บทที่ 9 สู่หลทางใหม่
กลางถนนที่คลาคล่ำด้วยผู้คน อวี้เซียน ยังคงยืนกอดกู่ฉินทั้งน้ำตา ใบหน้าเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง หลังถูกห้ามไม่ให้ติดตามอี้อ่าวจ้านไปต่อ
บนถนนไม่ไกลนัก ชายหนุ่มผู้ลึกลับ ที่ครั้งหนึ่งเคยมอบถุงเงินให้นางในโรงน้ำชา ยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยสายตาสงบนิ่ง เขาก้าวออกจากฝูงชน แล้วเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“แม่นาง…เหตุใดจึงร้องไห้ราวกับโลกทั้งใบแตกสลายเช่นนี้เล่า?”
อวี้เซียนเงยหน้าขึ้น มองเห็นเขา ั์ตาเต็มไปด้วยความสับสนปนระแวดระวัง แต่แววตาสุขุมของชายหนุ่มกลับอบอุ่นอย่างประหลาด
ชายหนุ่มนั่งลงข้าง ๆ พลางเอ่ยเสียงเรียบ
“เมื่อครู่…เขาคนนั้นไม่รู้จักเ้า แต่เ้าเรียกหาด้วยหัวใจทั้งหมด ข้าฟังแล้วก็ยังอดสงสารมิได้”
อวี้เซียนกัดริมฝีปาก ก่อนเอ่ยเสียงสั่น
“เขา…คือคุณชายของข้า ข้าตามหาเขามาเนิ่นนาน หวังเพียงได้พบหน้า แต่เมื่อได้เจอ…กลับเหมือนคนแปลกหน้าไปเสียแล้ว”
ชายหนุ่มมองนางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนยื่นผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดให้นางเช็ดน้ำตา
“หากเ้า้าสืบหาความจริง ก็คงไม่ง่ายเลยที่จะทำเพียงลำพัง… เช่นนั้นมาที่จวนของข้าสักระยะเถิด อย่างน้อยเ้าจะมีที่พักพิง และไม่ต้องลำบากกลางถนนเช่นนี้”
อวี้เซียนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่เมื่อคิดถึงความตั้งใจที่จะสืบหาความหลังของคุณชาย นางก็ก้มศีรษะรับปาก
“ขอบคุณคุณชาย…หากท่านเมตตา ข้าจะอยู่เพื่อรับใช้ แลกกับที่พักพิง”
ค่ำวันนั้น อวี้เซียนติดตามชายหนุ่มไปถึงจวนใหญ่ทางทิศเหนือของเมืองหลวง ภายในโอ่อ่าแต่เรียบขรึม มีกลิ่นอายความเป็ขุนนางชัดเจน
เมื่อถึงห้องโถงใหญ่ ชายหนุ่มจึงเผยตัวตนจริง
“ข้าชื่อ ลู่จื่อซวน เป็บุตรชายคนรองของอนุภรรยาเ้ากรมพิธีการ ที่นี่คือจวนสกุลลู่ เ้าไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีที่อยู่แล้ว”
อวี้เซียนค้อมตัวลงอย่างนอบน้อม
“ข้า…อวี้เซียน ขอบพระคุณคุณชายลู่ที่เมตตา”
ในแววตาของนาง แม้ยังเต็มไปด้วยความเศร้า แต่ก็มีแสงแห่งความหวังริบหรี่ขึ้นมาอีกครั้ง เพราะอย่างน้อย ณ เมืองหลวงแห่งนี้ นางก็พอมีที่พักพิงชั่วคราวให้ได้ตั้งสติอีกครั้ง
บทที่ 10 ดอกไม้กลางพายุ
ชีวิตใน จวนสกุลลู่ หาใช่เื่ง่าย อวี้เซียนแม้จะได้รับการอุปการะจาก ลู่จื่อซวน แต่ก็เป็เพียงสาวใช้ที่เพิ่งเข้ามาใหม่ การใช้ชีวิตในเรือนใหญ่เต็มไปด้วยสายตาจับจ้องและการนินทาไม่เว้นแต่ละวัน
ยามค่ำ ลู่จื่อซวน มักเรียกให้นางบรรเลงกู่ฉิน บางครั้งก็ให้ขับร้องบทกวีข้างกาย เขาเป็ชายหนุ่มที่ชื่นชอบศิลปะและดนตรี ทุกครั้งที่เสียงพิณของอวี้เซียนกังวานขึ้น ความวุ่นวายทั้งหลายก็เหมือนเลือนหายไป เหลือเพียงความเงียบสงบอันละเมียดละไม
“เสียงพิณของเ้า มีรสชาติแห่งความเศร้า ลุ่มลึกยิ่งกว่าผู้ใด”
ลู่จื่อซวนเอ่ยพลางยกถ้วยชาขึ้นลิ้มรส
อวี้เซียนเพียงค้อมศีรษะ ไม่ได้กล่าวสิ่งใด เพราะทุกครั้งที่ปลายนิ้วััสายพิณ นางนึกถึงเพียงใบหน้าของคุณชายซินหยางเท่านั้น
ยามกลางวัน หลังจากอาบน้ำแต่งกายสะอาดสะอ้าน แม้จะอยู่ในชุดสาวใช้เรียบง่าย แต่ความงามอันอ่อนหวานของอวี้เซียนก็ไม่อาจถูกปิดบังได้ นางเหมือนราวกับดอกไม้กลางพายุที่ยังคงผลิบาน แม้ผู้คนรอบข้างจะจับจ้องด้วยความริษยา
ไม่นานนัก ข่าวลือก็แพร่สะพัดไปทั่วเรือน
“สาวใช้ใหม่ผู้นี้งดงามนัก คงหมายจะขึ้นเป็นายหญิงของคุณชายรอง”
“มิหนำซ้ำยังได้ใกล้ชิดบรรเลงเพลงให้คุณชายฟังทุกค่ำคืนอีก!”
คำพูดเหล่านี้กลายเป็หนามที่ทิ่มแทงใจผู้อื่น จนความริษยากลายเป็การกลั่นแกล้งไม่รู้จบ
บางครั้งน้ำชาที่นางต้องยกไปก็ถูกแอบใส่เกลือ บางครั้งผ้าซักก็ถูกโยนลงพื้นโคลน ทั้งยังมีเสียงหัวเราะเยาะลับหลังเป็ประจำ
แม้หัวใจจะเ็ป แต่ด้วยความจำเป็ อวี้เซียนกัดฟันอดทนทุกสิ่งไว้ นางไม่อาจเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง ไม่อาจก่อความวุ่นวายเพราะเป้าหมายเดียวในใจของนางยังคงเป็การค้นหาความจริงเกี่ยวกับคุณชายซินหยาง
“ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็เช่นไร…ข้าต้องอยู่รอดในที่แห่งนี้ให้ได้”