ภายในอาณาจักรต้าเซี่ย มีผู้ทรงอิทธิพลและขุมอำนาจอยู่เป็จำนวนมากในบรรดานั้น มีสองขุมอำนาจพิเศษที่จะตั้งตนเป็กลางอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็ห้ามหาคฤหาสน์หรือแม้แต่ราชวงศ์ต้าเซี่ยต่างก็จะพยายามหลีกเลี่ยงการเป็ศัตรูกับพวกเขา
หนึ่งคือ วิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิง
สองคือ ห้างสมบัติัทอง
วิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงคงไม่จำเป็ต้องพูดอะไรมากมันเรียกได้ว่าเป็ความฝันสูงสุดของเหล่าหนุ่มสาวนับไม่ถ้วนในอาณาจักรต้าเซี่ยนี้เลยเหล่านัักศึกษาผู้มากความสามารถที่สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยแห่งนี้ไปในทุกๆ ปี ไม่ว่าจะเป็ราชวงศ์หรือขุมอำนาจต่างๆล้วนพยายามแย่งชิงตัวพวกเขากันอยู่เสมอ
ส่วนห้างสมบัติัทองนั้น เป็ผู้ดำเนินกิจการการค้าขายและการฝากถอนสิ่งของต่างๆรวมไปถึงการประมูลและแลกเปลี่ยนด้วย ความมั่งคั่งของห้างสมบัติัทองนั้น มากพอจะทำให้ขุมอำนาจนับไม่ถ้วนต้องริษยาตาร้อนกันเลยทีเดียวแต่กลับไม่มีใครกล้าคิดร้ายกับห้างแห่งนี้เลยจริงๆ เพราะอำนาจและอิทธิพลของห้างสมบัติัทองนั้นมันยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ขุมอำนาจใดๆในอาณาจักรต้าเซี่ยจะจินตนาการได้หลายเท่า ห้างสมบัติัทองในอาณาจักรต้าเซี่ยนั้นเป็เพียงสาขาย่อยแห่งหนึ่งเท่านั้น
ห้างสมบัติัทองที่แท้จริงนั้น แม้แต่ในดินแดนที่กว้างใหญ่ไพศาลยิ่งกว่านอกอาณาจักรต้าเซี่ยเองก็ยังคงมีชื่อเสียงโด่งดัง ซึ่งตั๋วัทองที่ออกโดยห้างสมบัติัทองนั้น ก็ถูกกล่าวขานกันว่าขอเป็เพียงสถานที่ที่มีคนก็จะสามารถใช้แลกเปลี่ยนเป็เงินทองจำนวนมหาศาลได้
นครหนานเฟิงในฐานะเมืองหลวงของมณฑลเทียนสู่ย่อมต้องมีห้างสมบัติัทองตั้งอยู่เช่นกัน และยังตั้งอยู่ในย่านที่เจริญที่สุดตรงใจกลางเมืองอีกด้วย
เมื่อหลี่ลั่วลงจากรถม้า เขาก็มองไปยังอาคารที่หรูหราเปล่งประกายตรงหน้าถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้เห็น แต่เขาก็ยังรู้สึกทึ่งอย่างอดไม่ได้อยู่ดี เพียงแค่สาขาย่อยในเมืองหลวงของมณฑลหนึ่งก็ยังหรูหราขนาดนี้แล้วความมั่งคั่งของห้างสมบัติัทองนั้นมันยากจะจินตนาการได้จริงๆ
เทียบกันเช่นนี้แล้ว แม้แต่คฤหาสน์ลั่วหลานก็ยังดูเล็กลงไปเลย
เจียงชิงเอ๋อร์กลับแสดงท่าทีเฉยเมย นางไม่ได้มองอาคารนั่นมากมายเป็พิเศษเพียงก้าวเดินเข้าไปในห้างทันที หลี่ลั่วเห็นเช่นนั้นจึงรีบตามนางไป
เมื่อเข้าไปในหอการค้าที่หรูหราไม่ธรรมดาแห่งนี้แล้วเจียงชิงเอ๋อร์ก็นำตั๋วสีทองใบหนึ่งออกมายื่นให้สาวใช้คนหนึ่ง เมื่อสาวใช้ตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วก็รีบนำทั้งสองคนไปยังห้องรับรองแขกกิตติมศักดิ์อย่างนอบน้อมทันที
หลังจากที่ทั้งสองคนรออยู่ในห้องรับรองแขกกิตติมศักดิ์ครู่หนึ่งก็มีชายวัยกลางคนรูปร่างอ้วนที่แต่งกายหรูหรา นิ้วทั้งสิบของเขาล้วนสวมแหวนอัญมณีหลากหลายสีสันไม่ซ้ำกันเอาไว้เดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดี
“ฮ่าๆ ที่แท้ก็เป็คุณชายน้อยกับคุณหนูเจียงแห่งคฤหาสน์ลั่วหลานมาเยือนนี่เองช่างเป็เกียรติแก่ห้างเราจริงๆ” ต้องยอมรับว่าคนที่ทำงานในห้างสมบัติัทองได้ ล้วนเป็คนที่มีหูตากว้างไกลจริงๆในเมื่ออีกฝ่ายรู้จักหลี่ลั่ว ย่อมต้องรู้ถึงสถานการณ์ในปัจจุบันของเขาด้วยอยู่แล้วแต่กลับไม่ได้แสดงท่าทีดูถูกใดๆ ออกมาเลยแม้แต่น้อย กระทั่งลำดับการเรียกชื่อก็ยังให้หลี่ลั่วอยู่ก่อนด้วย
“นี่คือประธานหลี่ว์ ผู้ดูแลห้างสมบัติัทองในมณฑลเทียนสู่”ดูเหมือนว่าเจียงชิงเอ๋อร์จะรู้จักอีกฝ่าย จึงได้แนะนำให้หลี่ลั่วรู้จักด้วยตัวเอง
“ประธานหลี่ว์ พาพวกเราไปรับของเถอะ”
หลังจากแนะนำเสร็จ เจียงชิงเอ๋อร์ก็แสดงให้เห็นถึงลักษณะการทำงานที่รวดเร็วและเด็ดขาด
ประธานหลี่ว์เองก็พยักหน้าด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะหันหลังเดินนำทางทั้งสามคนผ่านประตูหลายชั้น และสุดท้ายดูเหมือนจะลงไปยังชั้นใต้ดินด้วย
ภายใต้การนำทางของประธานหลี่ว์ ในที่สุดทั้งสามคนก็มาถึงห้องที่ถูกปิดผนึกเอาไว้อย่างสมบูรณ์ผนังหินรอบห้องล้วนเรียบลื่นมันวาวราวกับกระจก
ประธานหลี่ว์ยื่นมือออกไป ตบลงบนผนังหินอันเรียบลื่นอย่างแ่เบาทันใดนั้นผนังก็เริ่มแยกออก กล่องเหล็กที่ทำจากโลหะไม่ทราบชนิดก็ค่อยๆ ยื่นออกมาจากในนั้น
“ทั้งสอง นี่คือสิ่งที่ประมุขคฤหาสน์ทั้งสองท่านเคยฝากไว้กับที่นี่การเปิดกล่องนี้จำเป็ต้องให้คุณชายน้อยมาที่นี่ด้วยตัวเอง จากนั้นจึงใช้เืเป็กุญแจเปิด”ประธานหลี่ว์ยิ้มกล่าว จากนั้นก็ถอยออกจากห้องไปอย่างรู้กาลเทศะ
หลี่ลั่วมองไปยังตู้นิรภัยตรงหน้า เหม่อลอยไปชั่วขณะเขาไม่รู้ว่าพ่อแม่ทิ้งอะไรไว้ให้เขากันแน่ ถึงทำให้ดูลึกลับขนาดนี้
แต่ไม่รู้ว่าทำไม เขากลับมีลางสังหรณ์ว่าเหมือนเ้าสิ่งนี้น่าจะมีความสำคัญต่อเขาอย่างมาก บางทีมันอาจจะเปลี่ยนแปลงอนาคตของเขาไปก็เป็ได้
ด้วยเหตุนี้เอง หลี่ลั่วจึงสูดลมหายใจลึกๆเข้าไป ก้าวไปข้างหน้าสองก้าว ยื่นมือออกไปวางบนตู้นิรภัย ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกเจ็บแปล๊บที่ปลายนิ้วดูเหมือนว่าจะมีเืหยดหนึ่งถูกดูดเข้าไปในตู้นิรภัย
แกร๊กแกร๊ก!
วินาทีต่อมา ภายในตู้นิรภัยที่ดูแข็งแกร่งราวกับเป็เนื้อเดียวกันก็ส่งเสียงเหมือนมีกลไกบางอย่างขยับออกมาจากนั้นก็มีแสงสว่างรางๆ ปรากฏขึ้นบนผิวของตู้ จากนั้นตรงใจกลางตู้ก็เริ่มแยกออกจากกันอย่างช้าๆทันที
เมื่อตู้นิรภัยแยกออก สิ่งของที่อยู่ภายในนั้นก็ปรากฏสู้สายตาของหลี่ลั่ว
นั่นคือลูกแก้วสีดำลูกหนึ่ง ตัวลูกแก้วนั้นเรียบลื่นมันวาวสะท้อนใบหน้าของหลี่ลั่วบนนั้น ดูให้ความรู้สึกลึกลับเล็กน้อย
“นี่คือ...” หลี่ลั่วกะพริบตาปริบๆ
“เก็บมันไว้ก่อน อาจารย์กับอาจารย์แม่เคยบอกไว้ว่าให้เ้ารอเปิดมันในวันเกิดครบรอบสิบเจ็ดปี” เจียงชิงเอ๋อร์ยื่นกระเป๋าถือใบหนึ่งให้เขา
หลี่ลั่วพยักหน้า เขานำลูกแก้วคริสตัลสีดำออกมาอย่างระมัดระวังใส่ลงในกระเป๋า จากนั้นก็กอดกระเป๋าไว้แน่น ดวงตาของเขาดูเหมือนจะรื้นน้ำตาเล็กน้อย
“เป็อะไรไป?” เจียงชิงเอ๋อร์มองมาด้วยความสงสัย
“ข้ามีลางสังหรณ์ว่า ข้ากำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นก็เลยตื่นเต้น”
หลี่ลั่วแกว่งกระเป๋าถือไปมา มองเจียงชิงเอ๋อร์อย่างจริงจังแล้วกล่าว“รอข้าก่อนเถอะ ข้าจะต้องถอนหมั้นให้ได้!”
“...”
เจียงชิงเอ๋อร์คร้านจะสนใจเขา หันหลังเดินออกไปทันทีนางรู้ว่าตอนนี้อารมณ์ของหลี่ลั่วกำลังพลุ่งพล่าน ดังนั้นจึงอยากกวนประสาทนางอย่างอดไม่ได้
ทั้งสองคนออกจากห้องใต้ดิน และได้พบกับประธานหลี่ว์ที่กำลังรออยู่อีกครั้งแต่คราวนี้ ข้างกายเขาได้มีเด็กสาวยืนน่ารักอยู่ด้วยคนหนึ่ง
เด็กสาวสวมชุดสีฟ้า ร่างกายสูงเพรียว รูปโฉมงดงามสดใสผมสีดำยาวสลวย ปล่อยยาวถึงเอวบางราวกับใบหลิวเอาไว้ ดวงตาของนางสุกสกาวแต่สุขุม ส่วนผิวพรรณของนางก็เป็สิ่งที่ดึงดูดความสนใจได้มากที่สุดเป็สีขาวหิมะที่ดูเปล่งประกายแวววาว ราวกับเป็ผิวน้ำแข็งกระดูกหยก[1]ของจริงก็ไม่ปาน
นอกจากนี้ มือทั้งสองข้างของนางยังสวมถุงมือบางที่บางเฉียบดุจใยไหมและถึงแม้ว่าจะมีถุงมือปิดบังไว้ ก็ยังคงรู้สึกได้ถึงความเรียวยาวของนิ้วมือ หากถอดถุงมือออกละก็มือคู่นั้นจะต้องทำให้มีผู้คนลุ่มหลงจนน้ำลายไหลเป็แน่
ไม่ว่าจะเป็รูปลักษณ์หรือบุคลิก เด็กสาวตรงหน้าก็ดูสูงสง่ากว่าตี้ฝ่าฉิงที่เคยพบก่อนหน้านี้พอสมควร
แต่เมื่อหลี่ลั่วพบเห็นนาง เขาก็แสดงสีหน้าอึดอัดซึ่งยากจะสังเกตเห็นได้ออกมาแวบหนึ่งก่อนจะกลับมาเป็ปกติอย่างรวดเร็ว
“ฮ่าๆ นี่คือหลานสาวของข้า หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ตอนนี้นางก็กำลังศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยหนานเฟิงเช่นกัน นางชื่นชมนับถือคุณหนูเจียงมากยืนกรานจะมาขอพบคุณหนูให้ได้ หวังว่าคุณหนูเจียงจะไม่ถือสา” ประธานหลี่ว์ยกสองมือขึ้นประสานคำนับไปทางเจียงชิงเอ๋อร์พร้อมรอยยิ้ม
“คารวะรุ่นพี่เจียง” หลี่ว์ชิงเอ๋อร์คำนับเจียงชิงเอ๋อร์อย่างสง่างาม
เจียงชิงเอ๋อร์มองหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อย“ในเมื่อเ้าศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยหนานเฟิง เช่นนั้นก็น่าจะรู้จักกับหลี่ลั่วสินะ?”
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์มองหลี่ลั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าด้วยรอยยิ้มบางๆกล่าวด้วยแววตาลึกซึ้ง “ก่อนหน้านี้หลี่ลั่วเคยชี้แนะวิชาอัตลักษณ์ให้ข้า ข้ารู้สึกขอบคุณเขามากแต่่สองปีที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ค่อยอยากเจอข้าเท่าใดนัก”
หลี่ลั่วได้ยินดังนั้นก็ยิ้มเจื่อนออกมารีบหัวเราะกลบเกลื่อน “ไม่มีๆ เ้าอย่าพูดจาไปเรื่อยแบบนี้สิ พวกเราแค่ถูกแยกไปอยู่คนละตึกแล้วจึงไม่ค่อยได้เจอกันเท่านั้นเอง”
ในใจเขาได้เกิดความรู้สึกจนใจขึ้นมา ชื่อเสียงของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ในวิทยาลัยหนานเฟิงนั้นสูงกว่าตี้ฝ่าฉิงคนละระดับเลยด้วยซ้ำเพราะนางไม่เพียงแต่หน้าตาสะสวย แต่ยังเป็ดาวเด่นคนใหม่ของวิทยาลัยหนานเฟิงอีกด้วยแม้แต่ในตึกหนึ่งที่เต็มไปด้วยคนเก่งนั่น นางก็ยังครองอันดับหนึ่งได้อย่างเหนียวแน่น
ก่อนหน้านี้ตอนที่หลี่ลั่วยังอยู่ในตึกหนึ่งนั้นตอนนั้นนักศึกษาส่วนใหญ่ยังไม่ได้เปิดวิหารอัตลักษณ์ขึ้น ด้วยพร์และความสามารถในการเรียนรู้วิชาอัตลักษณ์ของเขาแล้วย่อมทำให้เขากลายเป็คนที่โดดเด่นที่สุดในตึกหนึ่งไปอย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้นจึงมีนักศึกษาจำนวนมากมาขอคำชี้แนะจากเขาซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ผู้นี้ด้วย
ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนในตอนนั้นจึงนับว่าค่อนข้างสนิทกันเลยทีเดียว
แต่หลังจากเกิดเื่ราวต่างๆ รวมกับที่หลี่ลั่วถูกไล่ออกจากตึกหนึ่งไปอยู่ตึกสองแล้วความสัมพันธ์ของทั้งสองจึงได้เปลี่ยนไปกระอักกระอ่วนกันมากขึ้น
แน่นอนว่าสาเหตุหลักก็มาจากที่หลี่ลั่วพยายามหลบหน้าหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ไม่ใช่เพราะเขาเกลียดนาง แต่เป็เพราะเขารู้สึกอึดอัดใจทุกครั้งที่ได้พบกัน อย่างไรเสียก่อนหน้านี้เขาก็เคยเป็ถึงอันดับหนึ่งของตึกหนึ่งแต่ตอนนี้ หลี่ว์ชิงเอ๋อร์กลับขึ้นมาแทนที่ตำแหน่งเขาแล้ว...
หลี่ลั่วเองก็เป็หนุ่มน้อยที่ไม่ชอบความพ่ายแพ้เหมือนกันดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงความอึดอัดใจเช่นนั้นแล้ว เขาจึงพยายามหลบหน้าหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ตอนอยู่ในวิทยาลัยเสมอ
แต่ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะได้พบกันที่นี่
กับคำพูดที่ฟังดูเหมือนเป็คำแก้ตัวส่งๆของหลี่ลั่วนั้น หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไร แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านี้เช่นกันนางหันไปมองทางเจียงชิงเอ๋อร์และเริ่มสนทนากับนางด้วยรอยยิ้มบางๆ
สุดท้าย พวกเขาก็ส่งเจียงชิงเอ๋อร์และหลี่ลั่วไปถึงหน้าประตูห้าง
“ฮ่าๆ คุณหนูเจียง ข้าได้ยินมาว่า่สองสามวันนี้คฤหาสน์ลั่วหลานคงจะคึกคักสินะ”ประธานหลี่ว์ยิ้มกล่าวเป็นัยๆ
เจียงชิงเอ๋อร์กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย“ประธานหลี่ว์มีสายข่าวที่ร้ายกาจจริงๆ”
“เฮ้อ น่าเสียดายจริงๆ”
ประธานหลี่ว์ถอนหายใจก่อนจะกล่าวต่อ “หากในอนาคตมีเื่ใดที่้าความร่วมมือทั้งสองสามารถมาหาข้าได้ตลอด ห้างสมบัติัทองของข้ายึดมั่นในแนวทางการทำกิจการอย่างยุติธรรม”
หลี่ลั่วที่อยู่ข้างๆ รู้สึกสงสัยอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรมาก เขาเพียงขึ้นรถม้าไปพร้อมกับเจียงชิงเอ๋อร์ก่อนจะออกจากที่นี่ไปอย่างรวดเร็ว
ประธานหลี่ว์ลูบใบหน้าที่เต็มไปด้วยความมันของตัวเองมองหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ที่อยู่ข้างๆ ครู่หนึ่ง พบว่าดวงตาสีวารีของนางยังคงมองไปทางที่รถม้าเคลื่อนตัวออกไป
“แฮ่ม”
ประธานหลี่ว์กระแอมไอออกมา
“นี่หลานข้า เ้า เ้าคงไม่ได้คิดอะไรกับหลี่ลั่วนั่นใช่ไหม?”
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ถลึงตามองประธานหลี่ว์อย่างไม่พอใจกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ข้าเพียงแค่รู้สึกเสียดายแทนหลี่ลั่วเท่านั้น นอกจากนี้เขาก็เคยชี้แนะวิชาอัตลักษณ์ให้ข้าจริงๆข้าเพียงรู้สึกชื่นชมหลี่ลั่วในอดีตอยู่บ้างเท่านั้น หากไม่ใช่เพราะปัญหาเื่วิหารอัตลักษณ์ละก็เขาคงจะเป็คู่แข่งที่แข็งแกร่งที่สุดของข้าในวิทยาลัยหนานเฟิงแล้ว”
ประธานหลี่ว์ลูบอก ถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วกล่าว“เช่นนั้นก็ดี เช่นนั้นก็ดี... ชิงเอ๋อร์เอ๋ย คนเขามีคู่หมั้นอยู่แล้วนะ เ้าอย่าไปยุ่งกับเขาเลยด้วยเงื่อนไขของเ้าแล้ว ในอาณาจักรต้าเซี่ยก็มีอัจฉริยะหนุ่มมากมายให้เ้าได้เลือกอีกเยอะแล้ว”
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ส่ายหน้า ไม่สนใจคำพูดพึมพำของลุงสองอีกหันหลังเดินจากไปทันที ทิ้งให้ประธานหลี่ว์ยืนเกาหัวด้วยรอยยิ้มบื้อๆ อยู่อย่างนั้น
----------------------
[1] ผิวน้ำแข็งกระดูกหยก เป็คำที่ใช้บรรยายสตรีว่ามีผิวพรรณเรียบเนียนเปล่งประกาย