บทที่ 19การออกเดินทาง
“กัปตันเอมิล!”
จิมมีทหารยามร่างกำยำวิ่งนำหน้ากลุ่มทหารอีกแปดคนตรงเข้ามาหาพวกเขาสภาพของแต่ละคนเปื้อนไปด้วยคราบเืและรอยฉีกขาดของชุดเกราะ บางคนมีาแตามตัวเห็นได้ชัดว่าพวกเขาเพิ่งผ่านการปะทะอันดุเดือดมาอย่างสดๆ ร้อนๆ
เฮรัคหรี่ตามองพลางถามขึ้น
“พวกเ้ายังไม่หนีไปอีกหรือ?ตอนนี้ปราสาทไร้เ้าของแล้วนะ”
จิมมีหัวเราะขืนๆ
“พวกเราไม่ใช่พวกไร้หัวใจที่เห็นแก่ตัวพวกนั้นหรอกครับท่านเฮรัคเมื่อกี้พวกเราเพิ่งจัดการหน่วยย่อยของเบฮัดที่พยายามจะเข้ามาฉวยโอกาสไปกลุ่มหนึ่งพวกเราเองก็ไม่มีที่ไปแล้ว... ถ้าไม่รังเกียจก็ขอให้พวกเราได้ติดตามกัปตันเอมิลต่อไปเถอะครับ”
เอมิลนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งความตื้นตันฉายชัดในแววตา เขาเดินเข้าไปกอดไหล่ทหารยามทีละคนด้วยความซาบซึ้งก่อนจะสั่งการด้วยเสียงหนักแน่น
“ขอบใจพวกเ้ามาก...ตอนนี้ช่วยกันฝังศพท่านบารอนและคนอื่นๆ ก่อนเถอะ”
“แล้วพวกที่แอบขโมยสมบัติปราสาทไปล่ะครับกัปตัน?”
จิมมีถามพลางมองไปทางกลุ่มทหารที่หนีหายไปในความมืด
“เราต้องออกจากที่นี่โดยเร็วที่สุด”เอมิลอธิบาย
“เมื่อท่านบารอนสิ้นแล้วสิทธิดูร์วัลเลย์จะกลายเป็ปัญหาใหญ่และแน่นอนว่าพวกขุนนางเขี้ยวลากดินจะไม่ยอมให้มันตกเป็ของคุณหนูเมลิสซาหากนางยังอยู่ที่นี่ต่อไปนางจะกลายเป็เป้าหมายสังหารเพราะการมีอยู่ของนางขัดผลประโยชน์ของหลายฝ่าย”
แม้จาก คำสาปสายเืจะบ่งบอกว่าเมลิสซาไม่ใช่บุตรแท้ๆ ของบารอนบัค ทว่าในแง่กฎหมายและสายตาชาวเมืองนางยังคงเป็ทายาทเพียงคนเดียวที่หลงเหลืออยู่
ทรัพย์สมบัติและสิทธิในที่ดินแห่งนี้จึงเป็ชนวนเหตุของภัยอันตรายที่นางไม่อาจต้านทานได้เพียงลำพังการที่จิมมีและอัศวินกลุ่มนี้เลือกติดตามนางจึงเป็การตัดสินใจที่เอาชีวิตเข้าแลกโดยแท้
เฮรัคแยกตัวกลับไปยังสวนหลังบ้านอันเงียบสงบเขาเหลียวมองมวลดอกไม้และสมุนไพรที่ได้รับการดูแลอย่างประณีตมาตลอดหลายสิบปีแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ
“เฒ่าเฮนรี่...ข้าคงไม่มีเวลาช่วยดูแลพวกมันอีกแล้วอีกไม่นานปราสาทนี้ก็คงกลายเป็เพียงซากปรักหักพังปล่อยให้พวกมันเติบโตไปตามยถากรรมเถอะนะ”
เฒ่าเฮนรี่เคยเตรียมโลงศพไม้ของตนเองไว้ล่วงหน้านานแล้ว
เฮรัคอุ้มมันออกมาจากโรงเก็บของอย่างระมัดระวังเขาบรรจงวางร่างที่ไร้ิญญาของชายชราลงไปก่อนจะเหลือบมองคันธนูยาวคู่กายของท่านเฮนรี่ที่แขวนอยู่บนผนังหลังจากนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็หยิบมันลงมาวางเคียงข้างร่างของท่านในโลงศพด้วย
ในระหว่างที่จัดการข้าวของเฮรัคพบถุงเงินที่เขาเคยให้ไว้ เหรียญเงินทุกเหรียญยังคงถูกเก็บไว้อย่างเรียบร้อยไม่ถูกนำออกมาใช้เลยแม้แต่เหรียญเดียว...ชายชราผู้นี้ช่างใช้ชีวิตอย่างสมถะจนวาระสุดท้ายจริงๆ
ที่เนินเขาด้านหลังปราสาทแสงแดดยามเย็นฉาบไล้หลุมศพที่ถูกขุดขึ้นมาหลายหลุมเฮรัคและพวกทหารช่วยกันฝังศพของตระกูลซาลาราและร่างของเฒ่าเฮนรี่ลงไปอย่างสงบ
สุสานของเฮนรี่ แบรนด์ เฮรัคปักป้ายไม้สลักชื่อให้เฒ่าเฮนรี่ตามคำสัญญาที่เคยให้ไว้เมื่อครั้งแรกที่ขอยืมธนู
ที่เชิงเขารถม้าสามคันจอดเตรียมพร้อมอยู่แล้วเมลิสซาในชุดเดินทางสีหม่นกำลังสั่งการทหารยามให้แยกประเภทข้าวของล้ำค่าที่เหลืออยู่ขนขึ้นรถ
นางดูสุขุมและสงบลงมากแม้ดวงตายังคงบวมแดงจากการร้องไห้อย่างหนักทรัพย์สินจากคลังลับที่นางรู้เพียงผู้เดียวมีมากพอจะทำให้นางอยู่อย่างมั่งคั่งไปทั้งชีวิตแต่นางไม่ได้้าเพียงแค่นั้น
เมื่อทุกอย่างพร้อมขบวนก็เริ่มเคลื่อนตัวออกจากดูร์วัลเลย์ เฮรัคและเอมิลควบม้านำหน้าส่วนเมลิสซาที่เหนื่อยล้าเกินขีดจำกัดได้แต่งีบหลับอยู่ในรถม้า
“จากที่นี่ไปถึงสถาบันโนเซนตันต้องใช้เวลานานแค่ไหนครับ”
เฮรัคเอ่ยถาม
เอมิลตอบขณะสายตายังคงจดจ้องไปที่เส้นทางเบื้องหน้า
“หากทุกอย่างราบรื่นและไม่เจออุปสรรคใดๆก็น่าจะราวสามเดือน”
“สามเดือน...การเดินทางที่ยาวไกลทีเดียว”
เฮรัคเอยขึ้นจุดหมายของพวกเขาคือสถาบันโนเซนตัน เพื่อขอความคุ้มครองจากท่านอาจารย์โคลดผู้ซึ่งเป็อาจารย์ที่แท้จริงของเมลิสซาโคลดเป็บุคคลที่ได้รับการเคารพยำเกรงไปทั่วอาณาจักรนอร์ตันและมีเพียงเขาเท่านั้นที่จะปกป้องเมลิสซาจากเงื้อมมือของขุนนางผู้ละโมบได้ในยามนี้
เฮรัคมองดูดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้าแล้วกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“หลังจากส่งพวกเ้าถึงสถาบันแล้ว...ข้าจะออกเดินทางต่อด้วยตัวคนเดียว”
เอมิลสะดุ้งด้วยความใ
“ออกเดินทางรึ?เ้าจะไปที่ไหนกัน?”
“ข้ายังไม่รู้จุดหมายที่แน่นอนแต่ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะเป็พ่อมดให้ได้ ดังนั้นข้าจะออกตามหาร่องรอยของโลกใบนั้น”
แววตาของเฮรัคเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นเหตุการณ์ที่มัลคอล์มแสดง พลังเวทมนต์ บดขยี้อัศวินชั้นสูงได้ราวกับบี้แมลงทำให้เขาตระหนักว่าหากไม่แข็งแกร่งขึ้นจนถึงระดับนั้นชะตาชีวิตของเขาก็จะไม่มีวันหลุดพ้นจากการถูกผู้อื่นกำหนด
“ถ้าอย่างนั้น เมื่อถึงสถาบันเ้าลองถามท่านอาจารย์โคลดดูสิ เขาเป็ผู้รอบรู้ที่สุดในอาณาจักรบางทีเขาอาจจะรู้อะไรเกี่ยวกับพ่อมดบ้าง”
เอมิลเสนอ
นั่นคือสิ่งที่เฮรัคตั้งใจไว้นอกจากเื่พ่อมดแล้ว เขา้าเข้าถึงห้องสมุดของสถาบันโนเซนตันด้วยเพราะั้แ่เขามาอยู่ที่โลกนี้ ฐานข้อมูลใน ชิปพันธุกรรม ของ เชนหลาน ยังคงว่างเปล่าขาดข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ของโลกใบนี้
ระหว่างที่ขบวนรถม้าเคลื่อนผ่านหมู่บ้านชาวบ้านจำนวนมากต่างออกมายืนส่งขบวนที่ริมทางหลายคนยกกำปั้นทาบอกเพื่อแสดงความเคารพแก่ตระกูลซาลาราเป็ครั้งสุดท้าย
แม้บารอนบัคจะจากไปแล้วแต่ความเมตตาที่เขามีต่อประชาชนก็ทำให้ไม่มีใครลืมเลือนพวกเขาต่างกังวลว่าผู้ปกครองคนใหม่จะดีได้เท่าเดิมหรือไม่
จิมมีและเพื่อนทหารยามต่างสะกดกลั้นความโศกเศร้านี่คือการจากบ้านเกิดที่อาจจะไม่มีวันได้กลับมาอีกเลย...
ครึ่งเดือนต่อมา
ท่ามกลางดึกสงัดที่เงียบสงัด
ขบวนของเอมิลพักแรมอยู่ในทุ่งกว้างเฮรัคนอนหงายอยู่บนกองฟางแห้งภายใต้แสงดาวที่พร่างพรายเต็มท้องฟ้าเขาจ้องมองหมู่ดาวนับล้านดวงด้วยความรู้สึกมหัศจรรย์ใจเช่นทุกครั้งเมื่อนอนไม่หลับ เขาจึงหยิบนาฬิกาพกของนิโคลัสออกมาดูเล่นภายใต้แสงจันทร์
เขาเปิดฝานาฬิกาออก เข็มเล็กๆภายในยังคงเดินวนไปไม่หยุด มันส่องประกายสะท้อนกับดวงตาของเขา
“หอคอยนี้...ทำไมถึงให้ความรู้สึกประหลาดนักนะ”
เฮรัคพึมพำขณะจ้องมองภาพสลักรูปหอคอยหกเหลี่ยมที่อยู่เื้ัเข็มนาฬิกาเขารู้สึกเหมือนมีแรงดึงดูดลึกลับบางอย่างเรียกหาเขาจากภายในหอคอยแห่งนั้น...แรงดึงดูดของโลกแห่งมนตราที่เขากำลังจะก้าวเข้าไป
“เชนหลาน... เตรียมประมวลผลข้อมูลเส้นทางเดินรถม้าและสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง”
“รับทราบ... ระบบ ชิปพันธุกรรมกำลังบันทึกพิกัดภูมิศาสตร์ปัจจุบัน”
ภายใต้เงาของดวงจันทร์ขบวนเดินทางยังคงมุ่งหน้าต่อไปสู่ดินแดนที่ไม่รู้จักทิ้งอดีตที่พังทลายไว้เื้ัเพื่อมุ่งสู่อนาคตที่เฮรัคจะเป็ผู้กำหนดด้วยมือของเขาเอง