แต่เซวี่ยเทียนเองก็เป็นถึงฉลามดำบ้าเลือดตัวหนึ่งเหมือนกัน
เขากัดฟันแน่นพร้อมกับเร่งพลังฟ้าดินจากทั่วร่างออกมาอย่างบ้าคลั่งสองมือประคองกระบองยาวเจียวซาชูขึ้นฟ้า จิตต่อสู้พุ่งทะยานวิชากระบองฉลามคลั่งเปลี่ยนจากรูปแบบโจมตีเป็นป้องกันสภาพเหมือนกับกำลังแบกมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไว้เหนือหัวใช้กำลังฝืนต้านรับเพลงดาบอันทรงพลังราวกับจะสามารถแหวกฟ้าทะลายปฐพีนั่นของหลินหยาง
ในท้ายที่สุดดาบกับกระบองก็เข้าปะทะกันจนเกิดการระเบิดครั้งใหญ่ขึ้น
ตรงจุดที่อาวุธทั้งสองปะทะกันนั้นเกิดแรงปะทะอันรุนแรงจนผู้คนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าจากนั้นแรงอัดกระแทกก็พุ่งกระจายออกไปรอบข้างจนพื้นที่บริเวณลานกว้างนั้นถูกทำลายจนเละเทะไม่มีชิ้นดี
คลื่นอัดกระแทกที่เกิดขึ้นจากการปะทะกันสุดกำลังของยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นกลางสองคนนั้นมันรุนแรงมากพอที่จะทำให้เมืองเล็กๆ พังหายไปครึ่งแถบได้เลยทีเดียวแต่โชคดีที่ตรงนี้มันเถ้าแก่ใหญ่สามคนยืนคุ้มกันอยู่
หวงซาง หลานไห่และจีหยูยี่ใช้พลังฟ้าดินสร้างม่านกำบังขึ้นมาเพื่อป้องกันคลื่นอัดกระแทกที่เกิดจากการปะทะเอาไว้ก่อนแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้น คนอื่นๆ ที่อยู่บริเวณนั้นก็ยังคงถูกเสียงระเบิดที่ดังสนั่นเข้าไปจนสับสนมึนงงกันหมด
โดยเฉพาะพวกโจรสลัดทั้งหลายที่เมื่อครู่ยังส่งเสียงเฮฮากันอยู่นั้นตอนนี้ถึงกับอ้าปากค้างจนกรามล่างแทบจะร่วงไปอยู่ที่พื้นกันเป็นแถบๆพวกเขาไม่อยากจะยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเห็นเลย
ไอ้หลินหยางนั่น....
มันจะเก่งเกินไปแล้ว!!
คนทั้งหมดตาก็จ้องตาเขม็งไปที่เงาร่างสองสายที่เริ่มปรากฏให้เห็นหลังฝุ่นควันค่อยๆหายไป
ทั้งสองฝ่ายตอนนี้ได้แยกกันอยู่คนละฝั่งแล้ว
หลินหยางยังคงยืนหยัดอย่างสง่างามพร้อมกับดาบหนึ่งเล่มในมือบนในหน้าอันนิ่งสงบนั้นไม่เห็นความหวั่นไหวเลยแม้แต่น้อย
เซวี่ยเทียนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเองก็ยังคงยืนถือกระบองด้วยท่าทางสดใสดุจสายรุ้งบนใบหน้าไม่มีวี่แววอะไรปรากฏให้เห็นเลยสักนิด
แต่มียอดฝีมือหลายคนที่เริ่มมองเห็นอาการผิดปกติของเขาแล้ว
มืออีกข้างหนึ่งของเซวี่ยเทียนที่ไขว้หลังอยู่นั้นสั่นเทิ้มอย่างไม่อาจหยุดได้เห็นได้ชัดว่าเป็นเพราะทนรับพลังจากการโจมตีเมื่อครู่ไม่ไหว
หนึ่งดาบผ่ามิติของหลินหยางนั้นทั้งแข็งแกร่งและดุดันเกินไป
เซวี่ยเทียนตอนนี้ถือว่าแพ้ไปครึ่งกระบวนท่าแล้ว
ถ้าหากตอนนี้หลินหยางตามไปรุกไล่ต่อละก็เซวี่ยเทียนจะต้องเผชิญกับการต่อสู้อันแสนยากลำบากแน่นอนและในท้ายที่สุดเขาอาจจะต้องสูญเสียธงสัญลักษณ์ของกลุ่มโจรสลัดสายลมทมิฬไปจริงๆ ก็เป็นได้
ถึงตอนนี้เขาจะยังทำหน้าเหมือนไม่ได้กังวลอะไรอยู่ก็ตามแต่ในใจของเขากำลังตบปากตัวเองเป็นร้อยๆ ครั้งแล้ว
มารดามันเถอะเราประมาทมันมากเกินไปจริงๆ!
ผิดพลาดอย่างมหันต์เลย!
คิดบ้าอะไรทำไมถึงได้ไปหาเรื่องเจ้าจอมมารน้อยที่จีหยูยี่เป็นคนไปเชิญมาด้วยตัวเองกัน?
หาเรื่องอย่างเดียวไม่พอแล้วยังจะบ้าเอาชีวิตของเหล่าพี่น้องตัวเองไปพนันกับเขาอีกทำไมก็ไม่รู้
ทีนี้จะทำอย่างไรเล่า
ไม่ใช่แค่ตัวเองเท่านั้นที่เจ็บตัว แม้แต่ชะตากรรมของเหล่าพี่น้องต่อจากนี้ไปก็เริ่มอันตรายแล้ว
ในใจของเซวี่ยเทียนตอนนี้รู้สึกเจ็บปวดเกินทน
แต่ก็ต้องยอมรับว่าคนผู้นี้เองก็สมกับเป็นลูกผู้ชายจริงๆ
เพราะถึงแม้ว่าเขาพอจะเดาผลลัพธ์ออกแล้วว่าตัวเองมีโอกาสสูงมากที่จะพ่ายแพ้ให้กับหลินหยางแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ยอมแสดงท่าทางอ่อนแอออกมาให้เห็นเลยแม้แต่น้อย
ถึงแม้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้เขาจะต้องพ่ายแพ้ยับเยินก็ตามแต่ความผิดพลาดที่ตัวเองสร้างขึ้นมา ตัวเองก็ต้องเป็นคนแก้ไขต่อให้ต้องหลั่งน้ำตาก็ตาม
ตัวเขาเองนั้นยังมีชีวิตของเหล่าพวกพ้องอีกหลายร้อยชีวิตที่ต้องรับผิดชอบอยู่ด้วย...
จิตต่อสู้ของเซวี่ยเทียนถูกเร่งขึ้นมาอีกครั้ง
เขาเตรียมใจที่จะเอาชีวิตเข้าแลกในการต่อสู้ครั้งนี้แล้ว
แต่ในตอนนั้นเองหลินหยางที่ยืนอยู่ตรงหน้ากลับสะบัดมือข้างที่ถือดาบอยู่ไปมา พร้อมกับพูดขึ้นด้วยสีหน้าสบายๆว่า
“กัปตันเซวี่ยช่างแข็งแกร่งสมชื่อจริงๆ...ดูแล้วคงจะสู้ไม่ไหว เอาอย่างนี้แล้วกัน การต่อสู้ครั้งนี้ถือว่าเสมอกันข้าจะชดใช้ค่ารักษาให้ ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ก็ให้มันจบๆ กันไป ดีไหม?”
เอ๊ะ?
พอเซวี่ยเทียนได้ยินประโยคนี้เข้าไปถึงกับน้ำตานองหน้า
พ่อจ๋า!!
พี่น้องหลินหยาง เจ้าคือพ่อของข้า!!
เซวี่ยเทียนตอนนี้แทบจะคุกเข่าให้หลินหยางแล้ว
ตั้งแต่เกิดมาจนถึงตอนนี้เขายังไม่เคยรู้สึกว่าใครน่ารักขนาดนี้มาก่อนเลย
หลินหยางในสายตาของเซวี่ยเทียนตอนนี้ถูกเปลี่ยนจากก้างขวางคอไปเป็นลูกรักในไส้เรียบร้อยคำพูดของหลินหยางมันคือท่วงทำนองที่ไพเราะเพราะพริ้งที่สุดในโลกนี้เลยก็ว่าได้
เซวี่ยเทียนไม่ใช่คนโง่
เขาดูออกอยู่แล้วว่าหลินหยางกำลังเปิดทางประนีประนอมให้เขาอยู่
ผู้ชมรอบข้างเองก็ดูออกเช่นกัน
พวกเขาต่างก็ดูออกแล้วว่านี่เป็นการขุดบ่อล่อปลาสุดแยบคายที่หลินหยางวางไว้
หลังจากที่หลินหยางรู้ตัวแล้วว่ากลุ่มโจรสลัดกำลังวางแผนปองร้ายเขาอยู่นั้นตัวเขาก็ไม่ได้คิดตื้นๆ แค่จะหาทางตอบโต้กลับไปเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้เป็นดั่งตัวแทนความรู้สึกแบ่งแยกและเกลียดชังที่มีต่อหลินหยางของเหล่าสมาชิกทีมสำรวจที่อยู่มาก่อนแล้วโดยมีเซวี่ยเทียนเป็นผู้นำถ้าหลินหยางเลือกที่จะหักหน้ากับคนกลุ่มนี้ตรงๆ ละก็ความขัดแย้งที่มีอยู่ก็จะยิ่งเลวร้ายมากขึ้นกว่าเดิม
ซึ่งการที่ภายในทีมสำรวจที่กำลังจะออกไปผจญภัยในเร็ววันยังมีความขัดแย้งแบบนี้เกิดขึ้นอยู่นั้น ถือเป็นเรื่องที่เสี่ยงอันตรายมากๆ เรื่องหนึ่ง
ดังนั้นหลินหยางจึงวางแผนสร้างสถานการณ์เพื่อล่อหมูขึ้นเขียงหลอกล่อให้เซวี่ยเทียนใช้ชะตาชีวิตของพี่น้องเป็นเดิมพัน
และในจังหวะสุดท้ายที่เซวี่ยเทียนคิดว่าตัวเองกำลังจะสูญเสียทุกอย่างไปนั่นเองหลินหยางก็ทำการยื่นมือเข้าช่วยทันที นั่นทำให้เซวี่ยเทียนรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองได้หลุดพ้นจากนรกแล้วขึ้นสวรรค์ทันทีเมื่อโดนแบบนี้แล้วจะไม่ให้เขามองหลินหยางในแง่ดีขึ้นได้อย่างไร?
แค่จะหักหน้าอีกฝ่ายอย่างเดียว...สำหรับหลินหยางแล้วมันเป็นเรื่องที่ง่ายดายเกินไป
การเอาชนะใจคนพร้อมกับรักษาความเป็นหนึ่งเดียวของทีมสำรวจต่างหากที่เป็นเป้าหมายที่แท้จริง
และก็ต้องบอกว่าเป้าหมายนั้นได้ประสบความสำเร็จแล้วอย่างงดงาม
ดูจากท่าทีของเซวี่ยเทียนตอนนี้ก็รู้แล้วจอมโจรผู้ที่ก่อนหน้านี้ยังรู้สึกรังเกียจหลินหยางสุดขีดคนนี้ตอนนี้กลับกลายเป็นรู้สึกยอมรับในตัวหลินหยางจากก้นบึ้งหัวใจ
“ได้! หลินหยาง ดูท่าเจ้าเองก็นับว่ามีฝีมืออยู่บ้าง ถ้าอย่างนั้นวันนี้ข้าจะไว้หน้าเจ้ายอมทำตามที่เจ้าบอกก็แล้วกัน”
เซวี่ยเทียนเก็บกระบองเข้าไปทันที แต่ก็ยังไม่วายฝืนพูดจาอวดดีออกมาอีกประโยค
แต่ไม่นานมันก็รีบเปลี่ยนเรื่องคุยทันที
“แต่ว่าอยู่ดีๆ ข้าก็เริ่มรู้สึกถูกใจเจ้าขึ้นมาบ้างแล้วอย่างนั้นค่ารักษาอะไรนั่นก็ช่างมันไปเถอะ พวกเราโจรสลัดสายลมทมิฬไม่ได้สนใจเศษเงินพรรค์นั้นหรอกแล้วก็นะ หลินหยาง เรื่องระหว่างข้ากับเจ้าในวันนี้มันยังไม่จบเรื่องสู้กันเราเสมอไปแล้ว ถ้าอย่างนั้นเจ้ากับข้ามาประลองเรื่องดวลเหล้าดีกว่า! คราวนี้ละ ข้าจะทำให้เจ้าต้องดื่มจนจุกตายไปเลย!”
ฮ่าฮ่า
ผู้คนรอบข้างเมื่อเห็นอย่างนั้นก็หัวเราะออกมา
พวกคนแบบเซวี่ยเทียนก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้นพอมันเกลียดใครมันก็จะเกลียดจนแทบจะฆ่าล้างผลาญอีกฝ่ายให้ได้เลยทีเดียวแต่เมื่อไหร่ที่ได้รับการยอมรับจากพวกเขาแล้ว ก็จะสามารถสัมผัสได้ถึงความจริงใจและตรงไปตรงมาของชาวยุทธภพจากพวกเขาได้ทันที
ถึงแม้ว่าตอนนี้หลินหยางจะยังห่างไกลจากการเป็นมิตรแท้กับพวกเขาก็ตามแต่อย่างน้อยเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็ทำให้เซวี่ยเทียนมั่นใจได้อย่างหนึ่งว่า
ไอ้หลินหยางนี่ น่าคบ!
อย่างนั้นก็ไม่ต้องคิดอะไรมากแล้วใช้เหล้าพูดคุยกันเลยนี่แหละ
หลินหยางแย้มยิ้มบางๆกำลังจะเอ่ยปากพูดบางอย่างขึ้น ก็ถูกจีหยูยี่เข้ามาแทรกก่อน โดยนางเข้ามาตอบรับคำท้าดวลเหล้าให้กับหลินหยาง
แต่ไม่ใช่ในคืนนี้
“หุหุ กัปตันเซวี่ยคุณชายหลิน วันพรุ่งนี้เราก็จะทำการออกเดินทางไปสำรวจทะเลสาบเมฆาอัสนีกันแล้วคืนนี้คงจะไม่เหมาะแก่การดื่มสักเท่าไร เอาอย่างนี้แล้วกันหลังจากที่ทุกท่านสามารถทำลายม่านกำบังนั่นได้สำเร็จ และได้รับสมบัติจำนวนมหาศาลนั่นมาแล้วกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าเรายินดีเป็นประธานจัดงานเลี้ยงครั้งยิ่งใหญ่เพื่อฉลองให้กับความสำเร็จของพวกเราอย่างนี้ดีหรือไม่?”
ฮ่าฮ่าฮ่า ดี!
อย่างนั้นก็เอาแบบที่เถ้าแก่จีว่ามาก็แล้วกัน!
บรรยากาศอันตึงเครียดที่มาพร้อมกับหลินหยางในวันนี้ใช้เวลาไม่นานก็ถูกคลี่คลายลงได้อย่างง่ายดาย
ทีมสำรวจของฝ่ายกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าเองก็เป็นหนึ่งเดียวกันมากกว่าเมื่อก่อนหน้านี้อย่างไม่อาจเทียบได้เพราะความวุ่นวายเล็กๆที่เกิดขึ้นในวันนี้เช่นเดียวกัน
ทุกคนในตอนนี้จึงเต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังในการออกสำรวจทะเลสาบเมฆาอัสนีในวันพรุ่งนี้เป็นอย่างมาก
..................................
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองเหล่าขุมอำนาจกลุ่มอื่นที่พักอาศัยอยู่บนเกาะชมฟ้าแห่งนี้เหมือนกันก็ล้วนมองไปยังตำแหน่งของกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าทุกคน
เสียงที่เกิดจากการปะทะเมื่อครู่นั้นดังสนั่นหวั่นไหวจนสร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนที่อยู่บนเกาะ
เหล่าสิ่งก่อสร้างทรงกลมที่ส่วนหลังคาถูกเคลือบด้วยทองคำนั้นด้านในของมันคือความหรูหราฟู่ฟ่าขั้นสูงสุดในระดับที่คนทั่วไปไม่อาจจินตนาการถึง
ตำหนักแต่ละหลังที่สร้างขึ้นมาเพียงเพื่อใช้แค่ชั่วคราวในต่างแดนเท่านั้นข้างในมันกลับมีข้าวของเครื่องใช้ที่ล้ำค่าและฟุ่มเฟือยในระดับที่ชวนให้ผู้พบเห็นต้องรู้สึกอิจฉาตาร้อนจนหงุดหงิด
เช่น เก้าอี้ยาวตัวหนึ่งที่อยู่ในตำหนักที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มนี้เป็นโซฟาที่ใช้วัตถุดิบระดับสี่อย่าง “หยกสี่ฤดู” ในการสร้างซึ่งเป็นวัตถุดิบสุดล้ำค่าที่ขนาดแค่ประมาณหนึ่งกำปั้นก็มูลค่าสูงถึงพันล้านเงินขาวแล้วดังนั้นขนาดเท่าเก้าอี้แบบนี้ ราคาของมันอย่างต่ำๆ ก็ต้องหลักหมื่นล้านขึ้นไปอย่างแน่นอน
ส่วนเบาะของมันก็ทำด้วยผิวหนังของสัตว์อสูรระดับราชันที่แข็งแกร่งที่สุดผ้านวมที่ใช้ปูก็เป็นผ้านวมที่ถักขึ้นด้วยผ้าฝ้ายเมฆาเจ็ดสีที่ผลิตขึ้นจาก “ต้นฝ้ายสายรุ้ง” ซึ่งเป็นต้นฝ้ายพันธุ์ที่ใช้เวลานับพันปีถึงจะโตพอจะใช้งานได้วัตถุดิบเหล่านี้ล้วนเป็นสมบัติหายากที่ไม่อาจใช้เงินไปประเมินค่ามันได้แต่ในที่แห่งนี้พวกมันกลับถูกใช้แค่ในฐานะของอุปกรณ์ตกแต่งบ้านเท่านั้น
นี่คือราชอาณาจักรเทียนฉางราชอาณาจักรที่ร่ำรวยเสียจนมีเงินใช้ไม่หมดไม่สิ้นรวยจนสามารถใช้ชีวิตที่หรูหราฟุ่มเฟือยได้โดยไม่ต้องกังวลอะไรเลยทีเดียว
บนเก้าอี้ยาวอันหรูหราและนุ่มสบายตัวนั้นมีบางสิ่งที่มีลักษณะเหมือนสร้อยไข่มุกสายหนึ่งกำลังเอนตัวกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่
ซึ่งบรรยากาศที่แผล่ออกมาจากร่างกายนั่นมันแข็งแกร่งราวกับพระอาทิตย์ที่ส่องประกายวิ้งวับแสบตาจนไม่สามารถมองตรงๆได้
ผู้คนมักจะพูดกันว่าการที่ราชอาณาจักรเทียนฉางสามารถครองความยิ่งใหญ่ในดินแดนมหาทะเลทรายแห่งภาคตะวันตกได้เป็นเพราะมีทรัพยากรอันมหาศาลอยู่ในครอบครองก็เท่านั้น ซึ่งมีเพียงคนฉลาดเท่านั้นถึงจะเข้าใจว่าการที่ต้องเผชิญกับราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยอันแสนโหดเหี้ยมอำมหิตอยู่ตลอดเวลานั้นหากไม่มีพลังที่แข็งแกร่งมากพอแล้วเกรงว่าราชอาณาจักรเทียนฉางคงจะตกเป็นเหยื่อใต้คมเขี้ยวของสัตว์ร้ายนั่นไปนานแล้ว
ตัวตนอันทรงพลังผู้นี้คือตัวอย่างที่ดีที่สุดของเรื่องนั้นเลย
เสียงพูดของคนผู้นี้ดังขึ้นภายในตำหนักหลังใหญ่แห่งนี้ทั้งๆ ที่เป็นผู้ชาย แต่กลับมีเสียงที่นุ่มนวลราวกับขนมสายไหมก็ไม่ปาน
“เป็นอย่างไรบ้าง?ของนั่นเตรียมเสร็จรึยัง?”
“เตรียมพร้อมเรียบร้อยหมดแล้วขอรับนายท่านปรมาจารย์นักแปรธาตุ ท่านโม่ฝ่า ยืนยันด้วยตัวเองเลยว่า ของที่ใช้ในครั้งนี้จะสามารถช่วยเราทำลายม่านพลังนั่นทิ้งได้อย่างแน่นอนขอรับ....”
“เหอะก็เห็นพูดอย่างนี้ทุกครั้ง แต่ก็ยังทำให้ข้าผิดหวังทุกครั้งไม่ใช่รึอย่างไร...”เชื้อพระวงศ์ท่านนี้กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงแปลกประหลาดจากนั้นก็พูดต่อว่า “เอาเถอะ อย่างไรตอนนี้ก็คงทำได้แค่เท่านี้ล่ะนะพวกเจ้าไปได้แล้ว ข้าจะนอนหลับให้เต็มอิ่มอีกสักรอบก่อนเดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ต้องออกไปเหนื่อยอีกแล้ว รอยตีนกาคงขึ้นมาอีกรอบแน่เลย...เฮ้อการที่เกิดมาพร้อมกับความงดงามขนาดนี้มันช่างน่าปวดหัวจริงๆ...”
ขอรับ
ทหารรับใช้นายนั้นดูเหมือนจะเคยชินกับ“อาการหลงรักตัวเอง”ของเชื้อพระวงศ์ท่านนี้อยู่แล้ว จึงไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก และกลับออกไป
แต่ในตอนนั้นเองที่เขาเผลอไปชนเข้ากับเชิงเทียนที่ทำจากผลึกคริสตัลที่มีมูลค่ามหาศาลอันหนึ่งเข้าจนมันกำลังจะตกแตกบนพื้น
ฟึบ
ทันใดนั้นก็มีเรื่องมหัศจรรย์เกิดขึ้น
พลังงานลึกลับสายหนึ่งก็พุ่งออกมาจากด้านหลังม่านเข้าไปประคองเชิงเทียนนั่นให้ลอยค้างไว้อยู่กลางอากาศจากนั้นมันก็คล้ายกับกำลังถูกมือที่มองไม่เห็นค่อยๆ ประคองมันให้กลับไปตั้งที่เดิม
“ระวังหน่อยสิถ้ามันพังขึ้นมาละก็ เจ้าไม่น่าจะมีปัญญาชดใช้ไหวนะ!” เสียงของเชื้อพระวงศ์ท่านนั้นดังขึ้นมาอีกครั้งแต่เหมือนจะไม่ได้ติดใจอะไรมาก
“ขอรับ ขอรับ!” ทหารผู้นั้นรีบเดินออกไปจากตำหนักแห่งนี้ด้วยความโล่งอกทันที
แต่ในใจของเขานั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกนับถือยกย่องสุดใจ
เมื่อครู่นี้มันวิชา พลังจิตอันเลื่องชื่อของนายท่านไม่ใช่หรือ?
พิสดารสมคำร่ำลือจริงๆการที่ได้นายท่านผู้ที่ถูกขนานนามว่า “ปรมาจารย์วิชาหยินหยาง” มาช่วยเหลือแบบนี้ขุมทรัพย์ในทะเลสาบเมฆาอัสนีทั้งหมดจะต้องตกเป็นของพวกเราราชอาณาจักรเทียนฉางอย่างแน่นอน!
..................................
อีกทางด้านหนึ่ง ภายในกลุ่มกระโจมเหมิงกู่ขนาดมหึมาที่วางเรียงกันบริเวณจุดพักอาศัยนั้น
มีเงาร่างใหญ่โตกำยำที่เปลือยกายท่อนบนของคนผู้หนึ่งกำลังยืนนิ่งอย่างหนักแน่นดุจภูผา
ซึ่งตรงหน้าของเงาร่างนี้มีอสูรทะเลขนาดมหึมาราวกับภูเขาขนาดย่อมๆ กำลังนอนแน่นิ่งอยู่ตัวหนึ่งมันคือสัตว์อสูรที่มีพลังสูงถึงระดับราชันอย่าง “ราชันหมึกยักษ์”