โทรศัพท์มือถือดังอย่างต่อเนื่อง นักรบก็ยังคงปล่อยให้มันดังอยู่แบบนั้นจนมันดับไปเอง ความเกรี้ยวกราดของนักรบที่เผยต่อหน้าแม่และน้องสาว ทำให้พวกเขาล้วนเป็นห่วงจนนั่งไม่ติดเก้าอี้ เพราะใคร ๆ ก็รู้หากเขาได้โกรธหรือโมโห อะไรก็ฉุดรั้งไม่อยู่ แม้นิสัยจะเป็นคนที่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ดี แต่ก็ใช่ว่าจะทุกเรื่องที่นักรบรับมือได้ เพราะเรื่องนี้มันใหญ่ถึงชีวิตของคนคนหนึ่ง รวมทั้งที่หลายชีวิตที่อยู่ข้างหลังต้องรับมือกับความเจ็บปวดที่ต่างกัน แม้กระทั่งเขาเอง
ไม่รู้ว่าปลายทางจะไปที่แห่งหนใด เขาขับรถมาจอดยังหน้าบ้านของน้ำส้มในยามค่ำคืน ได้แต่ยืนมองหลังคาบ้านของเธอเงียบ ๆ พร้อมกับน้ำตาที่ยังทำงานด้วยความเศร้าเสียใจ เขาไม่กล้าแม้แต่จะพบหน้าเธอ ยังคงยืนแน่นิ่งดั่งคนหยุดหายใจ หากไม่มีน้ำตาที่เคลื่อนไหวบนใบหน้า คงคิดว่าเขามีเพียงร่างไร้วิญญาณ
“ขอโทษที่ทำให้ทุกอย่างมันพัง...ผมเสียใจและขอโทษ แม้ว่าจะบอกกี่ครั้งก็ไม่สามารถทำให้มันเหมือนเดิมได้ ผมรักคุณนะน้ำส้ม” เขายืนพูดพร่ำทั้งน้ำตาด้วยความรู้สึกผิด
แค่คิดก็พอจะเดาได้แล้วความรักของเขาจะเป็นเช่นไร มันยากเหลือเกินที่ใครจะรับฆาตกรเป็นคนร่วมเดินทางชีวิตในอนาคต น้ำส้มพบเจอกับการสูญเสียและเจ็บปวดมามาก แม้ว่าเขาจะไม่ได้ตั้งใจให้มันเกิดขึ้น ยังไงเสียก็รู้สึกผิดที่ทำให้ชีวิตผู้หญิงตัวเล็ก ๆ พบเผชิญกับความเลวร้าย เลี้ยงลูกน้อยเพียงลำพังด้วยความยากลำบาก
“ลาก่อนนะที่รักของผม”
ตั้งแต่คืนนั้นนักรบก็หายหน้าไปจากผู้คนเป็นเวลาร่วมสัปดาห์ โดยที่ไม่มีใครสามารถติดต่อเขาได้ ทุกข้อความไร้การตอบกลับ บ้านของน้ำส้มที่เขาต้องเทียวมาเช้าและเย็นก็ไม่วี่แวว น้ำส้มพยายามติดต่อโทรหา แต่ว่าก็ไม่สามารถติดต่อได้ โทรไปหาทีไรก็มีเพียงเสียงของผู้หญิงคนเดิม บอกคำเดิมซ้ำ ๆ ทุกครั้ง ไม่มีใครรู้ว่านักรบหายไปไหน น้ำส้มรับรู้เรื่องราวจากปากของเพื่อนทุกอย่างที่เกิดขึ้น แต่เมื่อได้รับรู้น้ำส้มทำเพียงถอนลมหายใจออกมาเท่านั้น จนเอมอรงุนงงว่าทำไมน้ำส้มถึงดูทำใจได้ ไม่แตกตื่นดั่งที่เธอคิดไว้
“ฉันรู้หมดแล้ว ฉันก็ไม่ได้โง่หรอกนะอร เพียงแต่ว่าฉันก็รักแก เข้าใจในสิ่งที่แกทำลงไป แกก็คงลำบากใจเหมือนกันใช่ไหมล่ะ ไม่ต้องถามว่าฉันรู้ได้ยังไงหรอกนะ เพียงแต่ว่าฉันไม่โกรธใคร ทุกอย่างล้วนเป็นอุบัติเหตุที่ยากจะคาดเดา และเขา...ก็ไม่ได้ตั้งใจให้มันเกิด” น้ำส้มพูดกับเอมอรที่ตอนนี้นั่งร้องไห้น้ำตาไหลอยู่ในบ้านของเธอ เอมอรสารภาพทุกอย่างที่เกิดขึ้น รวมถึงเรื่องแม่ของเธอที่ใช้อำนาจเงินยัดคดีและอีกหลายอย่างที่ทำให้ลูกชายรอดพ้น...ตอนนี้พวกเขาสำนึกผิดและรู้สึกอับอายน้ำส้มมาก จนไม่กล้าสู้หน้า
“ฉันรู้ว่ามันแย่มาก แกลำบากมาเยอะ ฉันขอโทษนะน้ำส้มขอโทษจริง ๆ ตอนนี้ฉันรู้สึกดีขึ้นที่ได้พูดความจริงสักที” เอมอรปล่อยเสียงร้องไห้ โผเข้ากอดน้ำส้มทั้งน้ำตา
“มันก็แย่แหละ แต่ว่าสถานการณ์มันบังคับให้ฉันต้องโอเคกับสิ่งที่เกิดขึ้น ถ้าฉันไม่เข้มแข็งและแข็งแกร่งพอ จะมีชีวิตต่อไปเพื่อเลี้ยงมะนาวได้ยังไงล่ะ” น้ำส้มพูดตอบเพื่อน เธอเจ็บปวดเจียนตายในครั้งนั้น ทว่ามันก็ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตของเธอดีขึ้นหากมัวแต่นั่งเสียใจเสียน้ำตา จึงทำได้เพียงให้กำลังใจตัวเองเพื่อสู้ต่อไป “แกอย่าโทษตัวเองเลยนะ ที่ผ่านมาแกก็ดีกับฉันและมะนาวมากมาย อดีตก็ปล่อยให้มันเป็นอดีตไปเถอะ คนเราจะมัวจมอยู่กับอดีตที่ไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้ยังไงกันล่ะ มันต้องเดินหน้าลุยเท่านั้นชีวิตที่เหลือมันถึงจะมีค่า”
“น้ำส้ม ฮือ โคตรรู้สึกผิดกับแกเลย” เอมอรยังคงพรั่งพรูน้ำตาไหลเมื่อน้ำส้มพูดประโยคเหล่านี้ออกมา มันทำให้หัวอกที่ทุกข์ตรมมายาวนานเหมือนยกภูเขาออกจากอกไปได้ “แกลำบากอะไรรีบบอกฉัน ฉันยินดีช่วยเหลือแกเต็มที”
“ขอบใจนะอย่าไปพูดถึงอดีตกันอีกเลย ฉันโอเคไม่เป็นไร อย่ากังวลมากเลยนะอร ตอนที่ฉันลำบากแกก็ช่วยเหลือตลอด ช่างมันเถอะนะยังไงเราก็ยังเป็นเพื่อนกัน...แล้วตอนนี้ติดต่อพี่ชายแกได้หรือยัง ฉันพยายามโทรหาส่งข้อความไปก็เงียบ ฉันห่วงเขา” น้ำส้มกอดปลอบเพื่อน ก่อนจะเอ่ยถามถึงผู้ชายที่เธอรักด้วยความห่วงใย ตอนนี้น้องมะนาวที่เคยสดใสกลายเป็นเงียบขรึม เพราะเธอไม่พบเจอแดดดี๊ที่รักนานหลายวัน เธอเอาแต่ถามหาว่า
ทำไมวันนี้แดดดี๊ไม่มา
แดดดี๊หายไปไหนน้องคิดถึง
แดดดี๊ไม่รักน้องแล้วใช่ไหม?
จนผู้เป็นแม่สงสารลูกน้อยที่คอยเฝ้ารอ บางวันน้องมะนาวนั่งชะเง้อคอมอง จดจ้องว่าใช่รถยนต์ของนักรบหรือเปล่า แต่แล้วก็ต้องผิดหวัง เดินคอตกเข้าบ้านทั้งน้ำตา เมื่อคนที่เธอเฝ้ารอไร้วี่แววดังเก่า
“แม่อรแดดดี๊ไปไหนทำไมไม่มาหาน้อง...น้องคิดถึงแดดดี๊ ฮือ” น้องมะนาวที่เดินลงมาจากบ้านพร้อมกับหมอนข้างใบโปรดที่หัวเป็นรูปตัวการ์ตูนสติช เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย เอมอรที่ตอนนี้ต้องรีบเช็ดน้ำตาให้แห้ง ไม่อยากให้เด็กหญิงสงสัย
“แดดดี๊ไปทำงานค่ะ เดี๋ยวก็กลับมาแล้วนะคะ”
“แต่แดดดี๊ไม่รับสายน้องเลย ฮึก ฮึก” น้องมะนาวพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น คว่ำปากร้องไห้อย่างน่าสงสาร จนน้ำส้มทนมองไม่ได้ต้องเบือนหน้าหนีรีบเช็ดน้ำตา เพราะเธอสงสารลูกสาวที่เอาแต่ถามหานักรบ
“โธ่ มะนาวของแม่อร” เอมอรอุ้มเธอขึ้นมานั่งบนตัก แล้วโอบกอดเด็กหญิง เธอน้ำตาซึมเมื่อเห็นเด็กน้อยที่เคยสดใสเปลี่ยนไปเป็นเศร้าหมอง
“น้องอยากหาแดดดี๊ ฮือ”
“อีกไม่นานแดดดี๊ก็มาหาลูกสาวของแม่นะคะ...น้องอดทนรออีกนิดนะคะคนเก่ง” น้ำส้มลูบหัวปลอบลูกสาวที่อยู่ในอ้อมอกของเอมอร
“น้องรอหลายวันแล้ว ฮึก อึก ฮือ แดดดี๊ก็ไม่มาหาน้อง แดดดี๊ไม่รักน้องแล้ว ฮือ” เด็กหญิงพรั่งพรูออกมาน้ำตาไหลอาบแก้มกลม สะอึกสะอื้นร่ำไห้จนน้ำส้มและเอมอรหนักใจ ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาปลอบให้เธอรู้สึกดี ได้แต่มองหน้ากันแล้วถอนหายใจด้วยความกลัดกลุ้ม
“น้องมีแม่อรกับแม่น้ำส้มอยู่ด้วยนี่ไงคะ เดี๋ยวแม่อรจะเล่นเป็นเพื่อนน้องเอง...ไม่ร้องนะคะคนเก่ง” เอมอรพูดปลอบพร้อมกับยกมือเช็ดน้ำตาให้เด็กน้อยที่กำลังร้องไห้น้ำตาไหลริน
“แต่น้องก็อยากมีแดดดี๊ น้องคิดถึงแดดดี๊ ฮือ” น้องมะนาวเงยหน้าพูดร้องไห้น้ำตาไหลเป็นสายธาร ดวงตาของเธอเริ่มแดงก่ำจากการร้องไห้ น้ำส้มที่เห็นอาการของลูกสาวก็เริ่มทนไม่ไหว น้ำตาของผู้เป็นแม่เริ่มเอ่อคลอด้วยความสงสาร ทุกครั้งในยามตื่นนอนเธอมักจะถามหานักรบประจำ จนไม่รู้จะหาคำตอบจากไหนมาแก้ต่างและหลอกล่อลูกสาวให้เข้าใจ เพราะวัยของเธอยังเดียงสานัก
“น้องมีแม่กับแม่อรที่รักน้องเหมือนกันนะคะ ลูกสาวของแม่เก่งอยู่แล้ว อดทนได้ใช่ไหมคะที่จะรอแดดดี๊ทำงานให้เสร็จก่อน เมื่อทำงานเสร็จแดดดี๊ต้องรีบมาหาน้องแน่นอน...น้องเชื่อแม่ไหมคะ?” ผู้เป็นแม่พยายามหาคำปลอบใจ แม้จะใช้คำพูดแบบเดิมแต่ก็หวังว่าลูกสาวของเธอจะเข้าใจ
“เชื่อค่ะ” เด็กหญิงตอบผู้เป็นแม่ พยักหน้ารับแม้ใบหน้าจะยังเศร้าสร้อย
“แม่รู้ว่าลูกสาวแม่เก่งอยู่แล้ว” ผู้เป็นแม่ก้มไปหอมหัวของลูกสาวแล้วเอ่ยชมเป็นการปลอบขวัญเด็กน้อยที่กำลังเสียใจ
“น้องคิดถึงชานมไข่มุกของแดดดี๊ ฮึก ฮึก”
((เฮ้อ) ) คำตอบของน้องมะนาวทำเอาผู้เป็นแม่และเอมอรที่กำลังเศร้าสร้อยต้องชะงักความรู้สึกเหมือนถูกดึงจากที่สูงอย่างกะทันหัน ก่อนจะมองหน้ากันแล้วถอนหายใจอย่างแรง
“เหมือนฉันถูกตบหน้าแล้วสะตั๊นอะ” เอมอรพูดขึ้น
“ฉันก็เหมือนถูกดึงขาลงจากต้นไม้แล้วก้นกระแทกพื้นอะ” น้ำส้มพูดต่อด้วยความรู้สึกไม่ต่างจากเอมอร
ทั้งสองคนกลอกสายตามองบน เมื่อเหมือนกับว่าถูกน้องมะนาวสกัดขาจนล้ม จากที่อยู่ในโหมดเศร้าสงสาร ตอนนี้เริ่มจะมันเขี้ยวเด็กน้อยที่แสนใสซื่อเดียงสา