บทที่ 18 ยามตะวันลาลับ
ยามเย็นย่ำ พระอาทิตย์กำลังจะลาลับขอบฟ้า ยานกำลังลอยขึ้นจากผิวน้ำ บนดาดฟ้าเรือถูกจัดเป็ที่รับประทานอาหารมื้อเย็น คนเริ่มพากันทยอยขึ้นมาเรื่อย ๆ อาหารเป็แบบบุฟเฟ่ต์ดินเนอร์ที่ต้องเดินไปตักใส่จานมานั่งรับประทานเองที่โต๊ะ แสงจากหลอดไฟที่ติดตั้งไว้รอบ ๆ ยานถูกทยอยเปิดให้ความสว่างทีละดวง ตามธรรมเนียมของศูนย์ย่อยแห่งนี้ ทุกวันศุกร์สุดท้ายของทุกเดือน ทุกคนจะได้มารับประทานอาหารมื้อเย็นสุดแสนพิเศษนี้ร่วมกันบนดาดฟ้าเรือเดือนละครั้ง
ฉันยืนท้าวข้อศอกกับราวระเบียงมองพระอาทิตย์ที่กำลังจะตกดิน ลมพัดโกรกมาจนผมปลิวไสวลู่ไปด้านหลัง ไคลล์เดินเข้ามายืนเอาหลังพิงราวระเบียงอยู่ข้าง ๆ ฉัน เค้าเป็ฝ่ายเปิดปากพูดขึ้นก่อน
“ั้แ่เกิดเื่เมื่อวานก็ยังไม่มีโอกาสได้คุยกับเธอเลย วันนี้ก็แยกกันไปทำงานคนล่ะที่อีก แล้วพรุ่งนี้เช้าเราก็ต้องเดินทางกลับเมืองกันแล้ว”
ฉันหันหน้าไปมองไคลล์ก่อนจะเอ่ยถาม “คุณมีเื่อะไรจะคุยกับฉันเหรอคะ” ฉันแกล้งถามทั้ง ๆ ที่พอจะรู้อยู่แล้วว่าเค้าอยากคุยเื่อะไร
ไคลล์มองตาฉันก่อนจะถามว่า “จะเป็การละลาบละล้วงเธอรึเปล่า ถ้าฉันจะถามเธอว่าเธอใช้พลังอะไรได้บ้างกันแน่ เอาตรง ๆ นะ เมื่อวานฉันเพิ่งมองเห็นว่าเธอมีพลังจิตที่แรงกล้ามากขนาดที่สามารถฉีกกระชากดวงจิตของผู้อื่นจนถึงขั้นสังหารอีกฝ่ายได้เลย ถ้าฉันไม่เข้าไปหยุดเธอ พญาเหยี่ยวสองตัวนั้นต้องตายแน่นอน” แล้วไคลล์ก็ละสายตาจากฉันหันมองตรงไปข้างหน้าแทน “เพื่อเป็การแลกเปลี่ยนกัน ฉันจะบอกเธอก่อนว่าฉันมีพลังพิเศษอะไรบ้าง ฉันสามารถมองเห็นพลังงานที่ไหลเวียนอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ได้ ทั้งสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต แล้วฉันก็สามารถปรับสมดุลพลังงานของสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยเช่นกัน นี่แหละพลังพิเศษของฉัน แล้วเธอล่ะ”
“พลังพิเศษที่คุณบอกมา ฉันเคยเห็นคุณใช้มันมาแล้ว ฉันก็ทราบอยู่แล้วนี่คะ ไม่เห็นว่าจะเป็การแลกเปลี่ยนกันตรงไหนเลย” ฉันพูดแล้วเลิกคิ้วมองเค้า
“เอ้าเหรอ” ไคลล์ยิ้ม แล้วทำท่ามีลับลมคมใน “ฉันมีพลังพิเศษอีกอย่างนึง ซึ่งฉันจะใช้ในยามจำเป็จริง ๆ เท่านั้น” ฉันเงี่ยหูรอฟัง แต่ไคลล์ทำท่าอมพะนำไม่ยอมพูดต่อ
“พลังอะไรคะ” ฉันเลยเอ่ยปากถามออกไป
“เธอบอกฉันก่อนสิ แล้วฉันจะบอกเธอ” ฉันทำหน้ายู่ ก่อนจะตอบเค้าว่า
“คุณรู้คุณเห็นว่าฉันมีพลังอะไร ฉันใช้พลังอะไรได้บ้าง ฉันก็รู้แค่นั้นเหมือนที่คุณรู้นั่นแหละค่ะ”
ไคลล์ขมวดคิ้วมองฉันอย่างสงสัย “เธอหมายความว่ายังไง”
“ฉันเพิ่งรู้ว่าตัวเองมีพลังพิเศษเมื่อเกือบสองสัปดาห์ก่อนหน้านี้เองค่ะ มันเพิ่งปรากฏขึ้นในวันที่ฉันอายุครบยี่สิบปีพอดี”
“อะไรนะ! นี่เธอไม่ได้ล้อเล่นใช่มั้ย” ฉันส่ายหน้าเบา ๆ ตอบเค้า ไคลล์ดูจะอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า
“ก็หมายความว่าเธอยังควบคุมพลังตัวเองไม่ได้ เธอยังไม่รู้อะไรแน่ชัดเกี่ยวกับพลังของตัวเองน่ะสิ” ฉันพยักหน้าเป็การตอบรับ
“แล้วเธอก็มาสมัครฝึกงานเป็คีปเปอร์ที่ต้องเสี่ยงอันตรายสารพัน แล้วแผนก SMP ก็ดันรับเธอเข้าทำงานอีก?” ฉันพยักหน้ารับอีกครั้ง
“แถมเธอยังลงสมัครว่าที่ผู้นำเดอะนอร์คนถัดไปที่ยังไม่รู้ว่าต้องไปเสี่ยงกับบททดสอบอะไรบ้าง?” ฉันก็พยักหน้ารับอีก
“เธอนี่มัน…สุดยอดจริง ๆ เลยให้ตายสิ” แล้วไคลล์ก็หัวเราะเบา ๆ
“ฉันก็แค่ตัดสินใจทำในสิ่งที่ฉัน้าจะทำเมื่อโอกาสมันเข้ามาก็แค่นั้นเองค่ะ ส่วนเื่ทักษะความสามารถมันเป็อะไรที่ฝึกกันได้นี่ค่ะ แล้วฉันก็รู้ตัวฉันเองดีอยู่แล้วว่าขอแค่ฉันพยายามทุ่มเทตั้งใจฝึกฝนอย่างเต็มที่ ยังไงผลลัพธ์มันก็ต้องออกมาดีอย่างแน่นอนค่ะ”
ไคลล์ยิ้มแล้วอยู่ ๆ เค้าก็เอื้อมมือมาลูบหัวฉันจนฉันต้องเลิกคิ้วมองเค้าอย่างแปลกใจก่อนจะขยับหัวหลบมือเค้านิดหน่อย
“อ่า…ขอโทษที” ไคลล์รีบยกมือออกอย่างเก้อ ๆ “ฉันเผลอตัวไปหน่อย เวลาฉันเจออะไรที่น่าเอ็นดู ฉันก็มักจะชอบลูบหัวแบบนี้น่ะ”
ฉันยิ้มหัวเราะ “ฉันไม่ใช่เด็กเล็ก ๆ หรือสัตว์เลี้ยงซักหน่อยนะคะ” ดูเหมือนไคลล์จะเขิน เค้ารีบเปลี่ยนไปพูดเื่อื่นแทน
“เธอมีพลังที่ร้ายกาจมากนะ ไม่ว่าจะเป็พลังในการย้อนไปดูความทรงจำของคนอื่น หรือพลังในการทำร้ายดวงจิตของคนอื่น ถ้าเธอเป็ผู้ก่อการร้ายล่ะก็โลกคงโกลาหลไม่น้อยเลย ถ้าฉันได้ภารกิจให้ไปจัดการคนที่มีพลังแบบเธอ ฉันคงหนักใจน่าดูเหมือนกัน”
ฉันยิ้มก่อนจะพูดกับไคลล์ว่า “อย่าว่าแต่คุณหนักใจเลยค่ะ ฉันเองก็หนักใจเหมือนกัน การที่ฉันไม่รู้ว่าตัวเองมีพลังอะไรบ้างกันแน่มันทำให้ฉันกังวลนะคะ ว่าจะเผลอไปทำอะไรไม่ดีกับคนอื่นโดยไม่รู้ตัวรึเปล่า”
“โดยปกติแล้ว คนที่มีพลังพิเศษน่ะมีน้อยมากเลยนะที่พลังจะปรากฏขี้นหลังบรรลุนิติภาวะไปแล้ว ซึ่งคนพวกนี้มักจะมีพลังพิเศษที่ค่อนข้างธรรมดา หรือเป็เพียงพลังเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้นมันถึงได้ปรากฏออกมาให้เห็นช้า แต่ในกรณีพลังแบบเธอ มันไม่ใช่พลังเล็ก ๆ น้อย ๆ เลยนะ ทำไมมันถึงเพิ่งปรากฏออกมาล่ะ ฉันไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นคนที่เป็แบบเธอมาก่อนเลย”
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ ประวัติคนในตระกูลฉันก็ไม่เคยมีกรณีแบบนี้เหมือนกัน”
“แล้วเธอมีโค้ชสอนควบคุมพลังรึยัง พลังของเธอมันจำเป็มากเลยนะที่ต้องรีบหาคนมาช่วยสอน”
“มีแล้วค่ะ พรุ่งนี้วันเสาร์เป็วันหยุด ฉันนัดพบโค้ชเป็ครั้งแรกเลยค่ะ เลดี้ฮันน่าเป็คนแนะนำให้ ฝีมือต้องไม่ธรรมดาแน่นอนค่ะ”
“มีเส้นสายใหญ่โตนี่ดีจังเลยนะ จะทำอะไรก็สะดวกสบายดี”
“แหม…คุณไคลล์คะ ประโยคนี้ไม่น่าจะออกมาจากปากคนตระกูลเดอแวนเดลอย่างคุณได้เลยนะคะ”
ไคลล์หัวเราะเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อว่า “อย่างนี้พรุ่งนี้เธอก็ไม่ว่างแล้วสิ ตอนแรกกะว่าจะชวนเธอไปฝึกทักษะการต่อสู้ซักหน่อย”
“ขอโทษด้วยค่ะ เอาไว้นัดกันคราวหน้านะคะ พรุ่งนี้เจอโค้ชครั้งแรกฉันก็ยังไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหนเหมือนกันค่ะ”
“เฮ้! สองคนนั้นน่ะ ไม่มาทานมื้อเย็นเหรอ” เสียงพี่พราวนี่ะโถามมาจากโต๊ะอาหาร มีพี่เรดดี้กับธันวาที่นั่งร่วมโต๊ะกินอาหารกันอยู่ด้วย
“คร้าบ! กำลังจะไปเดี๋ยวนี้แล้ว“ ไคลล์ะโตอบกลับไปก่อนจะหันมาชวนฉัน “ไปทานมื้อเย็นกันเถอะ” แล้วเราสองคนก็เดินไปทางโต๊ะที่ทีมคีปเปอร์กำลังนั่งกันอยู่
“นั่งสิ” ธันวาบุ้ยปากที่กำลังเคี้ยวตุ้ย ๆ ไปทางที่นั่งด้านข้างเขาที่ว่างอยู่ให้พวกเรา “เมื่อวานฉันไม่อยู่ ได้ยินว่าเธอสร้างวีรกรรมใหญ่เอาไว้เหรอวิกกี้ นักวิจัยที่ไปกับพวกเธอเมื่อวานเอามาโพนทะนาใหญ่เลย ว่าเธอแค่จ้องพวกพญาเหยี่ยวปากแดง ก็ทำให้พวกมันล่วงตกลงมาจากฟ้าได้ ดิ้นทุรนทุรายปางตายเลยน่ะ” ธันวาถามฉันยิ้ม ๆ
ธันวาเป็คีปเปอร์ที่มีพลังพิเศษในการสื่อสารกับสัตว์ได้ทุกชนิด เค้าเข้าใจภาษาสัตว์และสามารถเลียนเสียงพวกมันได้ เราได้ทำความรู้จักกันหลังจากจบเื่ัทะเล ดูเหมือนเค้าจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับไคลล์
ฉันยิ้มเจื่อนก่อนจะตอบ “พอดีฉันหงุดหงิดรำคาญเสียงมันไปหน่อยน่ะค่ะ เลยเผลอไปทำร้ายมันมากเกินไปหน่อย”
“ไม่หน่อยมั้งวิกกี้ ถึงขั้นทำให้พวกมันบินหนีหางจุกตูดไปได้เนี่ย ปกติไอ้เ้านกพวกนี้หยิ่งยะโสโอหังจะตาย ถ้าไม่ได้เล่นงานเหยื่อจนเข้าขั้นย่ำแย่หัวปั่นไม่มีทางที่มันจะปล่อยไปง่าย ๆ หรอก” พี่เรดดี้พูดขึ้น
“สมน้ำหน้าพวกมัน มาเล่นงานใครไม่ดูตาม้าตาเรือเอง” พี่พราวนี่พูด
“ให้พวกมันเจอดีเสียบ้างจะได้เข็ด พวกมันจะได้ไม่กล้าไประรานใครมั่วซั่วไปพักใหญ่” พี่พีซที่เพิ่งเดินเข้ามาพูด เค้าเอาจานอาหารบางอย่างมาวางลงบนโต๊ะให้พวกเรา “เอ้า…พวกเธอลองกินดู นี่คือเมนูปลากระเบนที่อร่อยที่สุดที่พวกเธอเคยกินมาแน่นอน”
“โห…พี่พีซ มาหลอกกันอีกรึเปล่าครับเนี่ย เมื่อวันก่อนเมนูหมึกั์ที่พี่บอกว่าอร่อยสุด ๆ ก็เผ็ดไฟแลบบรรลัยกัลป์จนผมลิ้นชาไม่รับรู้รสอาหารอื่นไปเป็วันเลยนะครับ” พี่เรดดี้โอดครวญขึ้นมา คนที่เหลือพากันหัวเราะ ฉันโล่งใจที่พวกเค้าถูกเบี่ยงประเด็นไปเรียบร้อยแล้ว ฉันมองไคลล์ เขายิ้มมองฉันอย่างรู้ทัน
“เธอมันปากไม่ถึง ไม่รู้จักการกินของดีน่ะสิ” พี่พีซพูดทีเล่นทีจริงกับพี่เรดดี้ “ถ้าไม่เชื่อฉัน ปลากระเบนนี่เธอก็อย่ากินแล้วกัน ให้คนที่เค้ามีรสนิยมกว่าเธอกินไปดีกว่าจะได้ไม่ต้องเสียของ รู้ไว้ซะด้วยถ้าไปซื้อกินข้างนอก นั่นอย่างน้อย ๆ ก็ต้องมีเงินเป็แสนบาทนะบอกไว้ก่อน”
“โธ่…พี่พีซก็ มาพูดแบบนี้ผมก็ต้องอยากลองกินอีกแล้วเนี่ย…” -
พี่เรดดี้กับพี่พีซพูดแหย่แกล้งกันเล่นไปมา พวกเราพากันหัวเราะอย่างครื้นเครง มันทำให้ฉันรู้สึกว่าที่ฉันเลือกมาเป็คีปเปอร์นั้นฉันเลือกไม่ผิดจริง ๆ ต่อจากนี้แม้ว่าอาจต้องเจอเื่ที่ยากลำบากบ้าง แต่ฉันก็รู้ว่าบนเส้นทางนี้ฉันไม่ได้ต่อสู้อยู่คนเดียวเพียงลำพัง
----------------------------------
ไรท์ยังไม่บอกหรอกค่าว่าพลังลับอีกอย่างของผู้คืออะไร เดี๋ยวไม่ลุ้น ไว้ติดตามกันต่อไปนะจ๊ะตอนหน้าได้ฤกษ์นางเอกไปฝึกพลังซะทีน้า