หอหนังสือที่เก็บความจริงไว้นานกว่าสิบปีและคนที่ถือกุญแจนั้น ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเปิดประตูสู่สิ่งที่จะเปลี่ยนทุกอย่างหรือกำลังเดินเข้าไปในกับดักที่วางไว้อย่างสวยงาม
หรือเมื่อความจริงเก่าโผล่ขึ้นมาในมือของคนที่ไม่กลัวและจักรพรรดิที่สร้างอาณาจักรบนรากฐานที่อาจผุพังต้องตัดสินใจว่าจะรับรู้หรือเลือกที่จะไม่รู้
ว่ากันว่า "หนังสือนั้นเก็บความจริงได้นานกว่ามนุษย์เพราะหนังสือไม่กลัว ไม่ลืม ไม่โกหก แต่หนังสือก็อ่านไม่ได้ถ้าไม่มีคนกล้าเปิดมัน
และในบางครั้ง คนที่กล้าเปิดหนังสือเก่านั้นต้องแบกความจริงที่อยู่ในนั้น ทั้งชีวิตที่เหลืออยู่
คำถามจึงไม่ใช่ว่าความจริงคืออะไร แต่คือใครพร้อมที่จะรับมัน"
☽ หอหนังสือหมื่นเล่มในรุ่งสาง ☽
วันซู่เก๋อ หอหนังสือหลวง รุ่งสาง
หอหนังสือหลวง วันซู่เก๋อ ตั้งอยู่ในส่วนเหนือสุดของพระราชวังห่างจากตำหนักที่ประทับและท้องพระโรงออกไปพอสมควรราวกับว่าบรรพบุรุษผู้สร้างพระราชวัง้าให้ความรู้นั้นอยู่ในที่ที่ต้องเดินทางไปหาไม่ใช่ที่ที่หยิบฉวยได้ง่ายๆ
สร้างมาสองร้อยปี อาคารหินสีเทาอ่อนสามชั้นหน้าต่างแคบและสูงเพื่อให้แสงส่องเข้ามาพอสำหรับอ่านหนังสือแต่ไม่มากเกินไปจนทำให้กระดาษเสีย
มีหนังสือกว่าสองแสนเล่ม ั้แ่ตำราการปกครอง ตำราการแพทย์ตำราการเกษตร ตำราดาราศาสตร์ บทกวี ประวัติศาสตร์ บันทึกราชการและสิ่งที่บรรพบุรุษเห็นว่าควรเก็บรักษาไว้ให้คนรุ่นหลังได้อ่าน
ขุนนางผู้ดูแลหอหนังสือ เว่ยชิงเหอ อายุหกสิบสามทำงานที่นี่มาสี่สิบปี ผมขาวสนิท ตาสั้นมากจนต้องใส่แว่นแก้วตลอดเวลาร่างกายที่เล็กและผอมเหมือนตัวหนังสือที่เขาอยู่กับมาทั้งชีวิต
เซียวจ้านหยู มาถึงหอหนังสือก่อนเปิดทำการ
เปิดทำการหมายความว่าก่อนที่ขุนนางและบัณฑิตราชสำนักจะมาอ่านหนังสือในตอนเช้าซึ่งปกติเริ่มั้แ่แปดโมง
เขามาตอนหกโมงครึ่ง
ประตูหน้ายังปิดแต่ประตูข้างที่ขุนนางผู้ดูแลใช้เข้าออกนั้นเปิดอยู่เล็กน้อย
เซียวจ้านหยูเคาะประตู
เว่ยชิงเหอ เปิดประตูมองขึ้นมาหาคนที่สูงกว่าตัวเองเกือบหัว
"ท่านกุนซือ" เขาพูด ไม่ได้แสดงความประหลาดใจมากนักเพราะผ่านชีวิตในพระราชวังมานานพอที่จะรู้ว่าไม่มีอะไรน่าประหลาดใจ "เช้านัก"
"ข้า้าดูหนังสือ ชั้นสามเล่มที่หนึ่งร้อยแปดสิบเจ็ด"
เว่ยชิงเหอปรับแว่นขึ้น มองเซียวจ้านหยู
"รายการหมายเลขนั้น" เขาพูด เสียงที่ระมัดระวัง "เป็บันทึกราชการประเภท กคือ บันทึกที่ต้องมีอนุมัติพิเศษจากฝ่าาก่อนจึงจะอ่านได้"
"ข้ารู้" เซียวจ้านหยูพูด หยิบกระดาษออกมาจากชั้นใน "นี่คืออนุมัติของฝ่าา"
เว่ยชิงเหอรับกระดาษ ดูตราประทับ อ่านข้อความ ดูอีกครั้ง
"ออกเมื่อคืนนี้" เขาพูด
"ใช่"
"ข้าน้อยขอถามตรงๆ" เว่ยชิงเหอพูดเสียงที่เปลี่ยนเป็เสียงของคนที่ทำงานกับหนังสือมากกว่ากับการเมืองมาทั้งชีวิตและดังนั้นจึงพูดตรงกว่าคนส่วนใหญ่ในพระราชวัง "หนังสือเล่มนั้นมันน่าจะอ่านในที่ส่วนตัวมากกว่าที่นี่"
เซียวจ้านหยูมองเว่ยชิงเหอ ดวงตาที่ประเมิน
"ท่านเคยอ่านมันไหม"
"ข้าน้อยเคยเห็นหน้าปก เมื่อสิบสองปีก่อนตอนที่มันถูกนำมาเก็บที่นี่"
"ใครนำมาเก็บ"
เว่ยชิงเหออึกอักสักครู่
"ฝ่าาพระองค์ปัจจุบัน ตอนนั้นพระองค์อายุสิบหกเพิ่งขึ้นครองราชย์ได้ไม่นาน"
ห้องเงียบ
เซียวจ้านหยูมองเว่ยชิงเหอสักครู่ แล้วพูด
"ขอบคุณ"
"จะนำขึ้นไปที่ชั้นสามด้วยตัวเอง" เว่ยชิงเหอพูด "เส้นทางซับซ้อนนิดหน่อย"
"ขอบคุณ"
ชั้นสามของหอหนังสือมืดกว่าชั้นล่าง หน้าต่างน้อยกว่ามีแต่แสงเทียนและแสงที่ลอดผ่านช่องแคบๆ
กลิ่นของกระดาษเก่าและหมึกที่จางไปตามเวลา
เว่ยชิงเหอนำไปตามแถวหนังสือที่แน่นขนัดจนแทบไม่มีที่ให้คนเดินได้ถ้าร่างไม่ผอมพอเลี้ยวซ้ายสองครั้ง เลี้ยวขวาหนึ่งครั้งผ่านชั้นหนังสือที่ไม่มีป้ายชื่อที่อ่านออก
หยุด
"นี่"
หนังสือเล่มที่หนึ่งร้อยแปดสิบเจ็ดหน้าปกสีน้ำตาลเข้มไม่มีชื่อ มีแค่ตัวเลขที่เขียนเล็กๆ ที่มุมล่าง
เซียวจ้านหยูหยิบออกมา หนาพอสมควรกระดาษที่เปลี่ยนเป็สีเหลืองตามเวลา
"ข้าขอเก็บไว้ก่อนได้ไหม"
"ตามกฎแล้วต้องอ่านที่นี่เท่านั้น แต่—" เว่ยชิงเหอหยุด มองเซียวจ้านหยู "แต่ถ้ามีพระบรมาานุญาตเป็พิเศษก็ได้"
"ข้าจะขอจากฝ่าาเพิ่มในวันนี้"
"งั้นข้าพระองค์จะบันทึกว่าหนังสือเล่มดังกล่าวได้รับการยืมตัวโดยท่านหยูกั๋วกง ตามพระบรมาานุญาต ณวันที่สิบเจ็ด เดือนสี่ ปีที่สิบเอ็ดแห่งรัชกาลเทียนหรง" เว่ยชิงเหอพูด เดินไปหยิบสมุดบันทึก
เซียวจ้านหยูมองหลังชายชราที่กำลังเขียน
"คนนี้ เชื่อใจได้"
☁ สิ่งที่เขียนไว้ในเล่มที่หนึ่งร้อยแปดสิบเจ็ด☁
ห้องพักของหยูกั๋วกง เช้า
เซียวจ้านหยูนั่งอยู่คนเดียวในห้องทำงาน ประตูล็อคหน้าต่างปิด
หนังสือเล่มนั้นวางอยู่บนโต๊ะ
เขามองมันสักครู่โดยไม่เปิด
กระดาษนั้นที่ได้รับเมื่อเช้าบอกว่ามีหลักฐานอยู่ในนี้หลักฐานเกี่ยวกับการสิ้นพระชนม์ของ จักรพรรดิซวนหวาง พระบิดาของเฉินหยาน
สิ้นพระชนม์เมื่อสิบสองปีก่อน ขณะพระชนมายุสี่สิบสองอย่างกะทันหันโดยไม่มีสัญญาณโรคล่วงหน้า
เหตุการณ์ที่ตามมาคือ เ้าชายองค์โต เฉินจิ้น ถูกกล่าวหาว่าวางยาพิษพระบิดาถูกถอดยศและบังคับให้สิ้นพระชนม์ในคืนเดียวกันก่อนที่จะมีการสอบสวนอย่างเป็ทางการ
และ เ้าชายองค์สอง เฉินหยาน ขึ้นครองราชย์ในวันรุ่งขึ้น
ตอนอายุสิบหก
เซียวจ้านหยูเปิดหนังสือ
ข้างในไม่ใช่หนังสือ
แต่เป็บันทึกลับ เขียนด้วยลายมือที่เขาจำได้ทันทีลายมือของเฉินหยาน ตอนยังเด็ก ตอนที่อายุสิบหกและเพิ่งขึ้นครองราชย์ได้ไม่นาน
ลายมือที่สั่นเล็กน้อยในบางบรรทัดบอกว่าเขียนด้วยความกลัวและด้วยความตั้งใจในเวลาเดียวกัน
เซียวจ้านหยูอ่านช้าๆ ทีละบรรทัด
"ปีแรกแห่งรัชกาลเทียนหรง คืนวันที่สามเดือนสาม พระบิดาสิ้นพระชนม์คืนนี้แพทย์หลวงบอกว่าหัวใจวายเฉียบพลัน ข้ารู้ว่าไม่ใช่ ข้าเห็นด้วยตาตัวเองถึงอาการของพระบิดาก่อนและหลังทรงยาไม่ใช่อาการหัวใจวาย แต่ข้าไม่กล้าพูด เพราะคนที่พูดได้ตายไปแล้วหนึ่งคนผู้อ่านหนังสือร่วมของข้า ชุยเสาอ๋าย ชุยเสาอ๋ายเห็นบางคนเข้าออกห้องบรรทมพระบิดาวันรุ่งขึ้นก็พบศพเขาอยู่ในบ่อน้ำร้าง ข้ารู้ว่าถ้าพูด ข้าก็ตายด้วย ข้าตายไม่ได้ข้าต้องมีชีวิตอยู่ หาความจริง เพื่อพระบิดา และเพื่อชุยเสาอ๋าย จึงเขียนไว้คืนนี้เก็บไว้ที่หอหนังสือ หากวันใดข้าสืบได้ บันทึกนี้คือหลักฐาน หากข้าตายอย่างผิดปกติบันทึกนี้อาจเป็เบาะแสให้คนอื่นสืบต่อ"
เซียวจ้านหยูวางหนังสือลง
ดวงตาที่ปกติสงบนั้นมีบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ลึกๆ
เขาหยิบหนังสือขึ้นอีกครั้ง อ่านต่อ
บันทึกมีอีกหลายหน้า แต่ละหน้าบันทึกในวันที่ต่างกันเขียนต่อเนื่องมาเป็ปีๆเป็บันทึกของเด็กอายุสิบหกที่กลายเป็จักรพรรดิโดยไม่ได้เลือกและพยายามสืบหาความจริงที่ซ่อนอยู่ในขณะที่ต้องปกครองแผ่นดินพร้อมกัน
บางหน้าบันทึกชื่อบุคคลที่เขาสงสัยบางหน้าบันทึกเหตุการณ์ที่สังเกตบางหน้าบันทึกชื่อคนที่ตายอย่างผิดปกติใน่สองปีแรกของรัชกาล
และในหน้าสุดท้าย เขียนเพียงสองบรรทัด
"ข้าหยุดเขียนที่นี่ ไม่ใช่เพราะรู้ความจริงแล้วแต่เพราะข้ารู้ว่า บางสิ่ง รู้แล้วอาจแย่กว่าไม่รู้" "แต่ถ้าวันใดวันหนึ่ง ต้องมีคนหนึ่งที่จะเหมาะกับการรับมือเื่นี้มากกว่าข้า"
เซียวจ้านหยูปิดหนังสือ
นั่งอยู่กับความเงียบนานสักพัก
จากนั้นลุกขึ้น
"เื่นี้ ต้องบอกเขา แต่จะบอกอย่างไรต้องคิดให้ดีก่อน"
???? ก่อนบอกและสิ่งที่ต้องคิดก่อน ????
ริมสระในสวนสนส่วนพระองค์ สาย
เซียวจ้านหยูไม่ได้ไปหาเฉินหยานทันที
เขาเดินออกมาที่สวน นั่งลงที่ม้านั่งหินข้างสระน้ำเล็กๆที่มีปลาทองสีแดงว่ายวน
คิด
ไม่ใช่คิดว่าจะบอกหรือไม่บอก นั่นไม่ใช่คำถามเขาจะบอกเฉินหยานเสมอ ทุกเื่
แต่คิดว่าจะบอกอย่างไร
เพราะเื่นี้ไม่ใช่แค่ข้อมูลทางการเมือง เื่นี้คือ
เฉินหยานรู้มาตลอดสิบสองปีว่าพระบิดาอาจถูกสังหารรู้มาตลอดว่าพี่ชายอาจถูกกล่าวหาเท็จ และเขาเลือกที่จะเก็บสิ่งนั้นไว้คนเดียวไม่บอกใคร ไม่แม้แต่บันทึกต่อหลังหน้าสุดท้าย
"เขาเลือกที่จะลืม หรือเขาเลือกที่จะมีชีวิตอยู่"
เซียวจ้านหยูมองปลาทองที่ว่ายวน สีแดงสดในน้ำสีเขียว
การที่กระดาษนั้นถูกส่งมาในตอนนี้ไม่ใช่เื่บังเอิญ
มีคนรู้ว่าบันทึกนี้มีอยู่ มีคนรู้ว่าเฉินหยานเป็คนเขียนและคนนั้นส่งกระดาษมาให้เขา ไม่ใช่เฉินหยาน เป็คนแรกที่รู้
ทำไม
ถ้า้าทำลายเฉินหยาน ก็ควรเอาบันทึกนี้ไปประจานไม่ใช่ส่งให้เซียวจ้านหยูก่อน
ถ้า้าเตือน ก็ควรส่งตรงให้เฉินหยาน ไม่ใช่ผ่านคนกลาง
ดังนั้นผู้ส่ง้าอะไรบางอย่างที่แตกต่างจากสองอย่างนั้น
"พวกเขา้าดูว่าข้าจะตอบสนองอย่างไร"
ถ้าเซียวจ้านหยูนำบันทึกนี้ไปบอกเฉินหยานผู้ส่งจะรู้ว่าเซียวจ้านหยูจงรักภักดีต่อเฉินหยาน
ถ้าเซียวจ้านหยูเก็บไว้คนเดียวผู้ส่งจะรู้ว่ามีเื่ที่เขาซ่อนจากจักรพรรดิ
ถ้าเซียวจ้านหยูทำลายบันทึกผู้ส่งจะรู้ว่ามีเื่ที่เขากลัวจะโผล่ขึ้นมา
ทุกการกระทำที่เขาเลือกจะบอกผู้ส่งบางอย่างเกี่ยวกับเขา
"นี่คือกับดักที่สมบูรณ์แบบมาก"
เขานั่งอยู่ข้างสระนาน คิดถึงทุกความเป็ไปได้
จนกระทั่ง อิงหลาน เดินมาหาเขา นั่งลงข้างๆโดยไม่ถาม
"คิดอะไรอยู่" นางถาม
"คิดว่าคนที่ส่งกระดาษนั้นมา้าอะไร"
"ข้าคิดเหมือนกัน" อิงหลานพูด "และข้าคิดว่าเขา้าหนึ่งในสามอย่างพะย่ะค่ะหนึ่ง ้าความวุ่นวายในพระราชวัง สอง ้าให้ท่านกุนซือรู้จุดอ่อนของฝ่าาหรือสาม—"
"สาม" เซียวจ้านหยูพูด ดวงตาที่มองปลาทอง
"้าให้ท่านกุนซือช่วยแก้ปัญหาที่เขาแก้เองไม่ได้"
ความเงียบ
"สามอย่างนั้น" เซียวจ้านหยูพูด "้าคนที่แตกต่างกันสามคน"
"ใช่" อิงหลานพูด "ถ้าผู้ส่ง้าความวุ่นวายเขาน่าจะส่งบันทึกนั้นให้กับฝ่ายที่เป็ศัตรูกับฝ่าาโดยตรงไม่ใช่ส่งให้ท่านกุนซือ ถ้า้าให้ท่านรู้จุดอ่อนเขาน่าจะขู่กรรโชกหรือเรียกร้องบางอย่างพร้อมกับกระดาษนั้น"
"แต่เขาไม่ทำทั้งสองอย่าง"
"ดังนั้น—"
"ดังนั้นเขา้าให้เราแก้ปัญหาในนั้น" เซียวจ้านหยูพูดจบ "แต่ทำไมถ้าเขารู้เื่นี้มาตลอด ทำไมถึงเพิ่งส่งมาตอนนี้ ทำไมต้องส่งให้ข้าและที่สำคัญที่สุด ทำไมเขาถึงรู้ที่อยู่ของบันทึกนั้น"
"มีคนในพระราชวังที่รู้ตลอดเวลา" อิงหลานพูดเบา
"ใช่" เซียวจ้านหยูพูด ลุกขึ้น "และนั่นหมายความว่ามีคนที่ปกป้องบันทึกนั้นไว้ตลอดสิบสองปีโดยที่ฝ่าาไม่รู้"
???? เซียวจ้านหยูตัดสินใจ ????
ห้องพักของหยูกั๋วกง สาย
เซียวจ้านหยูกลับมาที่ห้อง นั่งลงที่โต๊ะหยิบกระดาษและปากกา
เขียนสิ่งที่รู้ออกมาเป็สองหัวข้อ
หัวข้อแรก: สิ่งที่รู้ หัวข้อที่สอง: สิ่งที่ไม่รู้
สิ่งที่รู้ บันทึกของเฉินหยานมีอยู่จริงเก็บในหอหนังสือสิบสองปี มีคนรู้ว่ามีอยู่ คนนั้นส่งกระดาษบอกเบาะแสมาให้เขา
สิ่งที่ไม่รู้ ผู้ส่งคือใคร เป้าหมายที่แท้จริงคืออะไรเื่ในบันทึกเป็ความจริงหรือ และถ้าจริงใครเป็คนสั่งสังหารจักรพรรดิพระองค์ก่อน
เขาวางปากกาลง
มีคำถามที่สำคัญที่สุดที่ยังไม่ได้ถามเฉินหยานรู้ว่าตัวเองเขียนบันทึกนั้นและเก็บไว้ที่หอหนังสือแต่เฉินหยานหยุดเขียนก่อนที่จะสืบค้นถึงที่สุด
ทำไม
"เพราะเขาพบคำตอบแล้ว"
หรือ
"เพราะเขาไม่กล้าหา"
หรือ
"เพราะมีคนบอกเขาว่าความจริงนั้นอันตรายกว่าคำโกหก"
ข้อสรุปที่เซียวจ้านหยูได้คือ —
เขาจะบอกเฉินหยาน เพราะนั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง
แต่เขาจะบอกในวิธีที่ทำให้เฉินหยานตัดสินใจเองว่าจะรับมือกับสิ่งนี้อย่างไรไม่ใช่บังคับให้เขาต้องทำอะไร
และก่อนบอก เขาจะสืบหาว่าผู้ส่งกระดาษคือใคร
เขาพลิกหนังสือไปที่หน้าแรกอีกครั้งอ่านลายมือของเฉินหยานตอนยังเด็ก
บรรทัดแรก
"ข้าเห็นด้วยตาตัวเองถึงอาการของพระบิดาก่อนและหลังทรงยาไม่ใช่อาการหัวใจวาย"
เด็กอายุสิบหกที่เห็นพระบิดาตาย และรู้ว่าถ้าพูดก็จะตายตาม
"คนนี้แบกรับคนเดียวมาั้แ่อายุสิบหก"
เซียวจ้านหยูวางหนังสือลง ดวงตาที่สงบแต่มีบางสิ่งอยู่ลึกๆ
???? ตำหนักฉางเซิงและความลับของพระมารดา????
ตำหนักฉางเซิง สาย
แต่ก่อนที่เซียวจ้านหยูจะไปหาเฉินหยานเขาไปที่ตำหนักฉางเซิงก่อน
เคาะประตูข้างที่ทหารองครักษ์ของพระมารดาดูแลส่งนามบัตรเข้าไป
รอไม่นาน
"ท่านกุนซือ" ขันทีของพระมารดาออกมา "พระมารดาหรงรับเข้าเฝ้า"
พระมารดาหรง นั่งอยู่ในห้องรับแขกส่วนตัวไม่ใช่ห้องรับแขกอย่างเป็ทางการ
นั่นบอกว่านี่คือการพบกันในฐานะบุคคล ไม่ใช่ในฐานะตำแหน่ง
"ท่านกุนซือมาเองโดยที่ฮ่องเต้ไม่รู้ใช่ไหม" พระมารดาหรงพูดทันที เสียงที่ตรงเป็ธรรมดาของนาง
"ใช่พะย่ะค่ะ" เซียวจ้านหยูพูด ก้มศีรษะให้
"นั่งลง" นางพูด "และบอกข้าว่ามาเพราะอะไร"
เซียวจ้านหยูนั่งลง มองพระมารดาหรงตรงๆ ในแบบที่เขามองทุกคนไม่ลดสายตาให้ใครนอกจากเฉินหยาน
"ข้าพระองค์พบบันทึกของฝ่าาที่หอหนังสือพะย่ะค่ะ"
พระมารดาหรงไม่เปลี่ยนสีหน้า แต่มีบางสิ่งในดวงตาที่ขยับ
"บันทึกเล่มไหน"
"เล่มที่หนึ่งร้อยแปดสิบเจ็ด ชั้นสาม พะย่ะค่ะ"
ความเงียบสั้นๆ
"ข้าคิดว่าฮ่องเต้เป็คนเดียวที่รู้" พระมารดาหรงพูดช้าๆ
"พระมารดารู้ว่ามีบันทึกนั้นอยู่พะย่ะค่ะ"
"รู้" นางพูด เงียบสักครู่ "ข้าเป็คนช่วยให้ฮ่องเต้เก็บมันไว้ที่นั่น"
เซียวจ้านหยูไม่แสดงความประหลาดใจ แต่ในใจนั้นบางชิ้นส่วนเริ่มต่อกันได้
"พระมารดารู้เื่ในบันทึกนั้น"
"รู้บางส่วนพะย่ะค่ะ" พระมารดาหรงพูด ยกถ้วยชาขึ้น มองเหนือถ้วย "รู้ว่าสามีข้าไม่ได้ตายตามธรรมชาติรู้ว่าชุยเสาอ๋ายถูกสังหาร รู้ว่าฮ่องเต้เห็นอะไรบางอย่างที่คืนนั้น"
"แต่ไม่รู้ว่าใครทำ"
"ไม่รู้" นางยืนยัน
"พระมารดาเชื่อว่าเ้าชายองค์โตไม่ผิด"
"ข้าเชื่อว่าจิ้นบุตรชายข้าไม่วางยาสามีข้า" พระมารดาหรงพูดเสียงที่เงียบและหนักในเวลาเดียวกัน"แต่ข้าก็ไม่มีหลักฐานพิสูจน์และตอนนั้นถ้าข้าพูด ข้าและหยานก็ตายทั้งคู่"
"ดังนั้นพระมารดาเลือกที่จะเก็บไว้"
"ข้าเลือกที่จะปกป้องลูกชายคนที่ยังมีชีวิตอยู่" นางพูด ดวงตาที่คมมองเซียวจ้านหยู "ท่านกุนซือจะทำอย่างไรกับสิ่งที่รู้"
"ข้าพระองค์จะบอกฝ่าาพะย่ะค่ะ"
"ฮ่องเต้รู้อยู่แล้ว"
"รู้บางส่วนพะย่ะค่ะแต่ไม่รู้ว่าตอนนี้มีคนอื่นรู้ด้วย" เซียวจ้านหยูพูด "และนั่นเปลี่ยนทุกอย่างเพราะถ้ามีคนรู้ แปลว่าเื่นี้อาจถูกนำมาใช้เป็อาวุธ"
พระมารดาหรงนิ่ง มองเซียวจ้านหยูนาน
"ท่านกุนซือ" นางพูดช้าๆ "ข้ารู้ว่าหยานไว้วางใจท่านมากแต่ข้าอยากถามตรงๆ ว่า ท่านไว้วางใจฮ่องเต้ไหม"
"ไว้วางใจพะย่ะค่ะ" เซียวจ้านหยูตอบโดยไม่ลังเล
"แม้ว่าเื่ที่ท่านเพิ่งรู้จะเกี่ยวพันกับการที่เขาขึ้นครองราชย์"
"โดยเฉพาะเพราะเื่นั้นพะย่ะค่ะ" เซียวจ้านหยูพูด "คนที่แบกความจริงอันหนักนั้นคนเดียวมาสิบสองปีโดยไม่บอกใครในขณะที่ยังต้องปกครองแผ่นดิน นั่นไม่ใช่คนที่ไม่น่าเชื่อถือพะย่ะค่ะนั่นคือคนที่แข็งแกร่งเกินกว่าที่มนุษย์ธรรมดาจะทำได้"
พระมารดาหรงมองเขาสักครู่ แล้วพยักหน้า
"ข้าฝากหยานไว้กับท่านแล้วนะ" นางพูด เสียงที่อ่อนลง เป็เสียงของแม่ไม่ใช่พระมารดาหรง
"ข้าพระองค์รับทราบพะย่ะค่ะ"
"ความจริงนั้นหนัก หนักจนคนส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่รู้ แต่ความจริงที่แบกคนเดียวนั้นหนักกว่าการแบกสองคนสองเท่า
และเมื่อมีคนเดินมายืนข้างๆ ไม่ใช่เพราะสั่งให้ยืน แต่เพราะเลือกที่จะยืน
บางครั้งแค่นั้นก็พอแล้ว ที่จะทำให้คืนยาวนั้นสั้นลงและรุ่งสางที่มาถึงนั้นสว่างกว่าเดิม"
♥️"อดีตตามไม่ทันอนาคตรอได้ ความจริงแยกแยะยาก แต่ใจคนรู้ได้ รู้ใจกัน แม้ห่างหมื่นลี้ก็ยังใกล้ไม่รู้ใจกัน แม้ยืนข้างๆ ก็ยังไกล"♥️
..สุสาส์นราคะ...