หลังจากบิดเอี้ยวเนื้อตัวไปมาเพื่อคลายความเมื่อยล้า หยุนซีเดินกลับเข้าไปในครัว ตักน้ำจากถังมาหนึ่งกระบวยใหญ่เพื่อล้างหน้าล้างตาให้สดชื่น
น้ำในกระบวยไม้กระเพื่อมเป็คลื่นแล้วหยุดลง เผยให้เห็นใบหน้าเล็กดูจุ๋มจิ๋มน่ารักแต่ผิวออกเหลือง ผมแห้งกรอบ ดูก็รู้ว่าขาดสารอาหารมาเป็เวลานาน คิ้วโก่งงาม ดวงตากลมโต แววตาใสกระจ่าง
ร่างนี้ได้รับแต่ส่วนที่ดีจากทั้งพ่อและแม่ รวมถึงถูกเลี้ยงดูเป็อย่างดี โตมาต้องเป็สาวงามคนหนึ่งแน่นอน
หยุนซีเดินตระเวนดูรอบสวนเป็เวลานานจนพอใจแล้ว ก็เริ่มวางแผนออกไปเดินสำรวจนอกบ้าน หลังจากกินแต่ผักป่ามาหลายวัน ถึงเวลาต้องหาอย่างอื่นมาทำให้อิ่มท้องแล้ว
เด็กน้อยเดินไปที่ประตูรั้ว เปิดออกอย่างเบามือแล้วปิดไว้เหมือนเดิม
สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าคือทิวเขาเขียวขจีสูงเสียดฟ้า ไม่ไกลจากตัวบ้านเท่าไหร่คือทุ่งข้าวขนาดใหญ่ ต้นข้าวสีเขียวหนาแน่นราวกับพรมหนา ๆ ทอดยาวไปไกลสุดลูกหูลูกตา
สีเขียวคือตัวแทนของฤดูใบไม้ผลิ ให้ความรู้สึกสดชื่นมีชีวิตชีวา เป็สภาพแวดล้อมที่ทำให้คนมีความสุขและรู้สึกผ่อนคลาย
นอกจากนี้ยังมีต้นท้อที่ดอกท้อเริ่มผลิบาน ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางทุ่งข้าวเขียวขจี เพิ่มสีสันให้กับทิวทัศน์ที่งดงาม
มองไปอีกด้านก็เห็นบ้านเรือนในบริเวณใกล้เคียงอีกประมาณ 5-6 หลัง ล้วนแล้วแต่เป็กระท่อมบ้านดินเหนียว ปลูกเรียงรายต่อกันไปแต่ไม่ได้ปลูกจนชิดกันมาก
ในยุคสมัยนี้ ที่ดินเปล่ามีมาก ที่แต่ละผืนก็กว้างใหญ่ไพศาลแต่จำนวนประชากรกลับมีน้อยกว่าที่ดิน เช่นหมู่บ้านชิงซานแห่งนี้มีผู้อาศัยอยู่ทั้งหมดเพียงแค่ 12 ครัวเรือน แม้จะมีการผ่อนปรนภาษี แต่ผลผลิตที่ได้ไม่เพียงพอต่อความ้า พื้นที่เพาะปลูกที่ดีก็มีแค่หยิบมือ เมื่อจำนวนผู้บริโภคมีมากกว่าผลผลิตที่ได้ จึงทำให้เกิดความอดอยากและขาดแคลนอาหารอย่างหนัก
เดือนมีนาคมคือเดือนที่เหมาะกับการเริ่มต้นฤดูเพาะปลูก
แสงแดดในฤดูใบไม้ผลิไม่ได้แรงมากนัก ยิ่งวันนี้ท้องฟ้าสดใสไร้ก้อนเมฆ นกบินไปมาส่งเสียงร้องจิ๊บ ๆ กันระงม ประดุจเสียงดนตรีขับกล่อมจากธรรมชาติ
หยุนซีเดินแบบสบาย ๆ ไม่เร่งรีบ เดินไปก็มองสำรวจสองข้างทางไปเรื่อย ๆ เผื่อเจอของที่กินได้ เมื่ออากาศเริ่มอบอุ่นพืชผักก็เริ่มเติบโต ส่วนมากจะเป็วัชพืชซะมาก ผักที่กินได้มีค่อนข้างน้อย
ก่อนจะถึงเวลาเก็บเกี่ยวข้าวใหม่ปีนี้ได้ ครอบครัวส่วนใหญ่จะกินข้าวเก่าของปีก่อนซึ่งก็ไม่ได้มีเก็บไว้มากนัก เพื่อที่จะทำให้อิ่มท้องเลยมักจะผสมผักป่าหรือหัวมันลงไปเวลาทำอาหาร
โชคดีที่แดดไม่ร้อน หยุนซีเลยเดินเพลิดเพลินกับทิวทัศน์ข้างทางไปเรื่อย ๆ
ระหว่างทางก็เห็นลำธารไหลผ่านอยู่ด้านหน้าไม่ไกล น้ำใสสะอาดส่องประกายเหมือนมีเพชรวางเรียงราวใต้พื้นน้ำ ลำธารสายนี่น่าจะแยกมาจากแม่น้ำจิ้งชุยสายใหญ่
ริมลำธารมีต้นหลิวสูงใหญ่ แผ่กิ่งก้านใบห้อยย้อยดูงดงามละลานตา ใต้ร่มไม้มีแผ่นหินเรียบ ๆ วางเรียง 3-4 ก้อนต่อ ๆ กัน เป็พื้นที่ซักล้างของหมู่บ้าน ปกติเช้า ๆ จะมีเหล่าแม่บ้านออกมาซักผ้า พูดจาบอกเล่าแบ่งปันเื่ราวสัพเพเหระต่าง ๆ
ตอนนี้บ่ายคล้อยเลยไม่มีใครอยู่ในบริเวณนี้
ในเมื่อมีลำธาร มีต้นไม้ น้ำใสขนาดนั้นก็น่าจะมีกุ้งมีปลาสิ
‘ต้องไปดูซะหน่อย’ แล้วหยุนซีก็พาขาสั้นป้อมออกเดินอย่างแน่วแน่มุ่งตรงไปยังข้างลำธาร
“ซีซี ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่คนเดียว? มันอันตรายรู้มั้ย, แล้วคนอื่นล่ะ?” จากนั้นก็มีมือมาจับแขนของเธอเอาไว้
หยุนซีใจนตัวแข็ง
ใครน่ะ? จับตัวไว้เธอทำไม? เกิดอะไรขึ้น?
เมื่อหันหลังกลับไปก็พบหญิงชราท่าทางใจดี สวมหมวกฟาง ใส่เสื้อผ้าที่ปะชุนแต่สะอาดสะอ้าน ในมืออีกข้างอุ้มกะละมังไม้ใส่ผ้าที่ซักเสร็จแล้วไว้ข้างเอว
นางครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะพูดว่า “ซีซี เ้าลืมทางกลับบ้านใช่หรือไม่? มาเถอะ เดี๋ยวย่าเหอจะพาไปส่งที่บ้าน”
จากนั้นก็ถอดหมวกฟางมาสวมให้หัวน้อย ๆ ของเธอ
ใบหน้าใจดี ท่าทางมีเมตตา ทำให้หยุนซีนรู้สึกดีจนส่งยิ้มหวานให้ไม่หยุด
“ย่าเหอ ข้าออกมาเดินเล่น เห็นลำธารเลยอยากไปดูว่ามีปลาหรือไม่เ้าค่ะ”
หญิงชราจูงมือน้อยแล้วเดินช้า ๆ ถึงกระนั้นขาสั้นป้อมก็ยังต้องเดินซอยเท้าถี่ ๆ จะได้เดินตามฝีเท้าของผู้ใหญ่ทัน นางเหอชะงักไปชั่วครู่เมื่อได้ยินเสียงเล็ก ๆ ของเด็กน้อย
“ซีซี เ้าหายแล้ว? หายเป็ปกติก็ดีแล้ว” นางกุมมือน้อยเขย่าเบา ๆ ถามเองตอบเองเสร็จสรรพ รู้สึกดีใจกับครอบครัวหลี่
นางเถียนคือพี่สาวที่มีความสนิทสนมกันมานาน แม้จะมีอายุต่างกันหลายปีแต่ก็ไม่เป็ปัญหาในการคบหา สองครอบครัวไปมาหาสู่สม่ำเสมอ มีความสัมพันธ์ฉันท์ญาติพี่น้อง
เมื่อเห็นเด็กน้อยหายเป็ปกติ นางเหอย่อมมีความสุขเป็ธรรมดา
หยุนซีััได้ถึงความกังวลและโล่งใจในเวลาเดียวกันของย่าเหอ เลยเอ่ยตอบให้นางสบายใจว่า “ย่าเถียนบอกว่าตัวข้าหกล้มหัวฟาดพื้น พอฟื้นขึ้นมาก็ปรกติดี เพียงแต่จำอะไรไม่ได้เลยเ้าค่ะ”
นางเหอบีบมือน้อยเบา ๆ ปลอบใจ “ดีแล้ว หายก็ดีแล้ว ขอบคุณ์ที่เมตตา”
จากนั้นก็หวนคิดถึงประโยคบอกเล่าก่อนหน้า ซีซีบอกว่าจะไปดูปลา มิใช่ว่าเด็กน้อยหิวหรอกรึ?
นางเหอเปลี่ยนเส้นทางเดินกลับไปทางบ้านตัวเองแทน ระหว่างทางหยุนซีได้รับการทักทายจากย่ายาย พี่ป้าน้าอาทั้งหลายไปตลอดทาง พอถึงหัวโค้งมีร่มไม้ใหญ่มีท่านยายคนหนึ่งยื่นผลหยางเหมยให้เสียเต็มกำมือ เด็กน้อยกล่าวขอบคุณ ปากหวานเอ่ยเยินยอจนคนแก่ยิ้มไม่หุบ
เดินต่อไปอีกหน่อยก็ถึงบ้านย่าเหอ
หญิงชราวางกะละมังไม้ลงกับพื้น เดินไปหยิบม้านั่งตัวเตี้ยวางในที่ร่มก่อนจะอุ้มหยุนซีไปนั่ง
“ซีซี หลานนั่งรอตรงนี้สักครู่ ย่าขอตากผ้าก่อนแล้วจะไปส่งเ้าที่บ้าน” จากนั้นก็เดินเข้าไปในครัวก่อนจะถืออาหารออกมายื่นให้
“อันนี้คือลูกชิ้นผัก กินรองท้องไปก่อนน่ะ”
“ย่าเหอ ซีซียังไม่หิวเ้าค่ะ” ดันมือใหญ่ตรงหน้าออกห่างอย่างนุ่มนวลเป็การปฏิเสธ
“รับไว้เถอะ”
ไม่รอให้เด็กน้อยปฏิเสธ นางเหอเดินออกไปจัดการตากเสื้อผ้าเรียงบนราว
หยุนซีไม่มีทางเลือกนอกจากรับมาถือไว้
ระหว่างที่รอ ก็มองสำรวจไปรอบบริเวณบ้าน ยังคงเป็บ้านดินเหนียวที่ปลูกเรียงรายกันอยู่หลายหลัง แต่มีรั้วรอบขอบชิด มีแปลงผักอยู่ด้านข้าง
ตากผ้าเสร็จ นางเหอก็เดินไปตัดผักกวางตุ้งมา 2 กำใส่ตะกร้าสะพายหลังบอกว่าเป็ของขวัญให้เธอ จากนั้นก็เดินมาอุ้มหยุนซี ก่อนจะเดินออกจากบ้านมุ่งหน้าไปบ้านสกุลหลี่ที่อยู่ไม่ไกล
“ย่าเหอไปส่งที่บ้านก็ลำบากแล้ว ซีซีเดินเองได้เ้าค่ะ ไม่ต้องอุ้มหรอก” มองผักตะกร้า “ที่บ้านซีซีก็มีผัก ย่าเหอเก็บไว้กินเถอะเ้าค่ะ”
“ย่าให้ ซีซีไม่ต้องเกรงใจไป” นางเหอยิ้มน้อย ๆ หยุนซีแม้จะอึดอัดใจแต่ก็รู้สึกดีในเวลาเดียวกัน
“ต่อไปเ้าต้องกตัญญูให้มากนะซีซี หลายปีที่ผ่านมา ไม่ง่ายเลยกว่าบ้านหลี่จะผ่านความทุกข์ยากมาได้”
เมื่อได้ฟังเื่ราวบอกเล่าจากปากนางเหอ หยุนซีรู้สึกะเืใจ แสบจมูกจนอยากจะร้องไห้ ร่างเดิมเกิดมาพร้อมกับความบกพร่องทางสมอง แต่คนในครอบครัวก็ประคบประหงมเลี้ยงดูอย่างดีเท่าที่ฐานะจะเอื้ออำนวย แม้จะเหนื่อยยากเพียงใดก็กัดฟันทน ไม่คิดทิ้งขว้าง
นางเหอส่งเด็กน้อยถึงบ้านก็จากไปทันที
หยุนซีวางผลหยางเหมยหนึ่งกำมือใหญ่ ลูกชิ้นผัก 3 ลูก และ ผักกวางตุ้งอีกสองกำไว้บนโต๊ะในครัว
ในชาติก่อน ยุคสมัยที่บ้านสร้างจากคอนกรีต มีเครื่องอำนวยความสะดวกมากมาย มีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ แต่เพื่อนบ้านในยุคนั้นเหมือนคนแปลกหน้า ไม่มีความสัมพันธ์อันดีใด ๆ ไม่เคยได้รับความจริงใจที่แสนจะเรียบง่ายเช่นนี้
หลังจากสำรวจหมู่บ้านคร่าว ๆ เธอรู้สึกดีใจที่อย่างน้อยก็ทะลุมิติข้ามเวลามาอยู่ในยุคที่ผู้คนมีจิตใจดีงามและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่