ย้อนกลับไปในยามที่กวียังเด็ก ความสามารถทางด้านคิดคำนวณของเขานั้นเลิศล้ำไม่ด้อยกว่าผู้ใด ซึ่งทั้งเรเวนและเอมบริโอ้ต่างตะลึงงัน ย่อมไม่มีทางที่กวีจะจดจำใบหน้าของผู้คนนับร้อยในคราวเดียว
“อย่ามาดูถูกความจำของชั้นสิพวก เห็นแบบนี้เมื่อก่อนชั้นเคยเป็นนักคณิตศาสตร์ระดับประเทศเลยนะ”
มิใช่เลย แม้จะมีความจำดีเลิศเพียงใด ทว่ากวีหาใช่สามารถจดจำใบหน้าของผู้เข้าทดสอบได้ทุกคน มีเพียงจำนวนหนึ่งร้อยสองจากสองร้อยสิบสี่กลุ่มซึ่งคงอยู่ภายในมันสมองของเขา และทุกกลุ่มล้วนแล้วแต่มีสมาชิกอยู่เพียงราวหนึ่งถึงสี่คน ซึ่งยังรวมไปถึงกลุ่มที่ผ่านเข้ารอบได้สิบคน เพราะพวกเขาเหล่านั้นกำลังถูกพูดถึงเป็นวงกว้างทำให้กวีจึงจดจำได้เป็นอย่างดี
แม้ไม่อยากจะเชื่อก็ต้องเชื่อ ทั้งเรเวนและเอมบริโอ้มิอาจกล่าวถ้อยคำโต้แย้งใดๆ เพราะหากพวกเขาต้องการผ่านการทดสอบ เห็นทีคงมีแต่ต้องพึ่งพาความสามารถในการจดจำของกวีเพียงเท่านั้น
การเดินทางได้เริ่มต้นในเร็วพลัน สภาพโดยรอบมีเพียงป่าเขาลำเนาไพร ต้นไม้ใหญ่เติบโตปกคลุมมิให้แสงแดดลอดผ่านลงสู่พื้นดิน ทว่าทั่วทุกหย่อมหญ้ากลับอุดมสมบูรณ์และบางส่วนยังมีร่องรอยของการแทะเล็ม
“กวี ชั้นว่าพวกเราควรจะระวังตัวเอาไว้หน่อยก็ดีนะ” เสียงของเรเวนพลันเริ่มต้นก้องกังวาน “เป็นไปได้ว่าอาจจะมีใครบางคนที่มีความสามารถในการตรวจจับศัตรูหรืออำพรางตัวจากสายตาและสัมผัสอื่นๆ ซึ่งหากคนเหล่านั้นอยู่แถว ๆ นี้ บางทีพวกเราอาจจะกำลังตกเป็นเป้าอยู่ก็ได้”
ถ้อยคำของเอมบริโอ้ชวนให้ทุกคนขบคิด เพราะแม้รอบกายจะปราศจากร่องรอยของสิ่งมีชีวิตอื่นใด ทว่าโลกใบนี้มิใช่โลกใบเดิมของกวี ด้วยพลังงานลึกลับอันมีชื่อว่ามานา จึงทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเป็นไปได้เสมอ
“นั่นสินะ”
กวีหยุดชะงักพลางเริ่มต้นครุ่นคิด
“เรเวน” สายตาของเขาจ้องไปที่พ่อหนุ่มจอมกวน “นายรีบขึ้นไปบนต้นไม้และเฝ้ามองศัตรูจากมุมสูงซะ”
“เข้าใจแล้ว”
เรเวนไม่เสียเวลาโต้แย้ง ทุกวินาทีในยามนี้มีค่ายิ่งกว่าเพชรพลอยมากนัก และเขาเองมิใช่คนฉลาดมากพอ การปล่อยให้หน้าที่คิดและวิเคราะห์ให้แก่กวีและเอมบริโอ้เห็นทีจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
เมื่อฟังกวีแจกแจงแผนการเสร็จ เรเวนจึงพยักหน้าและเตรียมตัวเคลื่อนไหว เท้าของเขาพองโตกลายเป็นเท้าของสัตว์ เล็บอันแหลมคมจิกลึกลงไปในเนื้อดินและจึงดีดตัวขึ้นสู่เบื้องบน
การกระทำเช่นนี้ให้ทั้งผลดีและผลเสียในช่วงเวลาเดียวกัน ในขณะที่ระยะการตรวจจับของฝ่ายตนเพิ่มพูนทวี ทว่าในทางตรงกันข้ามกลับทำให้คนที่อยู่ด้านบนเป็นเป้าสายตาได้ง่ายดายยิ่งขึ้นเช่นกัน
ราวห้านาทีต่อมา
“กวี คิดว่ายังไง ?” เอมบริโอ้เปล่งเสียงขึ้นอย่างบางเบาราวกับการยื่นหน้าเข้ากระซิบ ท่าทีของเขายังคงเป็นธรรมชาติประหนึ่งคนที่กำลังก้าวเดินไปข้างหน้า
พลันได้ยินเช่นนั้น กวีที่ล่วงรู้ได้ในทันทีจึงเร่งเอ่ยออกไปด้วยเสียงเบา
“พวกเรากำลังถูกสะกดรอยสินะ แถมยังไม่ได้มีแค่กลุ่มเดียวด้วย”
ในช่วงเวลาก่อนหน้านั้น กวีได้มอบคำสั่งให้แก่เรเวนอีกอย่างหนึ่ง ว่าหากเมื่อใดที่เขาสัมผัสได้ถึงร่องรอยของเหยื่อที่ยังไม่รู้ตัว ให้ส่งเสียงเบา ๆ เพื่อให้พวกพ้องที่อยู่ด้านร่างได้ยิน ทว่าหากเป็นในกรณีที่ฝ่ายตนเป็นเหยื่อ ให้แสดงออกถึงท่าทีราวกับตนยังไม่รู้ตัว และจงเปล่งเสียงเรอออกมาเบา ๆ ให้เป็นธรรมชาติที่สุดเท่าที่จะทำได้
ด้วยความสามารถของทักษะแปลงกายเฉพาะส่วน หูหมาป่าของเรเวนสามารถเพิ่มทวีระยะการได้ยินซึ่งมากกว่าคนธรรมดายิ่งนัก เมื่อผนวกเข้ากับความสามารถในการดมกลิ่นของกวี ทำให้ทั้งสองจึงเปรียบได้ดังฝูงสุนัขล่าเนื้อ
ถึงกระนั้น แม้จะล่วงรู้ว่าฝ่ายตนกำลังถูกสะกดรอย ทว่าฝ่ายศัตรูกลับแข็งแกร่งและซ่อนตำแหน่งได้เป็นอย่างดี เพียงร่องรอยเล็กน้อยยังไม่เพียงพอ แม้จะสัมผัสได้บ้างรางๆ กระนั้นกลับมิอาจตามรอยย้อนกลับ
ทุกคนยังคงก้าวเดินไปต่อพลางทำทีว่ายังไม่รู้ตัว กระนั้นฝ่ายศัตรูกลับยังคงไม่เปิดเผยรูปกาย พวกเขาล้วนมีทักษะที่น่าเหลือเชื่อ นับว่าคู่ควรแล้วที่ผ่านพ้นบททดสอบทั้งหลายมาจนถึงบัดนี้
“โอ้ยย !!”
กวีกรีดร้องจนน้ำเสียงดังก้องไปทั่วทั้งผืนป่า นิ้วของเขาตำเข้ากับอะไรสักอย่างจนเกิดเป็นเลือดหลั่งไหล
“เป็นอะไรรึเปล่า ?!” เอมบริโอ้พลันเร่งเอ่ยถาม สีหน้าของเขาแฝงความเป็นห่วงอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
“ไม่เป็นไรๆ ก็แค่แผลถูกเสี้ยนหนามตำน่ะ” กวีแกล้งยิ้มและกล่าวพลางเร่งเช็ดเลือดตามใบไม้ที่อยู่ข้างๆ
ทั้งสองยังคงมุ่งหน้าไปต่อโดยที่ยังไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
“เมื่อกี้เล่นละครสินะ ทำไมถึงไม่บอกกันก่อน จะได้เตรียมตัวเอาไว้ล่วงหน้า”
“ปฏิกิริยาแบบนี้สมจริงกว่า”
เอมบริโอ้เดาออกได้ในทันทีว่าเมื่อครู่คือการแสดง ทว่าตัวเขากลับไม่รู้ว่ากวีต้องการจะทำสิ่งใด
วันเวลายังคงล่วงผ่านไปต่อ บรรยากาศรอบกายยังคงเพิ่มทวีความอึดอัดให้พอกพูนอย่างมหาศาล ปราศจากเสียงใดๆ ประหนึ่งป่าช้าอันเงียบสงัดในยามค่ำคืนที่ไร้ซึ่งแสงจันทร์
แต่แล้ว แววตาของกวีกลับแปรเปลี่ยนไปในฉับพลัน พร้อมเสียงของเขาพลันถูกเปล่งขั้นในทันใดหากแต่มันช่างบางเบา
“มาแล้ว”
สายลมรอบกายของพวกกวีเริ่มต้นหมุนวน บางสิ่งได้เคลื่อนผ่านเข้ามาด้วยความเร็วประหนึ่งเสียง และเพียงไม่กี่วินาทีต่อมา ที่คอหอยของกวีและเอมบริโอ้ได้ถูกคมมีดจ่อเข้ามาจากบุคคลปริศนาที่อยู่ด้านหลัง
ชายคนหนึ่งปรากฏกายอยู่ ณ เบื้องหน้าของพวกเขา พร้อมด้านหลังยังมีชายชาตรีอีกสองราย
ในขณะเดียวกัน เรเวนที่อยู่ด้านบนกลับถูกจับกุมโดยชายคนสอง คนแรกจับแขนพลางจ่อมีดเตรียมปาดคอ ในขณะที่อีกคนยื่นปลายกระบอกปืนเข้ามาพร้อมเล็งไปที่กลางหน้าผากของเรเวน
“หวัดดีพวก พวกเราคนกันเอง คุยกันดี ๆ ไม่ต้องใช้กำลังก็ได้” เรเวนแสร้งยิ้มพลางเปล่งวาจาเย้าหยอกออกไป
ทว่าอีกฝ่ายนั้นหาได้ต้องการล้อเล่นกับเขาไม่
“หุบปากซะ ถ้ายังอยากเหลือมันสมองเอาไว้ในกะโหลกของแกอยู่” ชายผู้จ่อปืนเข้ามาลั่นวาจาด้วยเสียงดัง ด้วยสถานการณ์คับขันในยามนี้ เกรงว่าการเย้าหยอกกับพวกมันคงหาใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด
เรเวนถูกนำตัวลงมาเบื้องล่าง เขาและพวกพ้องถูกล้อมรอบด้วยกลุ่มชายหนุ่มถึงห้าคน แต่ละคนต่างถืออาวุธครบมือ หากเมื่อใดที่พวกเขาคิดจะเล่นตุกติก เมื่อนั้นคงถึงคราวที่เหล่ายมภูตแห่งความตายทั้งหลายจะเข้าพรากวิญญาณ
เพียงแต่ว่า กลับมีบางสิ่งที่น่าตื่นตะลึง เพราะหนึ่งในพวกมันกลับเป็นชายที่กวีและพวกพ้องต่างจดจำได้เป็นอย่างดี
“นายมันเจ้าคนจากห้องที่ผ่านมาได้สิบคนหนิ แต่ทำไมตอนนี้ถึงมีกันแค่ห้าคน”
เอมบริโอ้เร่งกล่าวด้วยหลากหลายอารมณ์ในคราเดียว หนึ่งคือความตื่นกลัวต่อสิ่งที่พวกมันกำลังจะทำ สองคือความสงสัยว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงเหลือกันเพียงครึ่งเดียว ทั้ง ๆ ที่การทดสอบพึ่งจะเริ่มได้เพียงไม่นาน
“สวัสดีเจ้าพวกหมูโสโครกผู้โชคร้าย ชั้นมีชื่อว่าลูฟิว ไลรอฟ พวกแกนี่มันโชคร้ายชะมัดเลยว่ะ” ชายผู้อยู่เบื้องหน้าแสยะยิ้มอย่างน่ารังเกียจ ทว่ากลับไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าพวกมันต้องการทำสิ่งใดกับพวกกวี
แต่แล้ว กวีกลับตระหนักได้ถึงความจริงที่น่าสะพรึงเสียยิ่งกว่า ถ้อยคำจึงถูกเปล่งขึ้นผ่านน้ำเสียงอันเย็นยะเยือกด้วยแววตาเลือดเย็นประหนึ่งปีศาจ
“พวกนายทั้งห้าคน..”
‘มาจากคนละกลุ่มหนิ’
สิ่งที่กวีพึ่งกล่าวสร้างความตะลึงงันให้แก่เอมบริโอ้และเรเวน ซึ่งแท้จริงแล้วทุกสิ่งกลับเป็นดั่งที่เขากล่าว ชายคนแรกมีนามว่าลูฟิวจากห้องเก้าสิบเก้า ชายคนที่สองมาจากห้องยี่สิบเอ็ด ชายคนต่อมามีหมายเลขคือแปดสิบเอ็ด ชายคนที่สี่มาจากห้องที่สองร้อยห้าสิบแปด ส่วนชายคนสุดท้ายมีหมายเลขประจำตัวคือสามร้อยสาม
แต่ละหมายเลขล้วนมีสมาชิกกลุ่มอยู่ราวสองถึงสี่คน ทว่าที่น่าแปลกยิ่งกว่าคือการที่พวกเขาทั้งหมดล้วนมาจากต่างห้องแทบทั้งสิ้น
“นี่มันหมายความว่ายังไงกันแน่ ?” เรเวนเร่งกล่าวถามด้วยความสงสัย มิใช่ว่าพวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นคู่แข่งกันหรอกหรือ ทว่าเหตุใดจึงอยู่ฝ่ายเดียวกันหาใช่ฝั่งศัตรู
แต่แล้ว เรียวปากลูฟิวกลับยกยิ้มขึ้นบาง ๆ แฝงเล่ห์ร้ายลามไปจนถึงดวงตา
“ก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน ตั้งแต่แรกพวกเราคือพวกเดียวกัน แต่ต้องถูกจับแยกคละห้องในการสอบรอบที่สอง จากนั้นเมื่อผ่านมาจนถึงรอบที่สาม พวกเราแค่กลับมารวมตัวกัน เรื่องทั้งหมดมันก็มีเพียงเท่านั้น”
“ก็แล้วมันหมายความว่ายังไงกันล่ะ ?” เรเวนที่ยังคงไม่เข้าใจจึงเอ่ยถามอีกครั้ง
เมื่อนั้นลูฟิวจึงแสยะยิ้มเป็นเชิงเหยียดหยามพลางว่าออกไป
“เจ้าโง่ แกลองใช้สมองกลวง ๆ ของแกคิดดูสิ ว่าในแต่ละปีผู้เข้าสอบมันมีมากแค่ไหน ก็เพราะมูลค่าของเหรียญตรานักบุกเบิกมันสร้างเงินได้มากยังไงล่ะ เพราะฉะนั้น ขอเพียงใครสักคนสอบผ่านและได้เหรียญตรา คนอื่น ๆ ก็สามารถร่วมทำภารกิจในฐานะผู้ติดตามได้เช่นกัน”
“แต่ถึงแบบนั้น ถ้าเป็นไปได้ชั้นก็อยากจะให้เพื่อน ๆ ของชั้นสอบผ่านด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นพวกเราจึงมองหาพวกมือใหม่หน้าโง่ และพวกแกก็คือพวกโง่ที่จะเป็นเหยื่อรายต่อไปของพวกเรายังไงล่ะ”
สายตาของลูฟิวเจือแววดุร้ายเหลือหลายยากเกินจะพรรณนา เจตนาของเขาชัดเจนมาตั้งแต่ต้น นั่นคือการช่วงชิงการ์ดที่พวกกวีมีอยู่ทั้งหมดและจากไป
ถึงกระนั้น ในใจของกวีกลับยังมีข้อสงสัยอื่น
“งั้นตาชั้นถามบ้าง” เมื่อนั้นกวีจึงเริ่มปริปากพูด “พวกนายรู้ได้ยังไงว่าจะเจออะไรในการสอบรอบต่อไป ?”
ดังคำถามของเขา ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมีข้อสงสัยอยู่หลายประการ เริ่มแรกคือเหตุใดจึงยอมเฉลยคำตอบให้แก่ผู้อื่น เพราะหากคิดดั่งคนปกติ ทุกคนที่เข้าร่วมการสอบย่อมต้องการตัดคู่แข่ง กระนั้นกลับยินยอมบอกใบ้คำตอบจนทุกคนภายในห้องผ่านการสอบทั้งหมด ซึ่งจะสอดคล้องกับการสอบในรอบถัดไป เพราะยิ่งจำนวนผู้สอบผ่านมีมากเท่าใด จำนวนการ์ดประจำตัวที่จะได้รับก็ยิ่งเพิ่มพูนทวีมากเท่านั้น
“ก็เป็นคำถามง่าย ๆ อีกเช่นกัน” ลูฟิวเริ่มต้นเปล่งเสียง “ปกติแล้วในการสอบแต่ละปี หัวข้อและรายละเอียดของการสอบทั้งหมดจะถูกคิดขึ้นโดยตาแก่อีวานจอมขี้เล่น เพราะฉะนั้น ภายในรายละเอียดการสอบแต่ละรอบก็มักจะมีคำใบ้เล็ก ๆ น้อย ๆ ซ่อนเอาไว้เสมอ”
พลันทุกคนนึกย้อนกลับไปถึงคำใบ้ ครั้งหนึ่งโบโบโบเคยกล่าวเอาไว้เช่นนี้
.
< อาชีพนักบุกเบิกนั้นเป็นอาชีพที่อันตรายแค่ไหน ไม่มีใครรู้ว่าอันตรายแบบไหนกำลังเฝ้ารอพวกเราอยู่ข้างหน้า เพราะฉะนั้น ทีมเวิร์คจึงถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด >
.
ถ้อยคำนี้อาจเปรียบได้ดังคำคมที่ไม่มีสาระอันใด ทว่ากลับบอกใบ้รายละเอียดการสอบในอนาคต ประเด็นสำคัญอยู่ที่คำว่า ‘ทีมเวิร์ค’ ซึ่งทั้งหมดก็เป็นไปดังที่กวีคิด ด้วยเหตุนั้นเขาจึงทดสอบฝีมือของเอมบริโอ้และเรเวนในช่วงใกล้สิ้นสุดของบททดสอบที่สอง
คำถามแรกได้รับการแถลงไขอย่างแจ่มชัด เพียงแต่ว่ายังคงหลงเหลืออีกหนึ่งคำถาม
“งั้นก็ขอถามเป็นคำถามสุดท้าย” กวีเริ่มกล่าว “พวกก่อนหน้าที่ผ่านเข้ารอบมาด้วย พวกเขาหายไปอยู่ไหนกันซะล่ะ ?”
ทุกสิ่งเงียบลงเมื่อสิ้นเสียงกวี รอบกายเพิ่มทวีความตึงเครียดเพราะความเงียบอันน่าอึดอัดราวกับความดันอากาศที่กดลงจนถึงจุดต่ำสุด
ทันใดนั้น สีหน้าของบุรุษนามว่าลูฟิวถึงจะแฝงรอยยิ้มแต่ไม่ได้แผ่ไปถึงดวงตา รอยยิ้มนั้นแฝงด้วยกลิ่นอายอันตรายไว้รางๆ
“ฆ่าไปหมดแล้วว่ะ”
เพียงหนึ่งถ้อยคำสั่น ๆ ได้ใจความหากแต่แฝงความหมายอย่างชัดเจน
จึงไม่ต้องคาดเดาให้มากความ ว่าหากเมื่อใดที่พวกมันสามารถแย่งชิงการ์ดไปจากพวกกวี สิ่งต่อมาที่พวกเขาจำต้องพบเจอก็มีเพียงความตายที่ไร้ซึ่งหนทางเลี่ยงหลีก
“ถ้าไม่อยากตายก็แก้ผ้าและเต้นซะ” ลูฟิวแสยะยิ้มที่ริมฝีปากพร้อมเปล่งวาจา ในขณะเดียวกันบรรดาพวกพ้องคนอื่น ๆ ต่างก็พากันเปล่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างไม่อายผู้ใด
การกระทำดังนั้นได้ดลบันดาลโทสะของเรเวนให้เพิ่มพูนในทันใด
“ถ้าชอบเต้นนักทำไมไม่ไปเต้นให้พ่อมึงดูวะ” ท่าทางของเขาดุร้ายราวกับสัตว์ป่า ทว่ากลับต้องหยุดชะงักเมื่อถูกคมมีดจอจ่อไปที่ท้ายทอย
“รีบทำซะ ชั้นให้เวลาแค่สามวิ” ลูฟิวยังคงยืนกรานอย่างถึงที่สุด สีหน้าของเขากำลังเพลิดเพลินกับความทรมานที่ศัตรูกำลังพบเจอ
“หนึ่ง..”
การนับถอยหลังแห่งความตายพลันเริ่มต้นขึ้น พร้อมกับสีหน้าของเรเวนที่เพิ่มพูนทวีความลนลานผ่านนัยน์ตาทั้งสองข้าง
“สอง..”
สถานการณ์กำลังดำดิ่งลงสู่ก้นบึ้งอันมืดมิด จนยามนี้กระทั่งเอมบริโอ้ยังรู้สึกหวาดหวั่นบ้างเล็กน้อย
“สาม..”
การนับถอยหลังจบลงทว่ากลับไม่มีผู้ใดยินยอมทำตาม พร้อมสีหน้าของทุกคนที่กำลังหวาดกลัวจนถึงขีดจำกัด
ยกเว้นเพียงชายผู้นั้น
“โอเค งั้นพวกแกก็ตายซะ” ลูฟิวสั่งลงดาบ บรรดาพวกพ้องทั้งหลายต่างขยับฝ่ามือเพื่อเตรียมปาดคอ
แต่แล้วในช่วงเวลาเพียงเสี้ยววินาที บนใบหน้าของกวีกลับเผยยิ้มออกมาอย่างน่าสะพรึง ริมฝีปากของเขาสั่นไหวเบา ๆ เพื่อเปล่งวาจาว่ากล่าวด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็นประหนึ่งหิมะ
“พวกแกนี่มัน..”
‘โง่ชะมัดเลยว่ะ’
ทันทีที่สิ้นเสียงในชั่วครู่พริบตา บางสิ่งได้พุ่งทะยานเข้ามารวดเร็วประหนึ่งพายุกำลังหมุนวน
“ซุ่ม ซุ่ม ซุ่ม”
บรรดาพวกพ้องของลูฟิวถูกจัดการจนสลบเรียงคน โดยที่หารู้ไม่ว่าพวกเขากำลังเผชิญหน้ากับสิ่งใด
“นี่มันอะไรกัน ?!!”
ลูฟิวมิอาจคาดเดาถึงสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน ในขณะที่พวกพ้องของเขาล้มลงไปทีละคน จนกระทั่งในท้ายที่สุดก็เหลือเพียงเขาเพียงผู้เดียว
“ตุ่บ-”
ลูฟิวถูกบางสิ่งเข้าผลักจนต้องล้มตัว ใบหน้าของเขากระทบกับพื้นดินมิอาจมองเห็นถึงสิ่งใด ร่างกายมิอาจเคลื่อนไหว ราวกับว่ากำลังถูกใครบางคนจับแขนและขามิให้ไปไหน
มีชายสองคนอยู่เหนือตัวของลูฟิว ร่างกายของพวกเขาใหญ่โตพร้อมมีศีรษะที่โล่งเปล่า ชายคนแรกมีดวงตาข้างซ้ายที่ยังคงใช้การได้ดี ส่วนชายคนต่อมานั้นมีดวงตาข้างขวาข้างเดียวที่ยังคงมองเห็น
“พวกแกเป็นใครกันวะ ?!!”
เสียงตะคอกอย่างโกรธเกรี้ยวของลูฟิวทำให้ความรื่นรมย์เมื่อครู่พลันเลือนหายไป รอยยิ้มที่เคยแต้มแต่งอยู่บนใบหน้าในยามนี้ไม่มีอีกแล้ว ที่หลงเหลืออยู่กลับมีเพียงกระแสโทสะที่ปลดปล่อยออกมาผ่านแววตาที่วาวโรจน์ดั่งเปลวไฟ ซ่อนลึกลงไปในดวงตาที่ลุ่มลึกไร้ที่สิ้นสุด
มีเสียงฝีเท้าของใครบางคนกำลังย่างกรายเข้ามาใกล้ เมื่อนั้นลูฟิวจึงเค้นแรงที่เหลือเพื่อจ้องมองไป
ชายร่างเล็กปรากฏกายในรูปลักษณ์ที่สง่างามอยู่เบื้องหน้าของลูฟิว เส้นผมสีขาวบริสุทธิ์ประหนึ่งหิมะ ดวงตาสีมรกตราวกับทุ่งหญ้าเขียวขจี ผ้าคลุมสีแดงซ่อนเกราะเบาสีเงินเอาไว้ภายใน มือขวาถือดาบเล่มหนึ่งซึ่งด้ามจับสลักเอาไว้ด้วยรูปลักษณ์ของเกล็ดหิมะ ทว่าดวงหน้ากลับเจือแววแห่งความเย็นชา เพียงจ้องมองลึกเข้าไปยังนัยน์ตากลับรู้สึกถึงความกดดันจนต้องก้มหัวพลางคุกเข่าลงแทบเท้าของพระองค์
เด็กชายผู้นี้หาใช่ใครอื่น เขาคือท่านชายผู้เยาว์วัยแห่งแดนซูเมทิส
องค์ชายลำดับที่สอง และเป็นลูกคนที่สามจากบรรดาพี่น้องทั้งสี่แห่งราชวงศ์เกล็ดหิมะ..
‘ไอริส อาร์นุลฟ’