กิจวัตรประจำวันของเจียงโม่โฉวคือการตื่นไปรดน้ำที่แปลงผักในทุกๆ เช้าและวันนี้เขาก็รดน้ำผักอยู่ที่แปลงผักหลังบ้านอย่างอารมณ์ดี เพราะหลังจากที่ทั้งสามคนเปิดเผยความลับของตัวเอง พวกเขาก็ไม่จำเป็ต้องซ่อนความสามารถพิเศษและยังหยิบเอาของในมิติออกมากินมาใช้ได้อย่างสบายใจอีกด้วย
“ที่รัก เช้านี้ทำอะไรกินหรือครับ ผมได้กลิ่นหอมของอาหารลอยไปถึงหลังบ้านเลย” เจียงโม่โฉวเดินยิ้มเข้ามา
“คุณเสร็จงานแล้วเหรอคะ ถ้างั้นก็รีบมานั่งเถอะค่ะ อาหารพร้อมแล้ว คุณกับพี่ใหญ่ชอบทานข้าวสวยเป็มื้อเช้า ฉันก็เลยหุงข้าวสวยแล้วก็ทำสามชั้นตุ๋นน้ำแดงของโปรดของพวกคุณด้วย ส่วนมื้อกลางวันฉันเตรียมเป็ซาลาเปาไส้หมูสับใส่ใบกุยช่าย แล้วก็ทำซุปไข่ใส่กล่องข้าวไว้แล้วค่ะ” โจวอ้ายเหม่ยตอบอย่างอารมณ์ดี การได้ทานอาหารอันอุดมสมบูรณ์มันมีความสุขมากจริงๆ
“ก็ข้าวสวยมันอิ่มกว่ากินโจ๊กนี่ครับ อีกอย่าง่กลางวันพวกเราก็ทำงานหนักกันมากด้วย กินโจ๊กอย่างเดียวมันไม่อยู่ท้องหรอก”
“ใช่แล้วล่ะ พวกเราต่างก็ทำงานหนักกันทั้งนั้น มื้อเช้าต้องกินให้มันหนักท้องสักหน่อย เนื้อสัตว์ในมิติของพี่มีมากมาย เธออยากทำเมนูอะไรก็ทำได้เต็มที่เลยนะ” โจวต้าเฝิงบอก พร้อมกับมองไปที่โต๊ะอาหารอย่างพอใจ “อาหารน่ากินมาก”
“น่ากินก็กินเยอะๆ นะคะ”
จากนั้นทั้งสามคนก็เริ่มทานอาหารเช้าอันอุดมไปด้วยโปรตีน ก่อนที่พวกเขาจะพากันสะพายตะกร้าใส่หลังแล้วเดินขึ้นเขาไป
“พวกเธอกำลังจะไปไหนกัน ทรัพยากรบนูเาเป็ของที่ต้องใช้ร่วมกัน ถ้าพวกเธอหาของดีๆ ได้ก็ควรเอามาแบ่งเพื่อนบ้านคนอื่นด้วย” หลี่หานถามอย่างหาเื่ เขายังไม่พอใจที่ลูกชายของเขาถูกโจวอ้ายเหม่ยปฏิเสธ
“ลุงผู้ใหญ่ครับ พวกเราแค่จะขึ้นเขาไปหาของป่าเท่านั้น แล้วของดีที่ว่ามันคืออะไรหรือครับ” เจียงโม่โฉวถามกลับ
“ฉันได้กลิ่นอาหารที่ปรุงด้วยเนื้อมาจากบ้านของพวกเธอ ตั๋วเนื้อที่ได้รับแจกของแต่ละบ้านมีอยู่จำกัด อีกอย่างพวกเธอก็ไม่ได้เข้าเมืองไปหาซื้อเนื้อสัตว์มาเลย ถ้าพวกเธอไม่หาของดีได้จากบนเขาแล้วพวกเธอจะเอาเนื้อจากไหนมากิน”
“โธ่...ผมก็นึกว่าเื่อะไร พวกเราไม่ได้เข้าไปซื้อของในตำบลมาก็จริง แต่เมื่อวานผมโชคดีเก็บได้ไก่ป่ากับกระต่ายมาอย่างละตัว เช้านี้เราจะมีเนื้อกินก็ไม่แปลกไม่ใช่หรือครับ พวกผมไม่ได้ล่าหมูป่ามาได้เสียหน่อย หรือแม้ว่าผมจะล่าหมูป่ามาได้ แต่มันก็ถือเป็น้ำพักน้ำแรงของผม ถ้าคุณลุงหรือใครอยากกินเนื้อก็ต้องหาของมาแลกกับผมสิครับ จะให้ผมแบ่งเนื้อที่ผมหามาได้อย่างลำบากให้คนอื่นไปฟรีๆ ได้ยังไง”
“เจียงโม่โฉว! เธอกำลังจะหารายได้จากทรัพยากรที่เราต้องใช้ร่วมกัน ถ้าฉันเอาเื่นี้ไปแจ้งทางการ ต่อให้เธอมีญาติอาศัยอยู่ที่ปักกิ่ง แต่พวกเขาก็คงช่วยเธอไม่ได้หรอกนะ” ผู้ใหญ่บ้านพูดอย่างโมโห
“ผมก็ไม่ได้บอกว่าต้องให้ทุกคนเอาเงินมาแลกนี่ครับ จะเป็ธัญพืชหรืออะไรก็ได้ มันคือการแลกเปลี่ยนไม่ใช่การแสวงหากำไร อีกอย่างนะครับ ผมก็ไม่ได้ล่าหมูป่ามาได้เสียหน่อย มีแต่ไก่ป่ากับกระต่าย เนื้อสัตว์พวกนี้ไม่มีใครเขาเอามาแบ่งกันหรอกนะครับ ไม่เหมือนลูกชายของคุณลุงที่ขนเอาธัญพืชไปขายในเมือง” เจียงโม่โฉวแสร้งเอามือปิดปาก “โอ๊ะ! พี่ไห่อุตส่าห์กำชับผมแล้วว่าไม่ให้บอกใคร แต่ผมเผลอบอกคุณลุงไปเสียแล้ว ผมขอโทษนะครับ คุณลุงอย่ากลับไปลงโทษพี่ไห่ล่ะ ถ้ามันกลายเป็เื่ใหญ่ขึ้นมา คนอื่นจะรู้ว่าพี่ไห่ลักลอบทำการค้า ถึงตอนนั้นถ้าพี่ไห่ถูกทหารแดงจับไป มีหวังเขาต้องถูกขังลืมแน่ๆ”
“แก! แกอย่ามาพูดซี้ซั้ว ลูกชายฉันไม่เคยลักลอบทำการค้าผิดกฎหมาย” ผู้ใหญ่บ้านรีบปฏิเสธ เื่นี้เขาไม่รู้เลยจริงๆ
“ใช่หรือไม่ใช่ ผมว่าคุณลุงกลับไปตรวจดูธัญพืชที่บ้านก่อนดีไหมครับ” เจียงโม่โฉวพูดจบก็พาภรรยาและพี่ชายภรรยาเดินขึ้นเขาไป
“ไปต่อล้อต่อเถียงกับผู้ใหญ่บ้านอย่างนั้น นายไม่กลัวว่าเขาจะกลั่นแกล้งแล้วหันมาลดส่วนแบ่งธัญพืชของเราในครั้งหน้าเหรอ” โจวต้าเฝิงถาม
“เราจะไปกลัวทำไมล่ะครับ ถ้าเขากล้าลดส่วนแบ่งธัญพืชของเรา เราก็ใช้โอกาสนี้ขอลดชั่วโมงทำงานลงก็สิ้นเื่ ผมตั้งใจว่าจะทำงานในแปลงนาแค่่เช้า ส่วน่บ่ายผมจะเข้าไปค้าขายในเมือง ตอนนี้ผักในมิติของผมพร้อมขายแล้ว”
“พี่ใหญ่คะ ฉันจำที่พี่บอกได้ว่าอีกไม่กี่ปีจะมีการฟื้นฟูการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ทำไมเราไม่ทำอย่างที่โม่โฉวบอกล่ะคะ พวกเราทำงานแค่ครึ่งวันเช้าก็พอ จากนั้น่บ่ายเราก็เอาของเข้าไปขายในตลาดมืด ส่วนเวลาว่างที่เหลือเราก็มาเตรียมตัวอ่านหนังสือสอบกัน”
“พวกเธออยากสอบเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยเหรอ” โจวต้าเฝิงยิ้มอย่างดีใจ “โม่โฉวน่ะพี่ไม่แปลกใจหรอก ยังไงครอบครัวของเขาก็มีแต่นักวิชาการ แต่เธอนี่สิทำให้พี่แปลกใจยิ่งกว่า พี่นึกว่าเธอไม่อยากเรียนต่อแล้วซะอีก”
“ฉันรู้ว่าฉันสามารถตามโม่โฉวไปอยู่ปักกิ่งได้เพราะเราแต่งงานกันแล้ว แต่ฉันก็ต้องหาอะไรทำด้วยสิคะ จะให้ฉันอยู่เป็แม่บ้านเฉยๆ ฉันไม่เอาด้วยหรอก” โจวอ้ายเหม่ยยิ้มให้พี่ชาย “ฉันรู้ว่าฉันคงเรียนไม่ดีเท่าพวกพี่ แต่อย่างน้อยฉันคิดว่าฉันสามารถสอบเข้าเรียนในสาขาวิชาชีพได้ค่ะ”
“อย่างนั้นก็เยี่ยมเลย ทุกยุคทุกสมัยการศึกษาก็ยังเป็สิ่งสำคัญ พี่จะรับผิดชอบติวหนังสือให้เธอเอง รับรองว่าเธอต้องสอบไปเรียนต่อที่ปักกิ่งกับเราได้แน่นอน” โจวต้าเฝิงพูดอย่างดีใจ
“ถ้างั้นฉันก็ขอบคุณพี่ชายล่วงหน้าเลยนะคะ แต่ขอบอกไว้ก่อนนะ ถ้าฉันตามบทเรียนกับพี่ไม่ทัน พี่ห้ามโมโหฉันเป็อันขาด”
“พี่ไม่ทำอย่างนั้นหรอกน่า อีกอย่างน้องสาวของพี่ฉลาดขนาดนี้ ระหว่างเธอกับโจวต้าเฝิงร่างเดิม ก็ไม่ใช่เธอเหรอที่จบการศึกษามาได้ด้วยคะแนนอันดับหนึ่งของโรงเรียนมัธยมต้นประจำตำบลน่ะ”
โจวต้าเฝิงร่างเดิมกับโจวอ้ายเหม่ยเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนมัธยมต้นประจำตำบล โดยโจวอ้ายเหม่ยมีคะแนนสอบเป็อันดับหนึ่งของโรงเรียน ผิดกับโจวต้าเฝิงร่างเดิมที่เรียนจบออกมาในอันดับสุดท้าย
แต่โจวต้าเฝิงในปัจจุบันนี้กลับไม่ใช่ เพราะโจวต้าเฝิงเป็นักเรียนทุนที่มีผลการเรียนดีเยี่ยม และเขายังสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้วยคะแนนอันดับหนึ่งของประเทศอีกด้วย
“งั้นก็ตกลงตามนี้ เอาไว้ถึงวันแบ่งผลผลิตรอบหน้า เราก็แจ้งความประสงค์กับผู้ใหญ่บ้านไปเลยว่าพวกเราจะทำงานแค่ครึ่งวัน มีคนทำงานน้อยลง ส่วนแบ่งอาหารของชาวบ้านก็จะเยอะขึ้น ผมคิดว่าคงไม่มีใครปฏิเสธเื่นี้หรอก พวกเขาคงทำได้แค่นินทาว่าพวกเราี้เี หรือไม่ก็คงนินทาว่าผมรบกวนเงินจากคนที่บ้านก็แค่นั้น” เจียงโม่โฉวเสนอความคิด “ผมคิดว่าตอนนี้เราเอาของที่อยู่ในมิติของเราออกมาขายกันเถอะครับ ถึงตอนที่เราย้ายไปปักกิ่งพวกเราก็จะมีเงินเก็บก้อนใหญ่กันแล้ว ผมอยากให้พี่ต้าเฝิงซื้อบ้านสักหลังให้อยู่ใกล้กับบ้านของผมกับอ้ายเหม่ย ทำอย่างนี้พวกเราก็จะดูแลกันได้ อีกอย่างอ้ายเหม่ยจะได้มีพี่ชายคอยอยู่ใกล้ๆ เธอด้วย”
“ใช่แล้วค่ะพี่ใหญ่ พี่ต้องซื้อบ้านอยู่ใกล้ๆ พวกเรานะคะ พี่อย่าคิดว่าพี่เป็คนอื่นเชียว เพราะตอนนี้พี่เป็พี่ชายคนเดียวของฉันแล้ว” โจวอ้ายเหม่ยรีบสนับสนุนคำพูดของสามี
“พูดอย่างนี้หมายความว่านายมีบ้านที่ปักกิ่งแล้วใช่ไหม” โจวต้าเฝิงหันไปถามน้องเขย
“ใช่ครับ คุณพ่อกับคุณแม่ของผมซื้อบ้านให้พวกผมสามคนพี่น้องกันคนละหลังแล้ว และบ้านของพวกเราก็อยู่ติดกับบ้านคุณพ่อคุณแม่นั่นล่ะ ถึงครอบครัวของผมเป็ครอบครัวใหญ่ แต่เราก็แยกบ้านกันแล้ว รับรองว่าพี่ไม่ลำบากใจแน่นอนครับ” เจียงโม่โฉวตอบ
“ถ้างั้นฉันคงต้องรบกวนให้พี่ชายของนายดูบ้านแถวนั้นไว้ให้ฉันสักหลัง บอกตามตรงว่าในชีวิตนี้ฉันมีอ้ายเหม่ยเป็ญาติเพียงคนเดียวของฉัน อีกอย่างในชีวิตที่แล้วฉันก็เป็แค่เด็กกำพร้าคนหนึ่ง การได้ใช้ชีวิตร่วมกับคนในครอบครัวเป็สิ่งที่ฉันใฝ่ฝันมาตลอด ถ้าครอบครัวของนายไม่รังเกียจฉันกับน้องสาว ฉันก็ยินดีที่จะอาศัยอยู่ใกล้ๆ พวกเขา” โจวต้าเฝิงตอบ
ในชีวิตที่แล้วโจวต้าเฝิงเป็เด็กกำพร้าที่ต้องดิ้นรนหาเลี้ยงตัวเอง เขาไม่เคยได้ัักับชีวิตครอบครัวเลยสักครั้ง ในเมื่อการทะลุมิติมาเกิดใหม่ในครั้งนี้ทำให้เขามีน้องสาวที่น่ารักและยังมีน้องเขยนิสัยดี หากจะเพิ่มครอบครัวที่อบอุ่นของน้องเขยเข้ามาอีก เขาก็ไม่ปฏิเสธ
ทั้งสามคนขึ้นเขาครั้งนี้ไม่เสียเที่ยวจริงๆ โจวอ้ายเหม่ยเก็บเห็ดป่าและหน่อไม้ได้เป็จำนวนมากจนตะกร้าที่สะพายมาใส่ไม่พอ เธอจึงเอาเห็ดและหน่อไม้บางส่วนเข้าไปเก็บไว้ในมิติ แต่โจวต้าเฝิงไม่โชคดีอย่างนั้น เขาเก็บได้ไข่ไก่ป่ามาแค่ห้าใบ เขาจึงเลิกหาของป่าแล้วหันไปเก็บฟืนใส่ลงไปในตะกร้าแทน
ส่วนเจียงโม่โฉวนั้นกลับโชคดีเป็อย่างมาก เขาเก็บได้ลูกกระต่ายมาหกตัว และยังได้เบี้ยต้นเกาลัดมาอีกหลายต้น เขารีบนำของเหล่านี้เข้าไปในมิติทันที และตั้งใจว่าเข้าไปในตลาดมืดคราวนี้ เขาจะไปหาดูสัตว์และพืชผลอย่างอื่นมาปลูกในมิติด้วย