เฟิ่งเทียนทำการรักษาเยว่หมิงหลงอย่างสุดความสามารถ ด้วยคุณสมบัติของน้ำทิพย์วารีสวรรค์และโอสถสลายพิษย่อมสามารถประคองอาการของเยว่หมิงหลงให้พ้นจากความตายได้ เลือดที่ไหลซึมออกมาจากบาดแผลก็เริ่มชะลอตัวลง เนื่องจากเฟิ่งเทียนใช้สมุนไพรห้ามเลือดผสมกับหยดน้ำทิพย์วารีสวรรค์ลงไปด้วย ตอนนี้เยว่หมิงหลงได้นอนหลับไปเพราะความอ่อนเพลียจากการเสียเลือด ส่วนองครักษ์หม่าฮั่นก็ได้รับการทำแผลเป็นที่เรียบร้อย เวลาก็ล่วงผ่านไปครึ่งคืนเข้าสู่ยามอิ๋น (03.00 น. - 04.59 น.) ฟ้าก็ใกล้จะรุ่งสาง เฟิ่งเทียนจึงให้ฉางไห่กับฉางเหอไปนอนพักเอาแรงส่วนเขาก็สาละวนเตรียมอาหารเช้าให้ทั้งคนเจ็บกับเด็กน้อยรวมถึงสัตว์อสูรทั้งหลายด้วย
เฟิ่งเทียนนั่งที่แคร่ไม้อีกแคร่หนึ่งจากนั้นก็ทำทีนำวัตถุดิบทำอาหารออกมาแหวนมิติที่เขานำมาใส่ตบตาผู้คน และในตอนนี้องครักษ์หม่าฮั่นก็จ้องมองเขาตลอดเวลาแต่ใครจะสนกัน เฟิ่งเทียนเตรียมหม้อตุ๋นออกมาตั้งไฟจากนั้นจึงนำไก่ลงไปตุ๋นพร้อมกับโสมอ่อน เพิ่มรสชาติด้วยเห็ดหอมปราณและพุทราจีน เพื่อบำรุงเลือดให้กับผู้ป่วย กองไฟอีกสองกองในกองแรกเฟิ่งเทียนตุ๋นโจ๊กไก่เห็ดหอมเสริมด้วยไข่ลวก ไฟอีกกองใหญ่ก็นำหมูป่าสามตัวที่ชำแหละและหมักจนได้ที่จากที่ไร่ตระกูลหวังมาแล้วนำออกมาเสียบไม้ไผ่แหลม แล้วย่างด้วยไฟอ่อน
องครักษ์หม่าฮั่นมองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ ไฉนเด็กหนุ่มผู้นี้จึงมีความสามารถมากมายยิ่งนัก ทั้งเยี่ยมยุทธ์สามารถสังหารนักฆ่านับสิบได้ภายในดาบเดียว ทั้งมีความรู้ด้านการแพทย์สามารถช่วยชีวิตขององค์รัชทายาทให้พ้นจากความตาย อีกทั้งมีแหวนมิติที่สามารถคงสภาพของอาหารได้อีก เพราะโดยทั่วไปแล้วแหวนมิติที่มีราคามหาศาลมีความสามารถเพียงแค่ใส่สิ่งของได้ไม่มากนัก แต่แหวนมิติของเด็กหนุ่มตรงหน้าที่ขนอุปกรณ์ต่าง ๆ ออกมารวมถึงหมูป่าตัวใหญ่ตั้งสามตัวออกมาย่าง ดังนั้นแหวนมิติของเด็กหนุ่มคนนี้ย่อมมีค่าควรเมือง น้อยคนนักที่จะมีครอบครองได้แม้ในแคว้นเยว่ก็มีเพียงองค์ฮ่องเต้พระองค์เดียวเท่านั้นที่มีไว้ในครอบครอง
ที่เฟิ่งเทียนไม่ระมัดระวังตัวเช่นนี้เป็นเพราะให้เสี่ยวเป่าตรวจสอบพื้นเพขององค์รัชทายาทและองครักษ์หม่าฮั่นแล้ว องค์รัชทายาทเป็นผู้มีจิตใจอารี มีความแข็งแกร่งและอีกไม่นานจะได้ครองบัลลังก์แคว้นเยว่ต่อจากฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ในเมื่อเฟิ่งเทียนเจอขาทองคำเช่นนี้ไฉนเลยจะไม่ยินดี ยิ่งเขามีบุญคุณช่วยชีวิตด้วยแล้วหล่ะก็ หากในอนาคตเขาถูกคนของทางการมารังแกย่อมมีขาใหญ่คอยช่วยเหลืออย่างแน่นอน แต่นั่นก็เป็นเรื่องในอนาคตที่เฟิ่งเทียนจะได้รับความช่วยเหลือจากพี่ชายหมิงหลงคนนี้
ยามเหม่า (06.30 น.) เด็ก ๆ ทั้งสามก็เริ่มตื่นนอนตามเข็มนาฬิกาชีวิต เฟิ่งเทียนได้ยินเสียงเล็ก ๆ ของพวกเขาในเกวียนจึงเดินเข้าไปอุ้มลงมาทีละคน จากนั้นจึงพาทั้งสามไปล้างหน้าแปรงฟันด้วยน้ำอุ่นที่เขาผสมรอไว้ เมื่อเด็ก ๆ ตื่นเต็มตา ต่างก็พากันชี้ชวนหันไปมองพี่ชายหน้านิ่งที่ยืนถือดาบตรงแหน็ว อีกทั้งยังยืนเฝ้าพี่ชายอีกคนที่นอนบาดเจ็บอยู่บนแคร่ไม้ไม่ห่างจากเกวียนของพวกเขามากนัก
“พี่ใหญ่ขอรับ พี่ชายทั้งสองคนเป็นใครกันหรือขอรับ” เฟิ่งหลง
“พี่ใหญ่ขอรับ เหตุใดพี่ชายท่านนี้จึงบาดเจ็บเช่นนั้นหรือขอรับ เขาจะตายหรือไม่ขอรับ!” เฟิ่งจิน
“นี่ข้านอนเพลินจนพลาดเรื่องสนุก ๆ ไปหรือเปล่าเนี่ย พี่ใหญ่ทำไมท่านถึงไม่ปลุกข้า!” ไฉ่หง
“เฮ้อ ! พี่ชายท่านนี้ถูกโจรดักปล้นเมื่อคืนนี้ พี่ใหญ่กับพี่ฉางเหอจึงไปช่วยแล้วพากลับมารักษาเมื่อคืนนี้ ที่พี่ใหญ่ไม่ปลุกพวกเจ้าก็เป็นเพราะเห็นว่านอนหลับฝันดีกันทุกคน ตอนนี้ผู้ป่วยก็เพียงอ่อนแรงนอนหลับเพียงเท่านั้นพวกเจ้าอย่าได้ตื่นตกใจไป เดี๋ยวพี่ชายท่านนี้ก็จะมีท่านหมอมารับกลับไปรักษาที่บ้านเอง”
เด็กทั้งสามต่างพากันจ้องมองดูคนมาใหม่ทั้งสอง ต่างก็พากันชี้ชวนกันดูองครักษ์หม่าฮั่นที่ยืนตรงแหน็วไม่กระดุกกระดิก ไฉ่หงผู้ไม่กลัวใครจึงเดินนำเด็กแฝดทั้งสองเดินวนรอบตัวองค์รักษ์หนุ่มอย่างสำรวจ พร้อมทั้งพากันใช้นิ้วมือน้อย ๆ จิ้มไปตามร่างกายขององครักษ์หม่าฮั่น แต่ทว่าพี่ชายคนนี้กลับไม่ขยับเขยื้อนเลยสักนิด เด็ก ๆ จึงเริ่มเบื่อก็พากันมารุมล้อมเกาะแคร่ไม้ดูผู้บาดเจ็บด้วยความสงสัย เสียงน้ำนมพูดคุยกระซิบกันของเด็กน้อยทั้งสามก็ไปปลุกให้เยว่หมิงหลงตื่นขึ้นมา องครักษ์หม่าฮั่นเห็นนายเหนือหัวฟื้นขึ้นมาจึงขยับเข้าไปใกล้แคร่ไม้ที่มีเด็ก ๆ รุมล้อมอยู่
“นายท่าน ท่านฟื้นแล้วหรือขอรับ!”
“อู้ ! พี่ชายท่านนี้ขยับและพูดได้จริง ๆ ด้วย” เฟิ่งจิน
“ข้านึกว่าพี่ชายยืนหลับเสียอีก” เฟิ่งหลง
“แต่ข้านึกว่าพี่ชายจะถูกสาปให้เป็นท่อนไม้ไปซะแล้ว!” ไฉ่หง
“……..” องครักษ์หม่าฮั่น
เยว่หมิงหลงที่ยังดูมึนงงหลังจากตื่นนอน ก็ได้ยินสิ่งที่เด็กน้อยทั้งสามพากันพูดคุยก็ได้แต่กลั้นยิ้ม จะให้หัวเราะก็ไม่ได้เพราะกระเทือนแผลอยู่ นานทีเขาจะเห็นองครักษ์หน้านิ่งไร้อารมณ์เช่นองครักษ์หม่าฮั่นที่ถูกเหล่าเด็กน้อยวิจารณ์ซึ่งหน้า และดูทีท่าว่าเด็กน้อยเหล่านี้จะมีความกล้าหาญท้าทายอารมณ์องครักษ์เสื้อแพรของเขา
“อ้าวพี่ชายหมิงหลงท่านตื่นแล้วหรือขอรับ หรือว่าน้อง ๆ ของข้าไปรบกวนจนท่านตื่นขอรับ ข้าต้องขออภัยแทนน้อง ๆ ของข้าด้วย”
เฟิ่งเทียนที่กำลังง่วนอยู่กับการย่างเนื้อหมูป่าจนหลงลืมน้อง ๆ ทั้งสาม เขาคิดว่าเด็ก ๆ จะพากันขึ้นไปเล่นบนเกวียนแต่ที่ไหนได้ เมื่อหันกลับมาดูที่แคร่ไม้ก็เห็นเด็ก ๆ พากันไปยืนล้อมคนป่วยกันแล้ว
“แค่ก ! อืม ข้าตื่นแล้ว เด็ก ๆ ไม่ได้เสียงดังแต่อย่างใด เป็นข้าที่ตื่นขึ้นมาตามเวลาเอง”
“ขอรับ พี่ชายท่านยังเจ็บปวดที่บาดแผลอีกหรือไม่ ท่านค่อย ๆ ขยัับตัวขอรับ พี่ชายให้คนของท่านช่วยประคองท่านลุกขึ้นมานั่งได้นะขอรับ”
“อืม”
เมื่อหม่าฮั่นเห็นเจ้านายของตนเองพยักหน้า จึงเข้ามาช่วยประคองเย่วหมิงหลงให้ลุกขึ้นนั่ง เด็ก ๆ ไม่รอช้าต่างพากันปีนขึ้นไปนั่งบนแคร่ไม้ด้วยเพื่อสังเกตอาการผู้บาดเจ็บ นำทีมโดย ไฉ่หงผู้ห้าวหาญที่ปีนขึ้นมาเป็นคนแรก เด็กแฝดทั้งสองจึงทำตามน้องชายคนเล็กบ้าง
“เอ่อ………” เฟิ่งเทียนได้แต่นิ่งอึ้งกับความห้าวหาญของน้องชายทั้งสามของตนเอง
“นี่พวกเจ้า!” องครักษ์หม่าฮั่นหันไปจะดุเด็กน้อยทั้งสามที่กล้าขึ้นมานั่งบนแคร่ไม้ในระดับเดียวกับเจ้านายของเขา
“หม่าฮั่น ไม่เป็นไร” เยว่หมิงหลงห้ามปรามคนของตนไม่ให้เสียมารยาทกับเด็กน้อยเหล่านี้ จะตีหมาก็ต้องดูที่เจ้าของ ยิ่งเจ้าของที่มีความสามารถเช่นนี้ยิ่งห้ามไปมีเรื่องเข้าไปใหญ่
“ขอรับนายท่าน”
เด็กน้อยทั้งสามพากันจ้องมองพี่ชายที่บาดเจ็บอยู่ตรงหน้า นี่เป็นครั้งแรกของพวกเขาที่เห็นคนบาดเจ็บซึ่งหน้า พวกเขาย่อมสงสัยและแปลกใจเป็นเรื่องธรรมดาของเด็กเล็ก
“พี่ชายถูกโจรป่าดักปล้นมาหรือขอรับ” เฟิ่งหลง
“โจรป่าเอาทรัพย์สินอะไรของพี่ชายไปบ้างหรือขอรับ” เฟิ่งจิน
“พี่ชายโดนแทงแค่แผลเดียวเองหรือขอรับ ข้านึกว่าท่านถูกแทงหลายแผลซะอีก” ไฉ่หง
“เอ่อ……..” เยว่หมิงหลงไม่รู้ว่าจะตอบคำถามของเด็กคนไหนดี โดยเฉพาะเจ้าตัวเล็กคนสุดท้องที่พูดแต่ละทีชวนหาคนมาต่อยตีได้ทุกครั้ง เขาเริ่มเข้าใจองครักษ์ของเขาขึ้นมาบ้างแล้ว
“เอาหล่ะเด็ก ๆ อย่าเพิ่งไปรบกวนผู้ป่วย พวกเจ้าย้ายมานั่งทานข้าวที่แคร่ไม้นี้กันดีกว่า พี่ใหญ่ตักโจ๊กแสนอร่อยมาให้แล้ว ก่อนกินพี่ใหญ่ฝากพวกเจ้าปลุกพี่ฉางไห่กับพี่ฉางเหอ กับพวกเสี่ยวเฉิงด้วย”
“ขอรับพี่ใหญ่!”
เด็ก ๆ ไม่รอช้ารีบปีนลงจากแคร่ไม้ไม่สนใจคนแปลกหน้าทั้งสองคนอีกต่อไป เพราะเรื่องที่น่าสนใจที่สุดคืออาหารเช้าแสนอร่อยของพี่ใหญ่ต่างหาก เฟิ่งเทียนตักโจ๊กชามเล็กสองชาม และชามขนาดใหญ่อีกหนึ่งชามให้กับเด็ก ๆ พร้อมทั้งสับหมูย่างที่สุกแล้ววางไว้บนถาดไม้ขนาดใหญ่พูนจนล้นถาด เด็กทั้งสามพากันปีนขึ้นมานั่งบนแคร่ไม้หลังจากไปทำหน้าที่ที่เฟิ่งเทียนมอบให้
ไม่นานนักสัตว์อสูรทั้งหกตัวก็กระโดดขึ้นแคร่ไม้อีกแคร่หนึ่งที่เฟิ่งเทียนนำใบไม้ขนาดใหญ่มาปูรองเนื้อหมูย่างที่สับเป็นชิ้น ๆ ให้สัตว์อสูรของตนเองกิน เยว่หมิงหลงกับองครักษ์หม่าฮั่นได้แต่ตกตะลึงกับสัตว์อสูรทั้งหกตัวที่อยู่ด้านหน้า
“นะ…นี่มัน สัตว์อสูรทั้งหมดเลยเหรอเนี่ย!”
เฟิ่งเทียนผู้ไม่รู้ว่ากำลังมีคนตกใจที่ได้เห็นสัตว์อสูรทั้งหก ก็เดินยิ้มแย้มนำอาหารเข้ามาให้ผู้ป่วยและผู้ติดตามที่กำลังนิ่งตื่นตะลึงกับสิ่งที่เห็น
“พี่ชายหมิงหลงขอรับข้าทำน้ำแกงไก่ตุ๋นโสมมาให้ท่านกินบำรุงเลือดที่เสียไป ส่วนของพี่ชายหม่าฮั่นข้าทำโจ๊กไก่เห็ดหอมให้กับท่าน เชิญท่านทานได้ตามสะดวก หากไม่อิ่มพวกท่านสามารถมาเติมได้เลยนะขอรับ ส่วนข้าจะไปกินกับน้อง ๆ บ้างแล้ว”
“น้องชายเฟิ่งเทียน นั่นมันสัตว์อสูรทั้งหกตัวใช่หรือไม่”
“อ้อ ! สัตว์เลี้ยงของข้าเองขอรับ ข้าพาพวกมันมาท่องเที่ยวกับน้อง ๆ ของข้าด้วยขอรับ พวกมันเป็นมิตรไม่ดุร้ายขอรับ”
“อ้อ! เจ้าเลี้ยงสัตว์อสูรเอาไว้เป็นสัตว์เลี้ยงด้วยหรือนี่ ข้านับถือน้องชายเสียจริงที่สามารถปราบสัตว์อสูรเหล่านี้ได้”
“ก็ไม่ขนาดนั้นหรอกขอรับ พอดีว่าข้าไปเจอพวกมันตอนบาดเจ็บจึงช่วยชีวิตพวกมันไว้ จากนั้นมันจึงติดตามข้ามาขออยู่ด้วย ข้าก็เลยทำพันธสัญญากับพวกมันทั้งหมดขอรับ ถ้าไม่มีอะไรแล้วข้าขอตัวไปทานข้าวกับน้อง ๆ ก่อนนะขอรับ”
เฟิ่งเทียน รวมทั้งฉางไห่ฉางเหอ ขึ้นไปนั่งบนแคร่ไม้ร่วมกับเด็ก ๆ องครักษ์หม่าฮั่นนำเข็มตรวจสอบพิษในอาหารเมื่อมั่นใจแล้วว่าไม่มีพิษจึงส่งชามไก่ตุ๋นโสมให้กับเยว่หมิงหลง
เมื่อเยว่หมิงหลงดื่มน้ำแกงไก่ตุ๋นโสมเข้าไป พลังปราณอันเข้มข้นในน้ำแกงไก่ก็ไหลบ่าเข้าสู่ร่างกาย คล้ายกับว่าโสมกับเห็ดหอมและพุทราจีนจะเป็นพืชปราณทั้งหมด เยว่หมิงหลงจ้องมองแผ่นหลังของเด็กหนุ่มที่นั่งทานข้าวกับน้อง ๆ และผู้ติดตามของตนอย่างมีความหมาย เหตุใดเด็กหนุ่มเช่นนี้ถึงมีความสามารถถึงเพียงนี้ แม้แต่สัตว์อสูรที่หายากก็ยังมีครอบครองถึงหกตัวเลยทีเดียว
ไม่นานนักขบวนเกวียนขนาดใหญ่ก็วิ่งมุ่งตรงมาที่ศาลาริมทาง เฟิ่งเทียนจึงให้ฉางเหอพาเด็ก ๆ ที่กินอิ่มแล้วขึ้นไปนั่งรอบนเกวียน ส่วนฉางไห่ยืนคุ้มกันเฟิ่งเทียนอยู่ไม่ห่าง ทหารและองครักษ์จำนวนมากได้พาหมอชราเข้ามาดูอาการของเยว่หมิงหลง แต่หมอชราก็อดแปลกใจเสียไม่ได้เมื่อองครักษ์หวังเฉาได้บอกกับตนว่าองค์รัชทายาทบาดเจ็บสาหัสเป็นตายเท่ากัน แต่เหตุไฉนบาดแผลจึงปิดสนิทไม่มีทีท่าว่าองค์รัชทายาทจะบาดเจ็บสาหัสเลยสักนิด
“องค์…” หมอหลวงยังไม่ทันจะพูดก็ถูกเยว่หมิงหลงยกมือห้ามไว้ หมอหลวงจึงเงียบเสียงทันใด
“ข้าไม่เป็นอะไรมาก เพราะน้องชายเฟิ่งเทียนช่วยรักษาข้าแล้ว ตอนนี้เรากลับกันเถอะก่อนที่ผู้คนจะตื่นตระหนกกันมากกว่านี้”
เฟิ่งเทียนที่ยืนมองดูองครักษ์ช่วยประคองเยว่หมิงหลงเพื่อเดินขึ้นเกวียน เยว่หมิงหลงก็หยุดตรงหน้าเพื่อขอบคุณเฟิ่งเทียนที่ช่วยตนเองให้พ้นจากความตาย
“น้องชาย ข้าต้องขอขอบใจเจ้ามากที่ช่วยชีวิตข้าไว้ นี่คือป้ายหยกของข้า เมื่อเจ้าพาน้องชายไปเมืองหลวงให้เจ้านำป้ายนี้ไปที่ตำหนักรัชทายาท ข้าย่อมต้อนรับและตอบแทนเจ้าที่ช่วยรักษาชีวิตข้าอย่างแน่นอน”
“ขอรับ ข้าขอให้ท่านเดินทางโดยปลอดภัยขอรับ”
เฟิ่งเทียนมองตามขบวนเกวียนที่จากไปพร้อมกับจ้องมองป้ายหยกมันแพะสีขาวบริสุทธิ์ที่สลักอักษรเยว่หมิงหลงที่อยู่ในมือ เขาจึงนำเก็บเข้าระบบโดยไม่คิดอะไรมากนัก แต่บรรดาองครักษ์ที่เห็นเหตุการณ์นี้ต่างฉงนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะป้ายหยกประจำพระองค์นั้นมีค่าและมีความหมายยิ่ง เหตุใดองค์รัชทายาทจึงมอบให้เด็กหนุ่มคนนั้นด้วย
“นายท่าน เหตุใดจึงให้ป้ายหยกกับเด็กหนุ่มคนนั้นขอรับ ป้ายหยกนั้น….”
“อืม ข้ารู้ว่าทำสิ่งใดลงไป หากไม่มีเด็กหนุ่มคนนั้นข้าคงจะไม่มีลมหายใจในวันนี้แล้ว เมื่อเด็กหนุ่มคนนั้นมาติดต่อที่ตำหนัก ให้พ่อบ้านต้อนรับอย่างสมเกียรติ ใครกล้าดูหมิ่นแขกของข้าให้ประหารทันทีโดยไม่ต้องรอลงอาญา”
“ขอรับนายท่าน!”
********************
เมื่อขบวนเกวียนขององค์รัชทายาทเคลื่อนตัวออกไป เฟิ่งเทียนจึงได้ฤกษ์เก็บกวาดสิ่งของให้เข้าที่ ฉางไห่กับฉางเหอกำลังให้อาหารเจ้าเทา ที่ก่อนหน้านี้มันนอนขี้เซาไม่รับรู้แม้กระทั่งว่ามีผู้คนจำนวนมากได้มาที่แห่งนี้ เมื่อมันลืมตาตื่นขึ้นมาเมื่อมันได้ก็กลิ่นผิงกั่วของโปรดของมันที่ฉางไห่นำไปจ่อจมูกของมันตามที่เฟิ่งเทียนได้บอกไว้
“ไงเจ้าเทาหลับเป็นตายเลยนะ สงสัยจะเหนื่อยหล่ะสิถ้า”
“พรืด! โธ่! เจ้านาย ข้าแค่ฝันดีจนไม่อยากจะตื่นเท่านั้นเองขอรับ”
“ลาเช่นเจ้าก็ฝันดีอย่างนั้นรึ แล้วเจ้าฝันดีเรื่องอะไรหล่ะถึงไม่อยากจะตื่นเช่นนี้”
“พรืด! ข้าแค่ฝันว่าข้ากับลาสาวสวยกำลังจู๋จี๋กันบนกองภูเขาลูกผิงกั่วขอรับ พอข้าตื่นขึ้นมาข้าก็เจอลูกผิวกั่วจ่ออยู่ตรงหน้า ข้าก็ยิ่งมีความสุขมากขอรับเจ้านาย”
“เฮ้อ! เป็นเอามากนะเจ้าเทา ในเมื่อเจ้ากินอิ่มแล้วก็เริ่มออกเดินทางได้ วันนี้ก่อนค่ำเราต้องเดินทางถึงเมืองหลวงรู้หรือไม่”
“ได้เลยขอรับเจ้านาย สุดหล่อตัวนี้พร้อมซิ่งแล้วขอรับ!”
“เฮ้อ ! หัวจะปวด พี่ฉางไห่พี่ฉางเหออย่างไรข้าต้องขอฝากด้วย หากท่านจะหยุดพักเกวียนที่ใดก็ปลุกข้าด้วยก็แล้วกัน ถึงคราวที่ข้าต้องนอนบ้างแล้วหล่ะ”
“ขอรับนายท่าน”
“เด็ก ๆ มีอะไรก็ปลุกพี่ใหญ่ได้ทุกเมื่อหล่ะเข้าใจหรือไม่”
“ขอรับพี่ใหญ่ / ฝันดีขอรับพี่ใหญ่”
เฟิ่งเทียนปีนขึ้นเกวียนแล้วล้มตัวนอนลงบนกองหมอนใบโต เด็ก ๆ ทั้งสามต่างก็รู้ความพากันนั่งเงียบแข่งขันต่อตัวไม้โดยให้สัตว์อสูรทั้งหกเป็นผู้ตัดสิน ส่วนเจ้าเทาที่ได้กินผิงกั่วแต่เช้าก็อารมณ์ดีคึกคักวิ่งไปตามเส้นทางเพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหลวงแห่งแคว้นเยว่
**********************