ตอนที่21กะทันหัน
บัวนั่งดูข่าวเกี่ยวกับการจับยาเสพติดขณะที่หยิบขนมเคี้ยวเล่นไปด้วย เธอคิดว่าอีกไม่นานข่าวนี้ก็จะกลายเป็พาดหัวข่าวใหม่แทนข่าวฉาวของภูษิตาแน่นอน เพราะนี่เถือป็นเื่ใหญ่ระดับประเทศเลยก็ว่าได้
อีกทั้งต่อไป...อาชีพพ่อค้าแม่ค้าอย่างเราคงจะอยู่ยากขึ้น เพราะอาจจะเป็ที่หมายตาของเหล่าตำรวจเ้าหน้าที่ เนื่องจากข่าวที่บอกมาแบบนั้น ว่าพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่คือตัวหลักในการขนสิ่งผิดกฎหมายข้ามมายังในประเทศ แต่จริง ๆ แล้ว ต้องมีเบื้องลึกเื้ัแน่นอน
ในขณะที่บัวกำลังนั่งดูข่าวอย่างหน้าตาเคร่งเครียด เสียงโทรศัพท์ของเธอก็ได้ดังขึ้น
“ค่ะแม่” หญิงสาวกดรับสายโดยที่ไม่ได้ดูว่าเป็ชื่อของใคร
‘แม่อะไรของเธอ!’ ปลายสายตอบมาด้วยน้ำเสียงตะคอกใส่ ทำเอาบัวสะดุ้งโหยงด้วยความใ เธอเลื่อนโทรศัพท์ที่แนบหูลงมาดูทันที
“คุณนิภา!....ขอโทษนะคะ หนูไม่ทันได้ดูเบอร์ รีบกดรับสายซะก่อน”
‘เธออยู่ไหน’ ไม่ทันไรปลายสายก็ยิงคำถามทันที
“อยู่บ้านที่เชียงใหม่ค่ะ มีอะไรรึเปล่าคะ?”
‘เธอจะไปไหนมาไหนโดยไม่บอกฉันไม่ได้นะ เกิดมีงานด่วนขึ้นมาจะทำยังไงฮะ! ทำให้ฉันตามตัวได้ง่าย ๆ หน่อย’ เสียงปลายสายฟังดูหงุดหงิดอย่างกับว่าไปโกรธใครมาเสียอย่างนั้น
“เดี๋ยวนะคะ...หนูแค่กลับบ้านมาไม่กี่วันเองแล้วอีกอย่าง จะมีงานด่วนอะไรเข้ามาล่ะคะ” บัวถามกลับพลางเอียงคอด้วยความสงสัย
‘มีสิ เธอกลับมาเลยนะ นั่งเครื่องบินมาซะ! แล้วเจอกันร้านเดิม’
“หะ? กลับเลย? หนูเพิ่งมาถึงบ้านเมื่อวานเองนะคะ อีกอย่าง...ยังไม่ค่อยได้คุยอะไรกับแม่เล...”
‘นั่นมันเื่ของเธอนะ! แต่ในฐานะของฉันและเธอตอนนี้ ฉันสามารถออกคำสั่งกับเธอได้ ลืมไปแล้วรึไง!’ ปลายสายถามกลับด้วยน้ำเสียงเหวี่ยง หากบัวอยู่ใกล้ตอนนี้คงสะดุ้งใไม่น้อย
บัวได้ยินเช่นนั้น เธอเงียบไปพักหนึ่งพร้อมกับนึกเสียใจเล็กน้อยที่วันนั้นยอมเซ็นต์สัญญาไป เพราะนั่นทำให้เธอไม่ได้มีชีวิตส่วนตัวเลย ตอนนี้นิภาดันเข้ามาเป็เหมือนเ้าของชีวิตของเธอไปอีก
‘ฮัลโหลบัว! เธอได้ยินที่ฉันพูดรึเปล่า’ ปลายสายย้ำอีกครั้งจนบัวสะดุ้งไป
“ด...ได้ยินค่ะ แต่ถ้าคุณอยากรู้อะไรอีก ก็ถามผ่านทา…..” บัวพูดยังไม่ทันจบ จู่ ๆ นิภาก็แทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เดือดดาล
‘ทำไมต้องเื่เยอะด้วยฮะ!!! หรือจะให้ฉันไปถึงเชียงใหม่!!!’
“อะ..เอ่อ..ก็ได้ค่ะ หนูจะรีบกลับให้เร็วที่สุด” บัวตอบด้วยเสียงที่อ่อนลง
‘วันนี้นะ!’ ปลายสายตอบกลับสั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงเ้ากี้เ้าการบงการชีวิตบัวเต็มที่ ด้วยถือว่าตัวเองคือเ้านาย
“ฮะ! วันนี้!!” บัวอุทานเสียงดังลั่น “วันนี้จะทันได้ไงคะ นี่ก็เกือบเที่ยงแล้ว”
‘ต้องทันสิ! มาไฟลท์บ่ายเลยนะ แล้วอย่าให้ฉันต้องรอนาน’
เมื่อนิภาพูดจบก็ตัดสายไปทันที ปล่อยให้บัวที่ถือสายอยู่นั้นต้องนั่งอ้าปากค้างด้วยความงุนงง
“อ่าว เห้ยย วางไปซะแล้ว บ้ารึเปล่าเนี่ย อยู่ ๆ ก็โทรมาให้กลับตอนนี้..จะมีเื่อะไรนักหนานอกจากเื่ชาวบ้านเค้าอีก โอ้ยย…..” หญิงสาวมองโทรศัพท์ด้วยสายตาหงุดหงิดจนแทบจะโยนทิ้งไป แต่เธอก็ทำได้แค่โยนทิ้งลงบนโซฟาเท่านั้น
บัวนั่งสงบสติอารมณ์อยู่พักหนึ่งก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูอีกครั้ง ว่ามีไฟลท์บินไหนที่จะเดินทางในเร็ว ๆ นี้ได้บ้าง และแล้วก็เจอ...
“ไปดอนเมือง...เครื่องออก....14.00น. ถึง 15.00น. นั่งรถตู้....ไปห้างเซ็นเตอร์มอลก็ประมาน 1ชั่วโมง ...ก็ทันอยู่นะ...โอเค เอารอบนี้ล่ะ” หญิงสาวเจอไฟลท์บินที่ถูกใจแต่เธอกลับต้องตะลึงเมื่อเห็นราคา
“4580!!! ทำไมแพงงี้!! นี่มันเท่ากับค่าข้าวเดือนนึงเลยนะ…” บัวอุทานออกมาด้วยความใ แต่ลึก ๆ เธอก็คิดอยู่ว่าเสียไปเท่านี้เดี๋ยวก็คงได้กลับมาเป็ก้อนอีก อีกอย่าง...นิภาคงไม่ให้เธอทำอะไรที่มันเป็การละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของภูษิตามากเกินไปหรอก เพราะครั้งล่าสุดนี้ก็ถือว่ามันเยอะพอสมควรแล้ว แต่สิ่งที่เธอกังวลที่สุดตอนนี้คือ...จะบอกพ่อแม่และน้องว่าอย่างไรดี ในเมื่อเธอบอกทุกคนไปแล้วจะกลับวันจันทร์แต่นี่เพิ่งจะวันอาทิตย์แท้ ๆ ...ไม่ได้กลับบ้านมานานแค่ไหนแล้ว พอได้กลับมาก็ยังไม่ทันได้หายคิดถึงพ่อแม่และน้อง ๆ เลย...
เมื่อบัวจองไฟลท์เครื่องรอบบ่ายได้เป็ที่เรียบร้อย เธอก็รีบปิดทีวีพร้อมกับหยิบกระเป๋าซึ่งวางอยู่ใกล้ ๆ ก่อนจะออกจากบ้านเพื่อตรงไปยังโรงพยาบาลทันที
เมื่อถึงโรงพยาบาลในเวลาต่อมา เธอเดินขึ้นบันไดไปด้วยท่าทางเร่งรีบจนมาหยุดอยู่หน้าประตูห้องพิเศษของพ่อ
ญาติผู้ป่วยในระแวกนั้นเดินผ่านไปผ่านมา 2-3 คนเห็นจะได้ ในขณะที่บัวยังคงยืนนิ่งอยู่หน้าประตูนั้น เธอยังไม่รู้ว่าจะบอกทุกคนอย่างไรถึงเหตุผลที่ต้องกลับไปกรุงเทพก่อนกำหนด แต่แล้ว...ทันใดนั้นเองหญิงสาวก็ได้ตัดสินใจเปิดประตูเข้าไป
“อ้าวบัว? มาแล้วเหรอลูก แม่คิดว่าจะมาเย็น ๆ ซะอีก ทำไมไม่อยู่ให้หายคิดถึงบ้านก่อนล่ะ หืม?” แม่พูดขึ้นเมื่อเห็นบัวเปิดประตูเข้าไป
“บัวมาก็ดีเลย เมื่อกี้แม่เค้าเพิ่งสั่งไก่ไป มากินด้วยกันนะลูก พ่อยังกินไก่ไม่ได้” ชายผู้เป็พ่อพลิกตัวเล็กน้อยเพื่อคุยกับลูกสาว
“เมื่อไหร่จะมาอ่า....อัญหิวไส้ขาดแล้วเนี่ยย” สาวน้อยเริ่มงอแง
“นี่ เมื่อกี๊เพิ่งจะกินขนมปังไปเองนาา” แม่พูดขึ้น
บัวยืนมองทุกคนพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน แต่ก็น่าเสียดายที่เธอได้มาอยู่แค่ครู่เดียว
“แม่คะ พ่อคะ คือ…” บัวอ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจพูดออกไป “คือหนูต้องกลับก่อนอ่ะค่ะ จองไฟลท์บิน...บ่าย2”
“อ้าว ทำไมล่ะลูก ไหนบอกจะกลับวันจันทร์ไง?” แม่ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงใ
“นั่นสิ หรือลูกจำวันผิดรึเปล่า?” พ่อก็เสริมด้วยเช่นกันในขณะที่เด็กน้อยทั้งสองยังคงนิ่งอึ้งไม่พูดอะไร
“คือ…บัวลืมไปว่ามีรายงานต้องส่งพรุ่งนี้น่ะค่ะ เป็รายงานกลุ่มด้วย สปายกับขวัญโทรมาตามเมื่อกี๊เอง”
“อ้อ เื่เรียนเหรอ งั้นรีบกลับเถอะจ่ะ เดี๋ยวเพื่อนจะรอ” แม่ตอบกลับอย่างเข้าใจ
“บัวขอโทษนะคะ ยังไม่หายคิดถึงทุกคนเลย...” บัวพูดขึ้นในขณะที่ก้มหน้าลงเล็กน้อย เพราะตอนนี้น้ำตาของเธอเริ่มไหลออกมาโดยที่ควบคุมไม่ได้
“โถ่...ไม่เป็ไรนะบัว แค่ได้เห็นหน้าบัวแม่ก็ดีใจแล้ว มา ๆ ให้แม่กอดหน่อยนะ” แม่พูดจบก่อนจะเดินเข้าไปกอดลูกสาวด้วยความอบอุ่น เธอกอดบัวแน่นที่สุดเพราะความคิดถึงที่สะสมมานาน ทันใดนั้นเองต้นน้ำและอัญชัญก็เข้ามากอดด้วยเช่นกัน
“ฮืออ ๆ ๆ ๆ”
“อย่าร้องสิ” บัวโน้มตัวลงปลอบน้อง ๆ ที่กำลังร้องไห้อยู่
“ก็พี่บัวร้องก่อนอ่ะ ฮืออ ๆ ๆ” อัญชัญยังคงร้องไห้ด้วยความเสียใจที่พี่สาวจะต้องกลับไปแล้ว
“อ้าว ๆ ๆ ลืมพ่อกันแล้วเหรอตรงนั้นน่ะ” พ่อพูดขึ้นในขณะที่บัวกับแม่และน้อง ๆ กำลังปลอบกันไปมา
“พ่อ…” บัวมองไปยังพ่อที่นอนยิ้มอยู่บนเตียง เป็รอยยิ้มที่อบอุ่นที่สุดเท่าที่เคยมีมา เธอเดินเข้าไปกอดเขาด้วยความคิดถึงและเสียดายที่มีเวลาอยู่ด้วยกันน้อยเกินไป
“ไม่เป็ไรนะลูก กลับไปทำหน้าที่ของตัวเองนะ ว่าง ๆ ค่อยกลับมาหาพ่อกับแม่อีก แล้วก็อย่าโหมงานหนักเกินไปล่ะ” พ่อพูดพลางลูบผมบัวเบา ๆ ด้วยความรักในขณะที่บัวน้ำตาอาบแก้ม
“ค่ะพ่อ”
“ปะ เดี๋ยวแม่ลงไปส่งข้างล่างนะลูก” แม่พูดพร้อมกับเข้ามาแตะไหล่บัวเบา ๆ
“ค่ะแม่”
ทันใดนั้น หลังจากที่ทุกคนล่ำลากัน แม่ก็ลงไปส่งบัวข้างล่างทันทีในขณะที่หญิงสาวนั่งอยู่ในรถที่กำลังเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ เธอหันกลับมามองแม่ที่กำลังโบกมือให้ด้วยความใจหายก่อนที่รถก็ได้เคลื่อนตัวไป เธอมองแม่จนหายลับตาไป
บัวหันกลับมายังท้องถนนด้วยน้ำตาที่กำลังไหลอาบแก้ม สะอึกสะอื้นอยู่อย่างนั้นจนคนขับรถหันมองทางกระจก แต่เธอก็ไม่สนใจอะไรอีกแล้ว เพราะความเสียใจ..ความเสียดายมันเอ่อล้นจนกลั้นมันไว้ไม่ไหวอีกต่อไป
ในเวลาต่อมา บัวมาถึงห้างเซ็นเตอร์มอลล์ด้วยท่าทางที่เหนื่อยล้าเพราะเธอต้องรีบนั่งเครื่องบินจากเชียงใหม่มาลงกรุงเทพ ไหนจะต้องนั่งรถอีกต่อหนึ่งเพื่อมาห้าง อีกด้วยเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดจึงพาให้เธอมายืนอยู่ตรงทางลงบันไดเลื่อนของชั้นที่มีร้านอาหารร้านประจำของนิภาอยู่ ก่อนจะเดินเข้าไปยังโต๊ะที่นิภานั่งด้วยท่าทางที่เอื่อยเฉื่อย ใน่เวลานั้นเป็่เย็น ลูกค้าจึงเยอะกว่า่อื่น ๆ ทำให้บรรยากาศในร้านไม่ค่อยเป็ส่วนตัวเท่าไหร่นัก
“นี่เธอพาิญญามาด้วยมะ?” นิภาถามติดตลกแต่ก็ปนไปด้วยความสงสัยเมื่อเห็นท่าทางของหญิงสาวที่เพิ่งมาถึงดูเหมือนไร้วิญญาน
“คิดว่าไงล่ะคะ คุณเล่นเรียกหนูมาด่วนขนาดนี้”
“หึ! อะ.. สั่งอะไรหน่อยมั้ย” นิภายื่นเมนูเครื่องดื่มให้ “จะได้ตื่น”
บัวอ่านเมนูดู ถึงแม้จะเป็ภาษาฝรั่งเศสแต่ยังดีที่ครั้งนี้มีรูปภาพประกอบอยู่
“ไม่ดีกว่าค่ะ คงไม่ได้นั่งนาน” บัวตอบกลับพร้อมกับปิดเมนูลงก่อนจะยื่นให้พนักงานที่ยืนอยู่ในบริเวณนั้น
“เอาล่ะ ถ้างั้น ฉันจะเข้าเื่เลยละกัน” นิภาเริ่มจริงจัง
“ค่ะ” บัวได้ยินเช่นนั้นก็ยืดตัวตรงตั้งใจฟังทันที
“เธอรู้มั้ย ว่า่นี้ษิตาไปไหนบ้าง”
“ก็....ไม่นะคะ....อ้อ!..วันที่หนูกลับบ้าน เอ่อ..วันเสาร์น่ะค่ะเหมือนเค้าจะไปไหนซักที่นึง น่าจะมีงานสำคัญเลยต้องจ้างพี่เลี้ยงให้มาอยู่กับจ้ะจ๋าแทน”
“ไปไหนล่ะ แล้วงานอะไร?” นิภารีบถามกลับทันควัน จนคนตรงหน้าแทบจะไม่ได้คิดคำตอบไว้ด้วยซ้ำ
“หนูไม่ได้รู้ลึกขนาดนั้นนะคะ…?”
“โอเค และนั่น คือการบ้านของเธอ” นิภาพูดสั้น ๆ ที่เข้าใจได้ไม่ยาก เธอ้ารู้ว่าวันเสาร์ที่เพิ่งผ่านมา ภูษิตาไปทำอะไรมากันแน่ถึงขนาดที่ต้องทิ้งลูกสาวไว้กับพี่เลี้ยงเพียงลำพัง
“ห่ะ? แต่....หนูว่า มันจะเป็การก้าวก่ายเกินไปนะคะ” บัวมองหน้าหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาไม่พอใจ
“งานของเธอ คือก้าวก่ายชีวิตษิตานั่นแหละที่ฉัน้า” นิภาโน้มตัวเข้าหาบัวเล็กน้อยแก่อนจะพูดด้วยเสียงกึ่งกระซิบ “ถ้าฉันถาม...เธอต้องตอบได้ ถ้าตอบไม่ได้….ก็ต้องตอบให้ได้!”
บัวเงียบไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินนิภาพูดเช่นนั้น นับวันความ้าของนิภายิ่งเลวร้ายขึ้น เริ่มไม่เหมือนวันแรกที่ตกลงเจรจากัน
“แต่..นี่มัน..ไม่เหมือนที่เราคุยกันไว้ั้แ่แรกเลยนะคะ...”
“ฉันไม่สนอะไรทั้งนั้น บัว!เธอเข้าใจที่ฉันสั่งมั้ย?” นิภาขยับตัวออกมา ทั้งยังจ้องบัวสายตาเขม็งก่อนจะถามย้ำด้วยน้ำเสียงดุดัน ทำให้คนฟังตัวสั่นเครือไม่น้อย
“นี่ คุณกำลังจะทำอะไรกันแน่อ่ะ” ถึงแม้บัวจะกลัวจนตัวสั่นแต่เธอก็ยังดิ้นรนที่จะถามคำถามเช่นนี้ไป
“เื่ของเธอคืองานที่ฉันสั่งให้ทำ แล้วถ้าเธอยังถามมากความ รู้ใช่มั้ยว่าจะเกิดอะไรขึ้น!” นิภาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเบาแต่หนักแน่นไปด้วยความโหดร้ายไร้ความปราณีของน้ำเสียงนั้น บัวไม่มีทางไหนที่จะหลีกเลี่ยงคำสั่งนี้ได้ เธอได้แต่กำมือแน่นและยอมรับมันไป
“ค…ค่ะ”
ทันทีที่บัวตอบรับ นั่นทำให้นิภาใจเย็นลง จากสายตาที่จ้องเขม็งก็กลับเข้าสู่โหมดปกติทันที
“ก็แค่เนี่ย..จะถามอะไรนักหนา”
“แล้ว..ม..มีอะไรอีกมั้ยคะ” บัวถามน้ำเสียงสั่นเครือ
“ไม่มีแล้ว เธอจะกลับเลยก็ได้นะ อ้อ!…ฉัน้ารู้แบบเร็วที่สุดนะ พรุ่งนี้ยิ่งดี แต่ทางที่ดีก็อย่าให้เกินพรุ่งนี้”
“คะ?? พรุ่งนี้??” บัวถามขึ้นเสียงดังสนั่น ดวงตาเบิกโตด้วยความใ
“เธอมีปัญหาเหรอ” นิภาถามเสียงเรียบแฝงไปด้วยความใจร้าย
“อะเอ่อ…ไม่มีค่ะ งั้น หนูกลับก่อนนะคะ” บัวบอกลาพอเป็พิธีก่อนจะรีบเดินออกจากตรงนั้นทันทีด้วยใบหน้าที่ยังคงเป็กังวล
การคุยกันครั้งนี้ของเธอทั้งคู่ค่อนข้างตึงเครียดนัก เพราะดูนิภาจะร้อนรนอยู่กับบางเื่ จึง้าให้บัวค้นหาอะไรบางอย่างเนื่องจากบัวเป็คนที่สนิทกับภูษิตาที่สุดเข้าถึงได้แม้กระทั่งลูกสาว
ในเช้าวันต่อมา บัวตื่นขึ้นด้วยความรู้สึกหม่น ๆ มาจากเื่เมื่อวานที่เพิ่งได้คุยกับนิภาไป ทำให้เธอหลับไม่ค่อยเต็มตื่นสักเท่าไหร่นัก แต่เมื่อถึงมหาวิทยาลัยเธอก็ไปเรียนพร้อม ๆ กับเพื่อนรุ่นน้องทั้งสองตามปกติเมื่อเรียนเสร็จใน่เที่ยงเธอทั้งคู่ก็ชวนบัวไปทานไอศครีมด้วยกันที่ร้านประจำของเธอกับจ้ะจ๋า
ครั้นเมื่อถึงร้านไอศกรีมดังกล่าว ทั้งสามเข้าไปเลือกโต๊ะซึ่งใกล้กับตู้ไอศครีมที่สุด เพื่อจะได้สะดวกเวลาพนักงานตักไอศครีมให้
“ทำไม...วันนี้พี่บัวมากับพวกเราได้นะ?” ขวัญชะเง้อพูดกับสปายด้วยน้ำเสียงชวนสงสัยในขณะที่บัวนั่งอยู่ตรงกลาง
“นั่นน่ะสิ งงมาก” สปายตอบกลับน้ำเสียงติดตลกผ่านหน้าเ้าตัวไป
“นี่ ๆ ๆ พี่ยังอยู่ตรงนี้นะจ้ะ เผื่อไม่เห็น” หญิงสาวรุ่นพี่ทักขึ้น พร้อมกับโบกมือไปมาในระดับสายตาของทั้งคู่
“อ้าวลืมไป ฮ่า ๆ ๆ” สปายพูดขึ้นพร้อมทั้งหัวเราะด้วยอย่างชอบใจ
“นี่ รีบสั่งกันเถอะ เดี๋ยวพี่ต้องไปเตรียมของต่อนะ”
“อ่า ๆ ๆ โอเค ๆ” ขวัญพูดพร้อมกับหยิบเมนูมาเพื่อเลือกรสไอศครีม แต่ทว่า….สปายกลับรั้งไว้เสียก่อน
“เดี๋ยว ๆ ๆ ๆ รออีกคนนึงก่อน”
“หือ? จะมีใครมาอีกเหรอ?” บัวถามขึ้นพลางชะเง้อมองด้านนอกด้วยความอยากรู้
“นั่นน่ะสิแก ไม่เห็นบอกเลย ใครอ่ะ?” ขวัญถามพร้อมกับวางเมนูลงบนโต๊ะ
บัวและขวัญหันมองด้านนอกกันด้วยความอยากรู้ว่าจะมีใครมาอีก เพราะอะไรทำไมสปายถึงไม่ได้บอกก่อนหน้านี้ ทันใดนั้น เพียงไม่กี่วินาที รถเก๋งคันสีขาวคันหนึ่งที่บัวคุ้นตาเป็อย่างดีก็ได้มาจอดอยู่หน้าร้าน
“ออกัส?” บัวพูดขึ้นพร้อมกับส่งสายตาซึ่งเต็มไปด้วยคำถามไปยังสปาย
“อ้าวววว ปายย น้องชายสุดหล่อมาด้วยทำไมไม่บอกล่ะหืออ”ขวัญถามเพื่อนน้ำเสียงที่แซว ๆ แต่สายตาเหล่ไปมองหญิงสาวรุ่นพี่ที่นั่งอยู่ตรงกลาง
“แหม บอกก็ไม่เซอร์ไพรส์สิ”
บัวมองเพื่อนรุ่นน้องตัวแสบด้วยแววตาขุ่นเคือง แต่คนเล่นเล่ห์กลับไม่สะทกสะท้าน มิหนำซ้ำยังจะดูมีความสุขที่ได้จับคู่ให้น้องชายกับผู้หญิงที่เขาชอบแบบนี้ ทันใดนั้นเองชายหนุ่มผู้นั้นก็เดินเข้ามาในร้านด้วยชุดนักศึกษาสีขาวกางเกงสีดำ ทรงผมเด็กเนิร์ด มีหน้าม้าไสลด์ลงมาปิดหน้าผากเล็กน้อย แววตาเป็ประกายในทันทีเมื่อเขาได้เห็นผู้หญิงที่เขาชอบ
“อ้าว ยืนอยู่ทำไมล่ะกัส มานั่งนี่มา” สปายเขยิบไปอีกที่เพื่อจะให้กัสนั่งใกล้ ๆ กันกับบัว ในขณะที่บัวนั้นดูอึดอัดเล็กน้อย จนขวัญสังเกตได้
“ปาย...เอ่อ....ขอคุยด้วยแปปนึงดิ” ขวัญพูดขึ้นก่อนจะเดินไปหน้าร้านทันที สปายได้ยินเช่นนั้นเธอสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ถึงกระนั้นก็ยอมเดินตามเพื่อนออกไปแต่โดยดี และปล่อยให้บัวกับออกัสนั่งอมพะนำอยู่อย่างนั้นตามลำพัง
“ว่าไงแก มีไรอ่ะ” เมื่อออกมาจากร้านสปายก็ถามขึ้นทันที
“ปาย...คือ...” ขวัญลำบากใจเล็กน้อย “ฉันรู้นะว่าแกอยากจับคู่ให้น้องอ่ะ”
“อืม….แล้ว? ยังไง?”
“แต่แกน่าจะดูออกเหมือนฉันมั้ย ว่าพี่บัวเค้าไม่เล่นด้วย”
“ก็....พอจะดูออกแห” สปายพูดพลางหันหน้าไปทางอื่นเพื่อหลบสายตาเพื่อน
“ดูออก? แล้วทำไมยังจะจับคู่ให้กัสมันอยู่อีกล่ะ แกไม่สงสารน้องบ้างเหรอ?”
“ก็เพราะสงสารไง ฉันถึงต้องทำแบบนี้ ให้กัสมันมีหวังบ้างเถอะ”สปายตอบกับด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกช้ำใจแทนน้องชายเป็ที่สุด
“เฮ้อ…แกนี่มัน เกินเยียวยาจริง ๆ” ขวัญพูดตัดพ้อในขณะที่เธอเหลือบหันไปมองออกัสและบัวที่นั่งอยู่ในร้านด้วยท่าทางอึดอัด “อืม ๆ ๆ เข้าไปสั่งไอติมกันก่อนดีกว่า เดี๋ยวพี่บัวต้องไปขายของอีก”
“อืม..”
เมื่อการสนทนาจบลง ขวัญเดินนำเข้าไปในร้านด้วยท่าทางที่ปกติแต่สปายกลับแสดงอาการหงุดหงิดออกมาเล็กน้อย ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครกล้าพูดอะไรมาก เพราะแค่นี้บรรยากาศก็อึดอัดพอแล้ว
เมื่อทั้งสี่คนทานไอศกรีมกันในบรรยากาศที่เงียบขรึม ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากถามขึ้นถึงออกัสว่ามาได้อย่างไร เพราะต่างคนต่างก็รู้ ๆ กันอยู่เมื่อทานไอศครีมกันเสร็จ บัวก็ขอตัวออกมาทันทีเพื่อไปเตรียมของขายต่อ
“นี่ งั้น...พี่ไปก่อนนะเดี๋ยวต้องไปเตรียมของอีกอ่ะ”
“เดี๋ยว ๆ ๆ พี่” สปายรั้งไว้ขณะที่บัวกำลังลุกขึ้นเตรียมพร้อมที่จะเดินออกไป “พี่ไปยังไงอ่ะ รถเมล์เหรอ?”
“อื้มรถเมล์นั่นแหละ” บัวตอบสีหน้าเรียบเฉยในขณะที่ออกัสนั่งเขี่ยไอศครีมคำสุดท้ายไปมา และขวัญที่กำลังเอื้อมมือหยิบทิชชู่ที่อยู่อีกฝั่ง
“นี่ก็บ่ายแล้ว กว่าพี่จะไปถึงอีก...ให้กัสไปส่งดิ มันพารถมาพอดีเลย” สปายพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูเป็ห่วง แต่แฝงไปด้วยความหวังบางอย่างพร้อมกับแตะไหล่น้องชายเบา ๆ
“หือ? แกจะไม่ถามกัสมันหน่อยเหรอ ว่าจะไปไหนต่อรึเปล่าน่ะ”ขวัญแทรกขึ้นด้วยใบหน้าแปลกใจ
“ผมไม่ได้ไปไหนต่อแล้วครับ” ออกัสตอบทันที
“เออ เห็นมะ งั้นกัสไปส่งพี่บัวหน่อยสิ จะได้ถึงเร็ว ๆ ไง...นะคะพี่บัว” สปายทำสายตาค้อนใส่เพื่อนสนิทก่อนที่จะพูดกับบัวด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน
“เอ่อ….” บัวลังเลเล็กน้อยเมื่อพบกับความอึดอัดที่สปายพยายามจะจับคู่ให้
“ไปกันเถอะครับ” ชายหนุ่มพูดพร้อมกับลุกขึ้นทันทีในขณะที่บัวยังไม่ตัดสินใจว่าจะไปหรือไม่
ทันใดนั้นเอง ออกัสก็เดินนำออกไปยังรถของเขาทันที สปายกามเทพตัวแม่ก็คอยแต่จะส่งสายตาเชื้อเชิญให้บัวกับเขาไปด้วยกัน อีกทั้งยังหวังว่าสองคนนี้จะได้คุยอะไรกันบ้างในขณะที่ขวัญนั่งนิ่งเงียบด้วยความไม่พอใจ
บัวไม่ตอบอะไรกลับไป แต่เมื่อเธอเห็นออกัสเดินออกไปที่รถเธอก็เดินออกไปด้วยเช่นกัน เพื่อไม่ให้สปายเสียหน้าและเป็การรักษาน้ำใจชายหนุ่มรุ่นน้องเองด้วย
เมื่อบัวเดินออกไปที่รถก็มีออกัสคอยเปิดประตูให้ก่อนที่จะขึ้นรถกันไปทันทีพร้อมออกเดินทางกัน
ส่วนขวัญและสปายที่ยังนั่งอยู่ในร้านท่ามกลางความเงียบที่โต๊ะตัวเองมีแต่เพียงเสียงคุยสนุกสนานของโต๊ะรอบข้างเท่านั้นที่ได้ยิน
“แก ทำอย่างนี้ทำไมอ่ะ!” ขวัญถามขึ้นด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองเล็กน้อย
“ทำไร?”
“ก็ทำแบบเมื่อกี๊ไง แกดูไม่ออกเหรอว่าพี่บัวเค้าไม่อยากไปอ่ะ”
“หึ? ถ้าเค้าไม่อยากไปคงปฏิเสธไปแล้วป่ะ?” สปายตอบกลับด้วยน้ำเสียงไม่รู้ไม่ชี้ ขวัญสุดจะทนกับเพื่อนคนนี้แล้วจริง ๆ แต่ก็ไม่รู้จะพูดจะเตือนอย่างไรดีจึงได้แต่ถอนหายใจอยู่อย่างนั้นก่อนจะก้มหน้าทานไอศครีมต่อจนหมด หลังจากนั้นทั้งคู่ก็แยกย้ายกันกลับบ้านไป
มายังด้านบัวกับออกัสที่นั่งอยู่ในรถด้วยบรรยากาศที่เงียบและอึดอัดเล็กน้อย ชายหนุ่มขับรถอย่างช้า ๆ เพื่อหวังจะได้อยู่กับบัวให้นานขึ้น
“กัส…ขับเร็วอีกนิดได้มั้ย พี่กลัวไปเตรียมของไม่ทันน่ะ”
“เมื่อคืนฝนตกถนนมันลื่นครับพี่ ผมไม่กล้าขับเร็ว”ออกัสพยายามหาข้ออ้าง “พี่บัวครับ” เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้ง
“หืม ว่าไง?”
“วันนั้นที่ผมกอดพี่...ผมขอโทษนะครับที่เอาไปเล่าให้พี่สปายฟัง”
“อืม..ไม่เป็ไรหรอก มันผ่านมาแล้ว แต่...พี่อยากให้กัสรู้ไว้อย่างนึง”
“อะไรเหรอครับ?” เขาละสายตาจากถนนมาหาบัวครู่หนึ่งด้วยความอยากรู้
“วันนั้นน่ะ พี่....รู้สึกดีมากเลยนะ ที่กัสกอดพี่” หญิงสาวตอบด้วยรอยยิ้มอ่อน ๆ จนทำให้ชายหนุ่มรุ่นน้องเผลอคิดไปไกล “มันทำให้พี่รู้สึกเหมือนกอดต้นน้ำตอนโตแล้วน่ะ รู้สึกอบอุ่น..ที่ได้กอดน้องชาย…”
ออกัสได้ประโยคนั้นเขาถึงกับปรับอารมณ์ไม่ทัน ชายหนุ่มใจเต้นแรงด้วยความรู้สึกหน่วง ๆ กับคำว่าน้องชาย ที่ถึงแม้จะได้ยินเป็ครั้งที่สองแล้วแต่ก็ยังไม่ชินเสียที ออกัสไม่ตอบอะไรกลับไป ได้แต่ขับรถไปเงียบ ๆ และปล่อยให้บรรยากาศในรถกลับมาเงียบอีกเหมือนเดิม
เมื่อถึงหน้าสภาเป็ที่เรียบร้อยแล้ว ออกัสขับรถมาจอดหน้าแผงที่บัวขายของพอดี เพื่อที่เธอจะได้ไม่ต้องเดินไกล ทันทีที่หญิงสาวลงจากรถไปโดยมีเพียงคำขอบคุณที่เต็มไปด้วยความจริงใจ แต่ออกัสกลับไม่ตอบอะไรกลับมาสักคำ ก่อนจะขับรถออกไปทันที
บัวเดินตรงไปยังแผงของเธอพร้อมกับเหล่าแม่ค้าที่มองด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น แต่เธอก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะชินแล้วกับสายตาแบบนี้
เมื่อบัวอยู่ที่แผงประจำ เธอก้มลงหยิบอุปกรณ์ต่าง ๆ ทั้งผ้าปูโต๊ะทั้งถุงพลาสติกไว้ใส่ขนมให้ลูกค้า และอื่น ๆ ออกมาจัดระเบียบให้เรียบร้อยในขณะที่บัวจัดของอยู่นั้นแม่ค้ารุ่นราวคราวเดียวกับเธอที่ชื่อน้ำอยู่ร้านขายน้ำริมสุดอีกฝั่งนึงก็ได้เข้ามาทักทายด้วยความเป็มิตร
“อ้าว บัว ทำไมวันนี้มาช้าจัง ช่วยมั้ย เดี๋ยวลูกค้าจะเริ่มมากันแล้วนะ ขนมเธอยิ่งขายดีอยู่ด้วย”
“ไม่เป็ไรหรอก ขนมเราทำไว้แล้วน่ะเหลือแค่จัดของบนโต๊ะเอง”บัวเงยหน้าขึ้นมาตอบคำถามก่อนที่จะจัดของต่อไป
“อืมมม ว่าแต่...เมื่อกี๊น่ะ แฟนเหรอ” น้ำยิงคำถามไปด้วยน้ำเสียงแซว ๆ และดูเหมือนว่าป้าแม่ค้าร้านข้าง ๆ ก็พยายามจะเงี่ยหูมาเพื่อแอบฟังเช่นกัน
“ไม่ใช่หรอก น้องชายของเพื่อนน่ะ เค้าอาสามาส่ง”
“อ๋อ…” น้ำลากเสียงยาว ฟังดูไม่เชื่อคำพูดของบัวเท่าไหร่นัก “แต่คนนี้อ่ะเคยมาช่วยบัวจัดของคืนที่ก่อนร้านจะเปิดด้วยไม่ใช่เหรอ”
“หือ? น้ำเห็นด้วยเหรอ”
“เห็นสิ ตอนนั้นเราก็เพิ่งจัดของเสร็จอ่ะ เลยไปนั่งพักตากแอร์ในรถก่อน”
“อ๋อ อืม...ก็ ไม่มีอะไรหรอก น้องเค้ามาช่วยเฉย ๆ อ่ะ” บัวตอบด้วยรอยยิ้มในขณะเดียวกันเธอก็เริ่มเอาขนมออกมาจัดที่แผงด้านหน้าเป็ขั้นตอนสุดท้ายของการเตรียมของ
“แหมมม แต่ดูท่าทางเหมือนเค้าจะมาช่วย....หวังจีบรึเปล่าน๊าา”น้ำแซวบัวอย่างจังด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า
“แหะ ๆ ไม่รู้หรอก แต่เราไม่ได้คิดอะไร” บัวหัวเราะกลบเกลื่อนก่อนจะตอบไปตามจริง
“หืม? มีเด็กหนุ่มหล่อขนาดนี้มาจีบ ไม่หวั่นไหวบ้างเหรอ” น้ำเอียงคอถามด้วยความสงสัย
“ไม่นะ มัน...รู้สึกว่ายังไม่ถึงเวลา”
“โหว อายุ 25 แล้ว ยังไม่ถึงเวลาอีกเหรอ เคยมีแฟนป้ะเนี่ย?” น้ำยิงคำถามทีนึงทำเอาบัวสะดุ้งโหยง ยิ่งตอบมากเท่าไหร่ก็ดูเหมือนจะยิ่งถามลึกขึ้นทุกที
“ไม่เคยอ่ะ” บัวตอบสั้น ๆ เพื่อจะได้ไม่ต่อความยาวสาวความยืด
“ห้ะ!! จริงดิ!” น้ำอุทานเสียงดังจนแม่ค้าร้านอื่น ๆ หันมามองเป็สายตาเดียวกัน
“น้ำ...เบา ๆ ๆ” บัวกระซิบเตือน
“ถามจริง…ชอบผู้ชายใช่มั้ยอ่ะ” น้ำลดเสียงเบาลงแต่ยังไม่ลดเื่ความอยากรู้อยากเห็นเื่ของคนอื่น
“หึ? หมายความว่าไงอ่ะ”
“หมายถึง...เธอชอบผู้หญิงรึเปล่า”
“หาา!! จะบ้าเหรอ เราไม่ได้ชอบผู้หญิงนะ!” บัวเผลออุทานออกมาเสียงสนั่น จนแม่ค้าคนอื่น ๆ หันมาให้ความสนใจอีกรอบ
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ใจเย็นนน…เราแค่ถามน่ะ รู้แล้วว่าปกติดี” น้ำหัวเราะถูกใจเมื่อเห็นใบหน้าใของบัวเป็ครั้งแรก
“ปกติยังไงอ่ะ? ถ้าชอบเพศเดียวกันนี่คือ..ไม่ปกติเหรอ”
“ก็ใช่น่ะสิ ถึงสังคมจะยอมรับมากกขึ้นนะ แต่มันก็ผิดธรรมชาติอยู่ดี” น้ำแสดงความคิดเห็นอย่างหนักแน่น
“อืมมม ดีนะที่เราปกติดี” บัวตอบกลับน้ำเสียงปกติ หลังจากที่ทั้งคู่จบการสนทนาก็ได้เวลาประจำแผงของตัวเองเพื่อต้อนรับลูกค้ากันแล้วในขณะนั้นเองลูกค้าเริ่มทยอยกันเข้ามาจากพักเบรกรอบบ่าย มีผู้คนมากหน้าหลายตาเดินตรงเข้ามายังร้านขนมของบัว ทั้งขาประจำและขาจร วันนี้ก็เป็อีกวันหนึ่งที่บัวขายดีเทน้ำเทท่า
…โปรดติดตามตอนต่อไป…