กว่าหมิงหยวนจะขอตัวลาก็เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว
เขาเดินกลับออกมาผ่านเส้นทางปกติซึ่งเป็นตลาดผักผลไม้วางแผงขายเรียงรายอยู่บนพื้น เหล่าของหวานของทานเล่นก็ขายบนรถเข็นอุปกรณ์เย็บปักถักร้อยวางเต็มตะกร้า รากบัวสดๆ กรอบๆ ยังมีโคลนเคลือบอยู่ก็นำมาวางขายผิงกั่วสุกงอมส่งกลิ่นหอมมาแต่ไกลเหล่าพ่อค้าแม่ขายต่างแข่งกันส่งเสียงเชิญชวนลูกค้าเสียงดังไกลได้ยินไปถึงระยะสองเมตร
หมิงหยวนสูดหายใจเข้าเอากลิ่นดินกลิ่นผักผลไม้ให้ชุ่มปอด เพียงเท่านี้ร่างกายก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นไม่น้อย
เมืองเจี้ยนคังคือเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยผู้คนคับคั่งสิ่งปลูกสร้างงดงาม เศรษฐกิจเจริญรุ่งเรือง ครั้งแรกที่เขาได้เห็นมันก็น่าตื่นตาตื่นใจดีแต่ทว่าต่อให้อยู่ที่นี่มานานพอควรแล้ว หมิงหยวนก็ยังไม่ชินเสียทีทั้งเสียงดังเซ็งแซ่ บรรยากาศอันวุ่นวาย และผู้คนเบียดเสียดมากเรื่องหลายเหตุการณ์ ไม่ว่าหมิงหยวนจะพยายามทำใจให้สงบเพียงใดก็ตามแต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเดินทางไกลจากบ้านมาใช้ชีวิตเพียงลำพังใจเขาย่อมเกิดความกังวล
บางครั้งเขาก็อดคิดถึงบ้านไม่ได้อีกทั้งยังมีคำถามอยู่ในใจตลอดว่า “ปณิธานอันแรงกล้า”ที่ตนเคยคุยโม้กับท่านอาจารย์นั้นแท้จริงแล้วมันคงไม่เหมาะกับเขากระมัง…เพราะถ้าให้เลือกระหว่างวังหลวงหรูหรากับวิถีชีวิตอันเรียบง่ายที่เจียงโจวเขาชอบอย่างหลังมากกว่า
เขาเดินไปเรื่อยๆพลางส่งยิ้มทักทายพ่อค้าแม่ค้า พวกเขาจึงยัดผลไม้สองสามลูกให้เขาโดยไม่คิดเงินหมิงหยวนจึงช่วยซื้อขนมหวานจากน้องชายตัวน้อยแทน เป็นขนมในชามกระเบื้องราดด้วยน้ำเชื่อมเหนียวข้นส่งกลิ่นหอมหวานน่ารับประทานเสียจนเหล่าเด็กน้อยที่กำลังถูกพ่อแม่จูงมือเดินผ่านหน้าร้านหันมองเขาจนต้องเหลียวหลังน้ำลายหกเปื้อนปกเสื้อไปหมด
ในขณะที่หมิงหยวนเอาแต่มองตามใบหน้าตลกๆของเด็กคนนั้น ด้านหลังเขาก็เกิดความโกลาหลขึ้น เกือกม้ากระทบพื้นเสียงดังอยู่ไกลๆบรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่หมิงหยวนพึ่งเดินผ่านมาต่างตื่นตระหนกกระวีกระวาดเก็บข้าวของใส่ตะกร้า พวกผู้ใหญ่รีบพาเด็กเล็กวิ่งหลบเข้าข้างถนน
ม้าตัวสูงใหญ่เจ็ดแปดตัววิ่งมาตามท้องถนนโดยไม่สนว่าเหล่าพ่อค้าแม่ค้าทั้งสองฝั่งข้างถนนจะได้รับความเดือดร้อนแม่ค้าคนหนึ่งรีบเก็บรองเท้าผ้าสีขาวใส่ตระกร้า ทว่าคนบนม้าได้ฟาดแส้ไล่นางให้หลีกทางทำให้นางเสียหลักล้มลงบนโคลนข้างถนน ข้าวของเสียหายไปเกือบครึ่ง
นางรีบลุกขึ้นนั่งเก็บข้าวของที่เปื้อนโคลนอยู่ข้างถนนอยากร้องไห้แต่ก็ร้องไม่ออก ค่อยๆ เก็บพวกมันใส่ตระกร้าอย่างระมัดระวังลูกน้อยเดินมาเกาะชายเสื้อนางแล้วเริ่มร้องไห้ นางเห็นเด็กน้อยเอาแต่ร้องก็นึกโมโหใช้รองเท้าใหม่ๆ ที่เปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนตีเขา “เจ้าเด็กนี่! ร้องไห้ไยกัน!คนที่ล้มคือข้า ไม่ใช่เจ้าเสียหน่อย!”
หมิงหยวนมัวแต่ชื่นชมผลไม้ในมือรู้ตัวอีกทีม้าก็วิ่งเข้ามาจะถึงตัวเขาอยู่แล้ว เสียงในหัวส่งสัญญาณเตือนเขาถึงได้สติ รีบหลบเข้าข้างถนน ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังหลบไม่พ้น โดนแส้ฟาดอยู่ดี“ไม่มีตาหรืออย่างไร! ไอ้บ้านนอก!”
คนผู้นั้นเหวี่ยงแส้ม้าสุดแรงแหวกอากาศจนเกิดเสียงเป้าหมายคือศีรษะของเขา ทว่าคราวนี้หมิงหยวนหันหลบโยนผลไม้ในมือทิ้งแล้วใช้มือปัดป้อง แส้จึงฟาดลงบนไหล่และแผ่นหลังของเขาแทนพอเงยหน้าหันกลับไปมอง คนพวกนั้นก็ควบม้าหนีไปไกลแล้ว คนพวกนั้นมีรูปร่างผอมบางมิใช่ชายฉกรรจ์ร่างกายบึกบึน เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ดูดีมีราคาดูก็รู้ว่าเป็นคุณชายตระกูลใหญ่ แถมยังมีเหล่าคนคอยคุ้มกันติดตามมาด้วย
หมิงหยวนกัดฟันแน่นยามขยับแขนอาการเจ็บแสบราวกับถูกคมดาบลามไปทั่วกาย ตั้งแต่ต้นแขนไปจนถึงหัวไหล่ตั้งแต่สะบักหลังกระจายไปทั่วแผ่นหลังเจ็บเหมือนเส้นลมปราณในร่างกายที่เชื่อมโยงกันเหมือนใยแมงมุมถูกดึงจนตึงเจ็บจนไม่รู้ว่าส่วนใดบาดเจ็บ บางทีมันคงบาดเจ็บทุกส่วนก็เป็นได้
น้องชายที่พึ่งทำขนมให้เขาเข้ามาช่วยพยุงเขาลุกขึ้นเดินได้ไม่กี่ก้าว เหงื่อเย็นก็ผุดเต็มหน้าผาก ใบหน้าเริ่มซีดเซียวหมิงหยวนฝืนลองขยับแขนอีกครั้ง เขาพอจะรู้ว่ามันเป็นแค่อาการบาดเจ็บภายนอกไม่ได้บาดเจ็บร้ายแรงไปถึงกล้ามเนื้อหรือกระดูก ผ่านไปพักใหญ่ ฝุ่นบนถนนจึงค่อยๆจางหาย หมิงหยวนหันมองตามทิศทางที่คนพวกนั้นทิ้งควันฝุ่นไว้ “คนเมื่อครู่คือผู้ใดหรือ?”
“คุณชายนี่ท่านมาจากเมืองอื่นหรือ?” น้องชายหัวเราะเสียงแห้ง “เหอะ!ไม่มีผู้ใดไม่รู้จักคนผู้นี้ เขาคือหลานชายของหวังไท่ซือเป็นลูกหลานผู้ดีมีสกุลขนานแท้”
“หวังอี้จืออย่างนั้นหรือ?”
“ไม่ใช่หลานชายคนโต หลานชายสายตรงหัวแก้วหัวแหวน คุณชายหวังจิ้นจือ”
หมิงหยวนแทบไม่อยากเชื่อหูตนเอง“ว่ากันว่าคุณชายตระกูลหวังเป็นผู้มากความสามารถ ปราดเปรื่องคุณธรรมสูงส่งไม่มีผู้ใดเปรียบมิใช่หรือ?”
น้องชายเกาหัวด้วยความงุนงง“นั่นก็ไม่ผิด ชื่อเสียงโด่งดังจริงเชียวเคยได้ยินว่าเขาท่องตำราได้ตั้งแต่อายุไม่กี่ขวบโตขึ้นอีกหน่อยก็แต่งกลอนเขียนกวีได้แล้ว รูปร่างหน้าตาก็หล่อเหลาแต่งตัวดูดีกลิ่นกายหอมฉุยทุกวัน ท่านดมดูสิ วันนี้เหมือนจะเป็นกลิ่นหอมหมื่นลี้ล่ะ”
มีกลิ่นด้วยหรือ? หมิงหยวนไม่ทันได้สังเกต แววตาสับสนทอดยาวออกไปไกลหมิงหยวนยืนเหม่อลอยไม่รู้ว่าน้องชายไม่เข้าใจสิ่งที่เขาจะสื่อหรือเป็นเขาเองที่ไม่เข้าใจเรื่องที่อีกฝ่ายพูดถึงกันแน่กระทั่งน้องชายคนนั้นเดินจากไปไกล เขาถึงเข้าใจคำพูดที่อีกฝ่ายจะสื่อเย่อหยิ่งบ้าอำนาจ มีชื่อเสียงมากความสามารถเป็นสองสิ่งที่ฟังดูช่างขัดแย้งกันอย่างยิ่ง เป็นเขาเองที่หัวช้าคิดตามไม่ทันเหอะ!
ตั้งแต่หมิงหยวนเดินทางมาถึงเมืองเจี้ยนคังเขาก็พอได้ยินชื่อเสียงของลูกหลานตระกูลหวังและตระกูลเซี่ยมาบ้างแล้วผู้คนต่างเล่าลือกันว่าลูกหลานของทั้งสองตระกูลเป็นจือหลันหายากกับไม้หยกงามแห่งย่านเจ้าขุนมูลนายเหตุใดถึงกลายเป็นเช่นนี้เล่า?
ในบรรดาสหายข้างห้องที่เขารู้จักถึงจะมีบางคนเจ้าเล่ห์ไม่เอาไหน แต่ส่วนใหญ่ก็เอาการเอางาน นิสัยดี และตรงไปตรงมาส่วนบรรดามิตรสหายที่เป็นชนชั้นสูง แม้หมิงเยี่ยจะมีข้อเสียเล็กๆ น้อยๆ แต่โดยรวมแล้วเขาก็เป็นคนน่ารักเป็นมิตร และมีคุณธรรมอีกทั้งบิดาของหมิงเยี่ยอย่างหมิงหลานนั้นยิ่งเป็นคนใจดีมีเมตตาเหล่าคุณชายอย่างหวงซื่อเหวย หนิงตวนเฉิง และคนที่เหลือก็สุภาพจริงใจและมีคุณธรรมเช่นกัน ทว่าคุณธรรมของเหล่าคุณชายอย่างเซี่ยฮุ่น หวังจิ้นจือ และลูกหลานราชวงศ์อย่างตระกูลเว่ยนั้นเหตุใดยิ่งฐานะสูงส่งคุณธรรมถึงยิ่งต่ำต้อยแล้วอย่างนี้จะวางใจฝากบ้านเมืองไว้ในมือคนพวกนี้ได้อย่างไร?
หมิงหยวนเจ็บแสบไปทั่วทั้งแผ่นหลังยิ่งคิดก็ยิ่งโมโหเกินกว่าจะทำใจให้สงบ
เขาตัดสินใจไปโรงหมอเป็นอันดับแรกแต่กลับพบว่ามันปิดแล้ว เขาจึงต้องเดินกลับไปหาเผยซูเยี่ยโชคดีที่เขาพึ่งเดินออกมาได้แค่สองซอย
เมื่อถึงหน้าประตูหมิงหยวนก็เคาะแล้วยืนรอ ไม่รู้พวกเขามัวทำอันใดอยู่หมิงหยวนรอตั้งนานกว่าเผยซูเยี่ยจะออกมาเปิดประตู เสื้อผ้าที่สวมก็เปลี่ยนไปแถมยังแต่งตัวไม่เรียบร้อย พอเห็นว่าหมิงหยวนย้อนกลับมาก็เลิกคิ้วถาม“ลืมของไว้หรือ?”
-----------------------------------------------------------