลว่ามันถึงเวลาแล้วสินะ... ที่ข้าควรจะออกไปจากห้องลับแห่งนี้...”
...........................................