เล่มที่1 บทที่19 แย่งชิง
หลังจากเริ่มฝึกฝนเวลาก็ผ่านไปโดยที่จั่วเฉินไม่รู้ตัว พริบตาเดียว ค่ำคืนนี้ก็ผ่านไปแล้ว
ตะวันทอแสง ไอมงคลเริ่มปรากฏขึ้นทางทิศตะวันออกจั่วเฉินลืมตาขึ้น แม้ว่าหนึ่งคืนที่ผ่านมาเขาจะไม่ได้นอนเพราะเอาแต่ฝึกท่วงท่าที่สองทว่าก็เป็เหมือนการฝึกอย่างหนึ่ง เพราะมันช่วยให้เืลมและพลังปราณในตัวไหลเวียนได้ดียามนี้จึงรู้สึกกระปรี้กระเปร่า
เมื่อเห็นว่าเย่เชียนตี้เองก็กำลังฝึกฝนอยู่เช่นกันจั่วเฉินก็คลี่ยิ้มออกมาน้อยๆ หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จก็เดินออกจากห้องไป
จั่วเฉินมุ่งหน้าไปทางลานฝึกของตำหนักนภาปราณยุทธ เมื่อมาถึง ศิษย์อีกมากมายก็ทยอยเข้ามาฝึกฝนเช่นกัน
ทุกอย่างภายในตำหนักนภาปราณยุทธล้วนต้อง่ชิงมาเองทว่าอย่างไรแล้วก็เป็สำนักใหญ่ บรรดาศิษย์ในสำนักจึงพอจะได้รับการดูแลอยู่บ้าง เช่นลานฝึกที่มีค่ายกลอักขระยันต์กางอยู่แห่งนี้สามารถรวบรวมพลังห้วงมิติจากรอบข้างเอาไว้ได้ ที่นี่จึงเป็สถานที่ที่เหมาะแก่การฝึกฝน
ผู้ฝึกยุทธพลังปราณอาศัยเคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตสูบและหลอมเอาพลังห้วงมิติมาแปรเปลี่ยนเป็พลังปราณที่นี่มีพลังห้วงมิติเข้มข้น จึงเหมาะแก่การฝึกฝนมาก
อาจเป็เพราะมีค่ายกลอักขระยันต์อยู่ จั่วเฉินจึงรู้สึกว่าต่อให้อยู่ภายในลานฝึกเดียวกันรอบข้างกลับมีจุดที่ความเข้มข้นของพลังห้วงมิติต่างกัน
“ฝึกตรงนี้แล้วกัน”
ไม่นานจั่วเฉินก็เลือกจุดฝึกฝนที่พอใจได้ทว่าเขากลับไม่ทันสังเกต ว่าขณะที่ตนกำลังจะเริ่มการฝึก รอบข้างต่างก็มีสายตามากมายมองมาด้วยความประหลาดใจแถมบางคนยังเป็สายตาสะใจเสียด้วยซ้ำ
“หืม?”
เมื่อเห็นสีหน้าของคนเหล่านี้ จั่วเฉินจึงรู้สึกถึงความผิดปกติ
หรือว่าจุดนี้จะมีปัญหา?
ทว่าจั่วเฉินก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เขาหลับตาลงก่อนจะเริ่มโคจรเคล็ดวิชาหลอมปราณเพื่อสูบเอาพลังห้วงมิติรอบข้างเข้ามา
หลังจากเริ่มโคจรเคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตพลังปราณในตัวก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น ทว่าผ่านไปครึ่งเค่อ จั่วเฉินที่รับรู้ถึงสภาพร่างกายของตนเองกลับรู้สึกไม่พอใจเพราะพลังปราณของเขาเพิ่มขึ้นช้ากว่าที่คาดเอาไว้
ที่จริงการมีห้าตราปราณโบราณถือว่ามีพร์ที่ไม่เลวแล้วอย่างน้อยก็ไม่ด้อยไปกว่าศิษย์ส่วนใหญ่ของตำหนักนภาปราณยุทธ น่าเสียดายที่จั่วเฉินฝึกเคล็ดวิชาหลอมปราณที่เป็เคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตระดับมานุษซึ่งต่ำที่สุดหากตอนนี้เปลี่ยนเป็เคล็ดวิชาที่ร้ายกาจกว่านี้ จะต้องฝึกฝนได้เร็วขึ้นแน่
เคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตที่ดีไม่เพียงสามารถโคจรพลังในการต่อสู้ได้อย่างรวดเร็วยังช่วยให้ฝึกฝนได้เร็วขึ้นอีกด้วยเพราะมันจะช่วยสูบเอาพลังห้วงมิติมาหลอมได้เร็วยิ่งขึ้น
“ดูท่าคงต้องไปหาเคล็ดวิชาฝึกฝนทางจิตดีๆสักอย่างที่สำนักหน่อยแล้ว” จั่วเฉินพึมพำ
ก่อนหน้านี้เขาได้ค่าผลงานมาหนึ่งหมื่นกว่าแต้มจึงน่าจะแลกเคล็ดวิชาที่ดีได้ จั่วเฉินพบว่าเคล็ดวิชาหลอมปราณที่ตนเองฝึกอยู่นั้นเป็วิชาที่ห่วยแตกไม่เพียงสูบและหลอมพลังห้วงมิติได้ช้า ทว่าในระหว่างการต่อสู้หากะเิพลังออกมาช้าก็จะทำให้พลังปราณติดขัด ส่งผลทำให้ไม่สามารถโคจรพลังใช้ได้ทันท่วงที
พูดอีกอย่างก็คือ หากตอนนี้จั่วเฉินมีเคล็ดวิชาที่ยอดเยี่ยมเกรงว่าพลังตอนนี้คงไม่ใช่แค่ระดับหลอมรวมขั้นสาม อาจจะเป็ขั้นสี่หรือขั้นห้าเลยก็ได้
“ไสหัวไป!”
ทันใดนั้นเสียงตวาดของใครบางคนก็ดังขึ้นขัดการฝึกฝนของจั่วเฉินเมื่อเขาลืมตาขึ้นมา ก็พบชายผมสั้นผู้หนึ่งกำลังยืนจ้องเขาด้วยสีหน้าเกรี้ยวกราดทั่วทั้งตัวเต็มไปด้วยกลิ่นอายอันตราย
ขณะเดียวกัน ในจุดที่ห่างออกไปไม่ไกล สายตาของศิษย์มากมายก็กำลังจับจ้องมาอีกทั้งยังกระซิบกระซาบกันด้วยสีหน้าเย้ยหยันแกมสะใจ
จั่วเฉินยังไม่ทันตอบ อีกฝ่ายก็ว่าต่อ
“เ้าช่างกล้านักนะถึงกับแย่งที่ฝึกฝนของข้า ข้าให้เวลาสิบอึดใจเท่านั้น ไสหัวไปเสีย ไม่เช่นนั้นก็อย่าโทษข้าหลี่หมานที่จัดการเ้าแล้วกัน”
จั่วเฉินขมวดคิ้ว เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมตอนที่ตนเองเลือกจุดนี้สีหน้าของศิษย์รอบข้างถึงได้ผิดปกติ ที่แท้... ที่นี่เป็จุดฝึกฝนของผู้อื่นสินะ
ทว่าจั่วเฉินไม่เข้าใจ ที่นี่คือลานฝึกทั่วไปไม่ใช่ห้องฝึกส่วนตัวของผู้ใดเสียหน่อย ไม่ว่าใครก็สามารถเข้ามาใช้ได้ เช่นนั้นทำไมถึงกลายเป็จุดฝึกส่วนตัวไปได้เล่า?
หลังจากเหลือบมองอีกฝ่ายครู่หนึ่งจั่วเฉินก็เลิกสนใจและเริ่มฝึกต่อ
“หูหนวกหรือ ข้าบอกให้ไสหัวไปอย่างไรเล่า”พอเห็นท่าทางของจั่วเฉิน หลี่หมานก็เกรี้ยวกราดทันที พริบตาถัดมา เขาก็ใช้มือขวาคว้าไปที่ไหล่ซ้ายของจั่วเฉินอย่างแรง
“เหอะ จั่วเฉินผู้นี้ซวยแล้ว ถึงกับกล้าไปมีเื่กับหลี่หมานช่างไม่รู้จักว่าคำว่าตายจริงๆ” ศิษย์ที่มองดูอยู่เมื่อเห็นภาพที่เกิดขึ้นแล้วก็ยิ้มหยัน
“ในบรรดาศิษย์ทั่วไปอย่างพวกเราแล้วหลี่หมานติดอันดับที่หนึ่งร้อยแปดสิบ มีหรือที่คนไร้ค่าที่มีแค่ระดับพลังขั้นสามจะรับมือได้”อีกคนว่าเสริม
เมื่อรับรู้ได้ถึงคลื่นลมแรงที่ซัดเข้ามาจั่วเฉินพลันลืมตาขึ้นที นิ้วทั้งห้างองุ้มเป็กรงเล็บ ก่อนจะพุ่งออกไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
ฝ่ามือของทั้งคู่ปะทะใส่กัน พริบตานั้นคลื่นพลังอันน่ากลัวะเิออกมา
หลี่หมานเซถอยออกไปสามก้าวติด ในขณะที่จั่วเฉินลุกขึ้นยืนพร้อมกับมองไปทางหลี่หมานด้วยสายตาเ็า
“ช่างวางอำนาจบาตรใหญ่เสียจริงลานฝึกนี้เป็ของเ้าั้แ่เมื่อไหร่กัน” สิ้นเสียง จั่วเฉินก็ลงมือต่อทันที
ลมปราณอันแข็งแกร่งกระจายอยู่รอบตัว จั่วเฉินกำสองหมัดแน่นก่อนจะชกเข้าใส่หลี่หมานตรงๆทั้งสองเข้าปะทะกันอย่างไม่รอช้า
จั่วเฉินที่สงบนิ่งมาตลอด ทว่าเมื่อลงมือกลับดูเปลี่ยนไปเป็คนละคนพละกำลังมหาศาละเิออกจากร่าง เืลมในตัวพวยพุ่งออกมาพร้อมพลังปราณ บีบให้หลี่หมานจำต้องถอยออกไปไม่หยุด
หากมองผิวเผินจะเห็นว่าทั้งสองมีความแตกต่างของพลังอยู่หากพูดกันที่สถานะ หลี่หมานถือเป็บุคคลแข็งแกร่งซึ่งอยู่ในอันดับที่หนึ่งร้อยแปดสิบพลังก็อยู่ที่ระดับหลอมรวมขั้นสี่อีกด้วย ทว่าจั่วเฉินที่เป็เพียงผู้ติดตามมีพลังแค่ระดับหลอมรวมขั้นสามเท่านั้น
ทว่าการต่อสู้ที่ดำเนินมาถึงตอนนี้ไม่สามารถใช้สิ่งที่เห็นมาวัดได้
“กล้ายั่วยุและรบกวนการฝึกของข้าเ้าชื่อหลี่หมานสินะ ช่างไม่เจียมตัวยิ่งนัก”
แววตาของจั่วเฉินกลายเป็เย็นเยียบทุกครั้งที่ลงมือก็ดุดัน ทว่ากลับไม่ได้เรียกใช้พลังปราณเลยสักนิด ลำพังแค่พละกำลังของร่างกายอย่างเดียวก็ทำเอาหลี่หมานต้านรับไม่ไหว
หลังจากที่ปะทะการโจมตีที่หนักหน่วงหลี่หมานที่รับหนึ่งหมัดของจั่วเฉินเข้าไปเต็มๆ สั่นไปทั้งร่าง รู้สึกคล้ายกับถูกค้อนขนาดใหญ่ทุบลงมาอย่างแรงอีกทั้งพลังของอีกฝ่ายยังทะลุผ่านตัวเขาไปโดยที่ไม่สามารถต้านทานได้เลยสักนิด
เนื้อแท้ของระดับหลอมรวมนั้นเป็ระดับหลอมเืลมของร่างกายและเป็ขั้นสร้างรากฐานเท่านั้น ในระดับพลังนี้ ทุกคนจะฝึกเคล็ดวิชาปราณโบราณเพียงวิชาเดียวหรือบางคนอาจไม่ฝึกเลยด้วยซ้ำ การต่อสู้ส่วนมากจึงเป็เพียงการปะทะกันระหว่างพละกำลังและความเข้มข้นของพลังปราณเท่านั้นทว่าแม้จะมีขั้นพลังสูงกว่า หลี่หมานกลับไม่สามารถเทียบจั่วเฉินได้เลย
“ทำไมถึงแข็งแกร่งขนาดนี้”
หลังจากมองดูการต่อสู้ของทั้งสองคน ศิษย์ไม่น้อยได้แต่มองหน้ากันเพราะฉากที่พวกเขาคาดหวังกลับไม่ได้เกิดขึ้น ตรงกันข้ามกับเป็หลี่หมานที่เป็ฝ่ายพ่ายแพ้
เมื่อคิดถึงความดุดันและความแข็งแกร่งของหลี่หมานในวันวานภาพที่เกิดขึ้นในตอนนี้ทำให้ทุกคนไม่อยากจะเชื่อ
โครม!
หลี่หมานถูกพละกำลังอันหนักหน่วงซัดใส่จนกระเด็นไปหลายเมตรก่อนจะกระแทกใส่พื้นหิน
จั่วเฉินเก็บหมัดของตัวกลับคืนมา เหลือมองหลี่หมานอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยออกมา
“ไสหัวไปเสีย วันหน้าก็เบิกตาดูดีๆหากกล้ามีเื่กับคุณชายอย่างข้าอีกผลลัพธ์ที่ตามมาจะไม่ใช่แค่นี้แน่” ว่าจบ จั่วเฉินก็นั่งลงและหลับตาเพื่อเริ่มฝึกฝนต่อ
เขาคิดไม่ถึงว่าจะเกิดเื่เช่นนี้ขึ้นที่นี่ได้ทว่าการได้ออกกำลังกับหลี่หมานในยามเช้าก็นับว่าสดชื่นดีอยู่เหมือนกัน
สิ้นเสียงของจั่วเฉินหลี่หมานก็แหงนหน้าขึ้นมอง บัดนี้ไม่ได้มีท่าทีดุดันเช่นเดิมอีก ตรงกันข้าม ยังเกิดเป็ความหวาดกลัวขึ้นมาลึกๆ
ตัวเขามีพลังระดับหลอมรวมขั้นสี่เชียวนะส่วนเ้านั่นมีพลังต่ำกว่าอยู่ขั้นหนึ่งแท้ๆ ทำไมถึงมีพละกำลังมหาศาลเช่นนี้จนเอาชนะเขาได้เล่า
หลี่หมานได้แต่อดทนต่อความเ็ปที่เกิดจากหมัดของจั่วเฉินก่อนจะค่อยๆ ลากเท้าเดินออกจากลานฝึกไปโดยไม่ได้ปริปากเลยสักคำ
“ข้ามองไม่ผิดใช่หรือไม่ หลี่หมานแพ้แล้วหรือ”
“ได้ยินว่าจั่วเฉินผู้นี้เป็เพียงผู้ติดตามไม่ใช่หรือทำไมถึงแข็งแกร่งเช่นนี้”
ศิษย์บางส่วนชะงักค้าง สายตาที่เคยมองจั่วเฉินอย่างดูแคลนได้เผยความยำเกรงออกมาพวกเขารู้ซึ้งถึงความสามารถของหลี่หมานดี เมื่ออยู่ในลานฝึกแห่งนี้ยิ่งแข็งแกร่งเท่าไรก็ยิ่งยึดครองจุดฝึกฝนที่ดียิ่งกว่าได้ นับตั้งหลี่หมานยึดครองจุดนี้มาก็ไม่มีใครกล้ามาหาเื่ด้วยนานแล้ว คิดไม่ถึงว่าวันนี้หลี่หมานจะพ่ายแพ้ให้กับจั่วเฉิน
ในหมู่ศิษย์ทั่วไป หลี่หมานอยู่ที่อันดับหนึ่งร้อยแปดสิบการมีลำดับเช่นนี้ได้ถือว่าแข็งแกร่งมากแล้ว ทั่วทั้งตำหนักนภาปราณยุทธ มีศิษย์ธรรมดาอย่างน้อยสามพันกว่าคนเช่นนั้นก็เท่ากับว่าจั่วเฉินแข็งแกร่งกว่าศิษย์ทั่วไปอีกจำนวนมาก
จั่วเฉินไม่สนใจสายตาที่จับจ้องมาหลังจากจบการต่อสู้กับหลี่หมานก็เริ่มฝึกฝนต่อ เขารู้สึกว่าหลังผ่านการต่อสู้เมื่อครู่มาเืลมและพลังปราณในตัวคล้ายจะเดือดผล่านไปหมด ยามนี้จึงเหมาะแก่การฝึกฝนมากทีเดียว
ส่วนหลี่หมานผู้นั้นจั่วเฉินไม่ได้เก็บมาใส่ใจเลยสักนิดถึงอีกฝ่ายจะมีพลังระดับหลอมรวมขั้นสี่ และดูแข็งแกร่งกว่าอยู่ขั้นหนึ่งก็ตามทว่าในสายตาจั่วเฉิน หนึ่งขั้นนี้ไม่นับเป็อะไรได้ เพราะเขาฝึกฝนร่างกายอย่างยากลำบากมาหลายปีจึงทำให้พละกำลังของร่างกายแข็งแกร่งกว่าหลี่หมานมาก ที่อีกฝ่ายมาหาเื่จึงถือว่ารนหาที่แล้ว
แม้แต่ระดับหลอมรวมขั้นห้าและมีร่างมารทลายฟ้าอย่างเซียพั่วรื่อก็ยังเกือบถูกเขาจัดการในการทดสอบเช่นนั้นหลี่หมานจะนับเป็อะไรได้