เมื่อรับการรักษาเสร็จแล้ว ผ้าขาวสะอาดผืนหนึ่งก็ถูกยื่นมาจากมือเหี่ยวย่นของชายชรา
“ผ้าผืนเก่าสกปรกเหลือทน เ้าปล่อยให้มันััใบหน้าได้อย่างไร อยากให้แผลเหวอะหวะจนเสียโฉมรึ เอาผ้านี่ไปใช้ ผืนเดิมก็ทิ้งไปเสีย”
ผ้าเนื้อละเอียดเรียบเย็น ไม่ระคายผิว สีขาวงาช้างดูล้ำค่าอย่างมาก เหอซือซือรู้สึกอุ่นวาบไปทั้งอกขณะกล่าวขอบคุณเสียงเบา
“ท่านหมอ”
“อือ” เขาตอบรับขณะเก็บอุปกรณ์รักษาแผลใส่กล่อง
“ท่านมีความปรารถนาใดหรือไม่”
“ถามอะไรของเ้า” เมื่อเห็นสายตาจริงจังเขาจึงแค่นหัวเราะ “จะไปมีได้อย่างไร แก่ปูนนี้แล้วรอวันจากไปเท่านั้นแหละ”
“อายุเท่าไหร่ก็มีความ้ากันได้ทั้งนั้น อย่างเช่นเงินทอง...ท่านหมออย่าเพิ่งเข้าใจผิด ข้าเป็คนรู้คุณอย่างยิ่ง ไม่เหลือบ่ากว่าแรง ข้าจะตอบแทนอย่างไม่ลังเลแน่นอน”
อีกฝ่ายเหยียดยิ้มส่ายศีรษะราวกับเพิ่งได้ยินเื่ขบขัน “แล้วเ้ามีรึ เงินทองที่ว่ามา ได้ข่าวว่าหนีตายมาตัวเปล่า”
ปากคอเราะรายไม่มีใครเกิน
“เพียงท่านลองบอกมา...”
เขาทอดถอนใจ “เฮ้อ...แก่แล้ว ชื่อเสียงเงินทองก็ไม่สำคัญอีกแล้ว ไม่เช่นนั้นเ้าคงไม่เห็นข้าอยู่ที่ค่ายทหารสุดชายแดนเช่นนี้ ถ้าเป็ไปได้ข้าหวังจะมีคนไว้อาลัยและกราบไหว้หลังตายไปสักคน”
“ท่านไม่มีครอบครัวหรือ”
“คู่ชีวิตอายุขัยสั้น ตายก่อนข้าไปตั้งสิบปีแล้ว ส่วนลูกชาย...คนผมขาวส่งคนผมดำ เขาตายในสนามรบก่อนมารดาเสียอีก”
น้ำเสียงฟังขมขื่น เหอซือซือนับถือใจเขา ลูกตายภรรยาตายก็ยอมอยู่ผู้เดียวจนแก่เฒ่า มีใจรักมั่นอย่างยิ่ง
“ท่านหมอ หากท่านตายแล้วไม่มีใครจัดงานศพไว้อาลัยให้ ก่อนตายเขียนจดหมายถึงข้าสักฉบับ ข้าจะรับศพท่านมาตั้งจัดพิธีให้เอง จะกราบไหว้เผากระดาษเงินกระดาษทองส่งไปให้ใช้ในปรโลก ข้าจะตอบแทนการรักษาและเมตตาของท่านด้วยการทำความปรารถนาของท่านให้เป็จริง”
เหอซือซือเป็ผู้รักษาสัญญา แยกแยะบุญคุณความแค้นชัดเจน มีบุญคุณตอบแทน ติดหนี้ย่อมใช้คืน เมื่อกล่าวไปแล้วก็มั่นใจว่าทำได้
ชายชราหัวเราะร่า “ฮ่าฮ่า ดีจริง รักษาคนครั้งเดียวได้ผู้เซ่นไหว้ยามตายมาหนึ่งคน คุ้มจริง ๆ เอาละข้าไปดูคนเจ็บคนอื่นแล้ว เ้าพักผ่อนให้มาก เร็ว ๆ นี้แม่ทัพซ่งจะส่งพวกเ้าออกนอกค่าย”
“ออกนอกค่าย?”
หมอหลิวหันมาหรี่ตาใส่ “คงไม่คิดจะอยู่ในค่ายตลอดไปหรอกนะ พวกเ้าอยู่นอกด่าน ต่อให้ท่านแม่ทัพมีเมตตากว่านี้ ก็ไม่มีทางให้พวกเ้าอาศัยอยู่ในค่ายทหาร ให้เข้าเมืองยิ่งเป็ไปไม่ได้ ข้าได้ยินว่าชาวยุทธ์ด้านนอกกลับกันไปหมดแล้ว นางหนู พวกเ้าต้องเจียมตัวกันด้วย พวกเ้าเป็ชาวชนเผ่า หากอยากเข้ามาอยู่ในแคว้นก็ต้องทำตามขั้นตอนให้ถูกต้อง”
ชาวยุทธ์ล้วนไม่อยากข้องเกี่ยวกับแว่นแคว้นใดหากไม่จำเป็ ไม่มีเหตุก็ไม่อยากหมางใจด้วย ตอนนี้เป็เวลาอันสมควรที่จะกลับออกไปกันแล้ว
กลับไปนอกด่านก็คงปลอดภัย
แต่แน่นอน ไม่ใช่สำหรับตน...
เหอซือซือกำลังครุ่นคิดจึงเหม่อลอย ชายชรานึกว่าตนกล่าวรุนแรงเกินไปจึงยืนเก้กังอยู่นานก่อนจะเอ่ยว่า “เ้าช่างพูด มีอารมณ์ขัน เหตุใดคนด้านนอกจึงนินทาว่าเ้าทำตัวเย่อหยิ่ง ถามคำตอบคำ ยากเข้าถึง”
นางส่งเสียงขึ้นจมูก “ในค่ายเต็มไปด้วยบุรุษ ข้าหัวร่อต่อกระซิกไปทั่ว คนได้ชี้หน้าด่านางแพศยาแน่”
ค่ายทหารเต็มไปด้วยกฎระเบียบเคร่งครัด ผู้หลบภัยถูกจำกัดบริเวณให้อยู่ภายในพื้นที่ที่จัดไว้ให้ ไม่อนุญาตให้เดินเพ่นพ่านไปทั่ว ทั้งมีเวรยามจับตาดูตลอดเวลา ดังนั้นชาวนอกด่านจึงเจียมตัวอยู่อย่างสงบเสงี่ยม อาวุธที่ติดตัวมาก็ส่งมอบให้ทางค่ายแต่โดยดี
อาหารสองมื้อยังมีมาประเคนถึงที่ สุขสบายเหลือแสน ว่างงานเสียจนเริ่มเบื่อ
เด็กเล็กวิ่งเล่นในอาณาบริเวณ เด็กพวกนี้อายุน้อยแต่รู้ความมาก ไม่โวยวายสร้างความเดือดร้อน ไม่เฉียดออกนอกเขตที่ผู้ใหญ่ชี้บอก มีเพียงบางครั้งที่ทหารผลัดเปลี่ยนเวรยามก็อาจจะวิ่งไปทักทายอย่างสดใสแล้วรีบกลับมา
เหล่าผู้ใหญ่รู้ว่าตนมาเป็ภาระผู้อื่น อยากรักษาชีวิตก็ได้แต่ยินยอมที่จะไม่สร้างปัญหา
แต่พอผ่านมาหลายวันก็เบื่อหน่ายกับชีวิตที่ว่างแสนว่างนี้ พวกเขาเคยออกล่าสัตว์หาของป่า บางครั้งก็ควบม้าทะยานไปในท้องทุ่ง มาให้อยู่เฉยเช่นนี้ ช่างอึดอัดจริง ๆ
“อย่าไปกวนพี่ชายทหาร กลับมานี่เร็ว”
หลังจากเก็บตัวอยู่นาน ในที่สุดเหอซือซือก็ออกมารวมกับทุกคนด้านนอก ทั้งช่วยดูแลเปลี่ยนผ้าใส่ยาให้คนเจ็บ จากนั้นก็ช่วยหญิงชราปะชุนเสื้อผ้า
“ไม่ใช่ว่าลูกชายท่านก็อยู่ที่นี่หรือ”
“ก็อยู่” หญิงชรากล่าวตอบทั้งที่กำลังกัดด้ายหลังขมวดปมแล้วให้ขาดออก
“เหตุใดจึงยังอยู่ที่นี่ ไม่สิ ข้าหมายความว่าไม่เห็นเขามาหาท่านเลยสักครั้ง”
หญิงชราสะบัดชุดสองสามครั้งเอ่ยเรียกเด็กชายคนหนึ่ง “เสื้อเ้าเย็บเสร็จแล้ว มาเอาไปเก็บ” เด็กชายมารับเสื้อแล้ววิ่งจากไป นางจึงหันมามองคนถาม
“เราอยู่ที่ใดกันเล่า”
“ที่ค่ายทหาร”
“ค่ายทหารแคว้นเหลียน” หญิงชราเสริม “ชาวนอกด่านอย่างเราไม่เป็ที่ต้อนรับ มีน้ำใจช่วยเหลือก็นับว่าใจกว้างมากแล้ว”
“แต่ท่านมีลูกชายเป็ทหาร...”
หญิงวัยกลางคนด้านขวาหัวเราะ “เ้านี่นะ แม่เฒ่ามีลูกชายเป็ทหารก็จริง แต่เขาใช่แม่ทัพรึ เป็เพียงทหารตัวน้อยที่อยู่ใต้อาณัติเขา จะไปขัดคำสั่งได้อย่างไรเล่า”
อีกนางป้องปากกระซิบเสียงเบา “แต่ไม่ต้องห่วง ใครมีครอบครัวอยู่ในแคว้นมารับรองให้ก็สามารถลงชื่อออกป้ายเข้าแคว้นได้ แม่เฒ่าวาสนาดี อย่างไรก็ได้เข้าเมือง แต่พวกเรานี่สิ...”
เสียงถอนหายใจดังขึ้นรอบกาย เหอซือซือแสร้งถอนใจไปกับทุกคน
หญิงชรามองดูใบหน้าที่ตั้งใจปกปิดไว้อย่างมิดชิด นึกเห็นใจแต่ไร้หนทาง สตรีอายุน้อยรูปร่างหน้าตางามล้ำทั้งยังไร้ครอบครัว อยู่ลำพังน่าเป็ห่วงนัก
“เ้าตามหาทุกกระโจมแล้วหรือ ไม่มีครอบครัวของเ้าเลยรึ”
สาวงามบอบบางผิดแปลกจากผู้อื่นใบหน้าเศร้าสลดลง เปลือกตาหลุบซ่อนความเสียใจ นางส่ายหน้าเบา ๆ “ข้าไปตามหาทุกกระโจมทุกที่ตั้งแล้ว แต่...”
“ชีวิตต้องเดินต่อไป ไม่แน่ครอบครัวเ้าอาจอยู่ด้านนอก หากไม่มีที่ไปก็ไปกับพวกนาง ชนเผ่าเรากระจายตัวก็จริง แต่เป็หนึ่งเดียว ไม่ต้องกลัวจะไร้ที่พึ่งพิง”
“ใช่ เ้าไม่ต้องกลัว ไปกับพวกเราก็ได้ ที่ไหนก็คือบ้านทั้งนั้น”
สตรีที่อยู่ตรงนั้นพยักหน้าช่วยกันปลอบใจคนละหลายคำ
หญิงงามมักอาภัพ คำพูดพวกนี้ชาวเมืองชอบพูดกัน เห็นจริงก็วันนี้ ตอนแรกก็นึกอิจฉาอยู่หรอก แต่ชะตาบัดซบเช่นนี้อิจฉาไม่ลงเลย ได้แต่เวทนาสงสาร
เหอซือซือยิ้มรับสายตาเวทนาที่ส่งมา
ใกล้พลบค่ำสตรีหลายนางทยอยกลับเข้ากระโจม ทหารเฝ้ายามมักมองมาอย่างไม่ชอบใจเมื่อใกล้สิ้นแสง แววตาคมกริบไม่เป็มิตรเอาเสียเลย ทุกคนรับรู้ได้จึงไม่อยู่ด้านนอกให้รำคาญสายตาใคร ส่งเสียงเรียกเด็ก ๆ เข้าที่พักแล้วดับไฟนอนแต่หัวค่ำ
หญิงชราอายุมากแล้ว ทำสิ่งใดล้วนเชื่องช้า เหอซือซืออยู่ช่วยเก็บของ ตอนนี้ทั้งคู่จึงอยู่กันตามลำพัง
“จะถามอันใด”
เหอซือซือเงยหน้าสบตาหญิงชรา นางยิ้มบาง “ท่านยาย ทหารเฝ้าเคร่งครัดทุกโมงยามเช่นนี้ ที่ว่าคนที่ครอบครัวมารับรองให้จะได้ป้ายเข้าเมืองนี่... เป็ความจริงหรือ”
“เ้าอยากรู้ว่า รู้ได้อย่างไรมากกว่ากระมัง” หญิงชราเอ่ยเสียงเบา เก็บของเสร็จแล้วก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้ากระโจมด้วยท่าทางปกติ
เหอซือซือเดินตามเข้ามา อาศัยแสงเทียนหนึ่งเล่มที่จุดไว้ภายใน เดินไปยังที่นอนของตนที่อยู่ด้านในสุด แม่เฒ่านอนห่างนางออกไปสามคน แต่กลับเดินไปหยุดตรงที่นอนของนาง