ลั่วสุ่ยรู้สึกเวียนหัว เธอได้กลิ่นหอมไอดินและกลิ่นฝนทีี่เพิ่งหยุดตกใหม่ๆเธอพลันนึกถึงท้องทุ่งนาเขียวขจี เสียงลมพัดต้นข้าว เสียงใบไม้ใบหญ้าลอยเสียดสีมาให้ได้ยินเป็ระยะ นีี่ต้องเป็ความฝันแน่ๆ ใช่มันต้องเป็ความฝัน!
บ้านเกิดของลั่วสุ่ยอยู่ในชนบทก็จริง ั้แ่เธอเข้ามหาวิทยาลัยเธอก็ไม่ได้กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดอีกเลย ชีวิตนีี้เธอเคยเห็นท้องทุ่งนาแค่ตอนเป็เด็กและตอนไปเยี่ยมพ่อแม่ของเธอเท่านั้น พอพวกท่านเสียไปเธอก็ไม่ได้กลับไปที่บ้านเกิดอีกเลย แล้วทําไมตอนนี้เธอถึงได้กลิ่นท้องทุ่งนากันล่ะ
ลั่วสุ่ยพยายามลืมตาขึ้นอย่างเต็มที่แต่ก็ไม่สามารถหลุดออกจากความมืดมิดได้เลย มันรู้สึกเหมือนเป็ฝันร้าย เธอรู้สึกตัวแล้วแต่ไม่สามารถลืมตาตื่นขึ้นมาได้
“จิ่วเอ๋อร์…….จิ่ว เอ๋อร์ ลูกแม่ เ้าฟื้นสิ! นี่ไงหมั่นโถว แม่ไปขอแบ่งหมั่นโถวจากท่านยายมาให้เ้าแล้ว จิ่วเอ๋อร์ ตื่นขึ้นมาเถอะลูก!!……ฮือๆๆๆๆๆ…..”
ลั่วสุ่ยรู้สึกถึงความเย็นของหยดน้ำ ที่หยดลงตรงใบหน้าของเธอ มีใครบางคนกำลังเขย่าตัวของเธออย่างสิ้นหวัง
‘ลูกหรือ ไม่ใช่ละ พ่อแม่ของเธอตายไปนานแล้วจะมาเรียกเธออยู่ที่นี่ได้อย่างไร เธอนึกย้อนกลับไปจำได้ว่าเธอถูกฆาตกรรมเพราะไปล่วงรู้ความลับกลโกงในการทำอาหารของพ่อครัวของผู้นำประเทศหนึ่งเข้า หรือว่าเธอตายแล้ว พ่อกับแม่เลยมารับเธอไปอยู่ด้วย’
เมื่อคิดได้ดังนั้นเธอจึงพยายามฝืนลืมตาอย่างเต็มที่ แต่ทว่ามันยังคงไร้ประโยชน์
“ใจร้ายจริงๆ เด็กตัวเท่านี้ยังลงโทษให้อดอาหาร แล้วนางจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนมาถอนกล้าดำนากันล่ะ เป็ปู่เป็ย่าเสียป่าวทำยังกับอยากจะฆ่าแกงเด็กคนนี้ให้ตายๆไป ใครๆก็รู้ว่าอาจิ่วเป็เด็กที่ร่างกายอ่อนแออยู่แล้ว ให้อดอาหารเช้าทุกวันอย่างนี้นางจะมีชีวิตรอดไปได้กี่วันกัน เนีี่ยดูซิเป็ลมเป็แล้งหัวฟาดคันนาไปแล้ว เืออกมากขนาดนี้จะรอดไหมน่ะ”
นางฟางหนึ่งในชาวบ้านที่มาถอนกล้าดำนาวันนี้ด้วยพูดขึ้น
“นางเป็ย่าของอาจิ่วจริงๆหรือ!! แค่หมั่นโถวลูกเดียวไม่ได้แพงอะไรเลย ไม่เคยพบเคยเห็นคนใจคอโหดร้ายแบบนี้มาก่อนจริงๆ!!”
นางจางถามขึ้นอย่างสงสัย
“เหอะก็เพราะไม่ใช่ปู่ย่าแท้ๆน่ะสิแต่อย่าพูดไปนะ”
นางจูหลุดปากพูดออกมากก่อนจะรีบเบาเสียงของตัวเองลงเป็เสียงกะซิบแทน
“พูดเบาๆหน่อยเถอะเดี๋ยวนางหวังก็มาแหกอกเอาหรอก”
นางฟางรีบท้วง
“พ่อของอาจิ่วเป็นายพรานทีี่มีชื่อเสียงทีสุดในแถบนี้ เขาเป็นักล่าที่เก่งด้วยนะ ถ้าไม่ใช่เพราะเขา ครอบครัวของเฒ่าป๋ายก็สร้างบ้านหลังใหม่กับเขาไม่ได้หรอก แล้วนี่ทําไมถึงให้เด็กกินหมั่นโถวแค่ลูกเดียวไม่ได้”
นางโจวพูดขึ้นอย่างสงสารเด็กน้อยตรงหน้า
“เด็กดูท่าทางไม่ดีแล้วนะอาเหมย เร็วเข้า ไปเรียกพ่อเด็กมาพาไปหาหมอเร็วเข้า! ขืนชักช้านางอาจทนความเ็ปไม่ไหว”
“ท่านป้าฟางอาซานไปล่าสัตว์บนูเาสองวันแล้วยังไม่กลับมาเลยเ้าค่ะ ฮึก..ฮือ..”
นางเหมยตอบนางฟางพลางร้องไห้สะอึกสะอื้น
“นางหวังนี่ปากจัดแล้วยังใจร้ายอีก ต่อไปข้าจะไม่พูดคุยกับนางอีกแล้ว เด็กเล็กๆอย่างนี้ยังทําได้ลงคอ ขี้งกไม่เข้าเื่ พวกเราอยู่ห่างๆนางเอาไว้ดีกว่าคนอย่างนี้ข้าไม่อยากคบหาด้วยเลย”
เสียงของคนแปลกหน้าดังอื้ออึงอยู่ในหูของลั่วสุ่ย สติของเธอค่อยๆกลับมา เธอรู้สึกได้ว่าตัวเองกําลังนอนอยู่บนพื้นหญ้านุ่มๆและรู้สึกเจ็บทีี่ศีรษะ ดูเหมือนมีคนกลุ่มใหญ่อยู่กำลังรุมล้อมอยู่รอบๆตัวเธอ
‘พ่อคะ แม่คะ เมื่อไหร่จะพาหนูไปจากตรงนี้สักที หนูรำคาญจะแย่อยู่แล้ว’
ทันทีที่ป๋ายเฟิ่งจิ่วล้มหัวฟาดคันนา เหมยหยงมารดาของนางก็ให้ลูกสาวอีกคนวิ่งกลับบ้านไปตามพ่อกับแม่สามีแล้ว
“พวกแกพูดจาเหลวไหลอะไรกัน ถ้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็อย่าพูดมั่วๆ ข้าแค่ดุด่าเล็กๆน้อยๆแต่ยัยเด็กน่ารังเกียจนั่นบังอาจต่อล้อต่อเถียงข้าที่เป็ย่าของนาง แถมยังี้เีไม่ช่วยงานบ้าน ข้าให้นางอดอาหารแค่วันละมื้อก็ถือว่าข้าใจดีมากแล้ว แค่นี้ทำสำออยเป็ลมเป็แล้ง คงี้เีทำงานละซิไม่ว่า ถ้านางไม่เสแสร้งแกล้งทำจะต้องมาล้มหัวร้างข้างแตกแบบนี้หรือ หึเสียทั้งเวลา เสียทั้งเงินทองจริงๆ นังเด็กไร้ประโยชน์ ”
นางหวังตะคอกเสียงดังลั่น
“พวกแกก็ดีแต่นินทาเคยรู้บ้างไหมว่าข้าต้องเสียเงินไปเท่าไหร่แล้วเพื่อคอยดูแลรักษามัน รู้ทั้งรู้ว่าครอบครัวยากจน แต่นังเด็กนั่นมันจอมเสแสร้งแกล้งป่วยได้ตลอดเวลาเหมือนแม่มันนั่นแหละ สำออย ชอบออเซาะผัว หึ เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ”
นางหวังพูดด้วยเสียงแหลมปรี๊ดแสบจนแก้วหู ฟังเหมือนเคาะระฆังแตกไม่มีผิด
“ป้าหวัง ท่านก็พูดไม่ถูก! หัวเด็กเืออกท่วมแบบนั้นจะแกล้งทำได้ยังไง แถมดูเหมือนนางจะไม่ไหวอยู่แล้ว ป้ายังจะไม่คิดไปตามหมออีกหรือไง”
นางฟางพูดขึ้นอย่างเหลืออด
“สะใภ้หวังเ้ากล่าวหาเด็กว่าเสแสร้งาเ็เพราะี้เีทำงานเนี่ยนะ!! เด็กตัวเล็กๆแค่นี้จะมีเล่ห์เหลี่ยมแบบนัั้นได้ยังไง!!”
นางจางก็ทนฟังคำพูดร้ายๆของนางหวังไม่ได้อีกต่อไปเช่นกัน ชาวบ้านพากันต่อว่านางหวังที่ไม่คิดจะไปตามหมอมารักษา
ลั่วสุ่ยได้ยินทุกอย่างที่พวกเขาพูดคุยกัน หนังตาของเธอหนักอึ้งจนไม่สามารถลืมตาขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะพยายามสักแค่ไหนก็ตาม
“จิ่วเอ๋อร์….”
เสียงเหนื่อยๆดังขึ้น มันฟังดูเ็ปและเป็ทุกข์กังวล ลั่วสุ่ยรู้สึกว่าตัวของเธอถูกยกขึ้นด้วยแขนบอบบางและอ่อนแอคู่หนึ่ง นํ้าตาอุ่นๆหยดลงบนใบหน้าของเธอ
“ไม่เป็ไรนะจิ่วเอ๋อร์ แม่ยังพอมีสินเดิมอยู่บ้างแม่จะเอาไปขายแลกเงินมารักษาเ้านะลูก”
“หนอย….นังลูกสะใภ้คนนี้ เวลาข้าขอกลับบอกว่าเอาไปขายหมดแล้ว เวลานี้กลับมีสินเดิมโผล่ขึ้นมา นังลูกสะใภ้สารเลว พาลูกเ้าไปให้พ้นหน้าข้าเลยนะ ถ้าป๋ายซานยังไปล่าสัตว์ไม่กลับบ้านเ้าอย่าหวังว่าพวกเ้าแม่ลูกจะได้เข้าบ้านเลย แล้วอย่าคิดจะเอาไปฟ้องผัวล่ะ ไม่อย่างนั้นข้าจะไล่ออกจากบ้านไปให้หมดทุกคนเลย”
ลั่วสุ่ยขมวดคิ้วแน่นเมื่อได้ยินเสียงคนพูดฟังเหมือนเสียงคนแก่ แต่ยังเต็มไปด้วยกําลังวังชาและโทสะที่เปี่ยมล้น
‘นี่มันเื่อะไรกันนะ นี่ฉันตายแล้วหรือกำลังฝันอยู่กันแน่!!’
“ท่านแม่พี่ใหญ่……เืออกเต็มเลยข้าจะไปเรียกหมอในหมู่บ้านเอง”
เสียงนี้เป็เสียงเด็กผู้หญิง อย่างมากก็อายุสักเจ็ด แปดขวบ แต่……เธอเรียกใครว่า ‘พี่ใหญ่’นะคงไม่ได้เรียกฉันใช่ไหม จู่ๆก็เกิดความรู้สึกแย่ขึ้นในใจลั่วสุ่ย อะไรกันเนี่ยฉันตายตั้งนานแล้วทำไมยมทูตไม่มารับดวงิญญาของฉันไปสักทีนะ หรือถ้าฝันไปก็ไม่น่าเหมือนจริงขนาดนี้
“โอ๊ย!!”
เมื่อถูกอุ้มขึ้นหัวของเธอถูเข้ากับอกของคนอุ้มจนเจ็บจี๊ดขึ้นมา
นะ นี่ ไม่ใช่ความฝันแน่ๆ! แต่เธอมีชีวิตอยู่มาสามสิบปีชัดๆ แล้วจู่ๆกลายเป็ ‘จิ่วเอ๋อร์ที่ยังเป็เด็กอยู่’ ได้ยังไงกัน
“ถอยไป ถอยไป วางเด็กลง! หมอซุนมาแล้ว!”
เสียงผู้ช่วยหมอซุนดังขึ้น หมอซุนเป็หมอประจำหมู่บ้านเขามีความรู้ความสามารถพอตัวจึงตั้งตนเป็หมอรักษาชาวบ้านเป็อาชีพหลักเรื่อยมากว่าห้าสิบปีแล้ว
“หมอซุน ได้โปรดช่วยจิ่วเอ๋อร์ด้วย! ช่วยลูกสาวข้าด้วยเ้าค่ะ ข้าพอมีสินเดิมเหลืออยู่บ้างข้าจะนำไปขายแลกเงินมาจ่ายค่ารักษานะเ้าคะ!”
เหมยหยงที่อุ้มร่างของบุตรสาวแนบอกอยู่กำลังจะอุ้มบุตรสาวเข้าไปในหมู่บ้านได้ยินเสียงร้องสั่ง นางเงยหน้าขึ้นมาทั้งน้ำตา เอ่ยอ้อนวอนหมอขณะที่ตัวสั่นระริก เสียงของเธอทั้งอ่อนแรงและหมดสิ้นหนทาง
“วางเด็กลงอย่าเพิ่งเคลื่อนย้าย ให้หมอห้ามเืให้นางก่อน……”
ผู้ช่วยหมอซุน หยางจงะโสั่งมาแต่ไกล
ไม่นานลั่วสุ่ยรู้สึกว่ามีผ้ามาเช็ดเืบนหน้าผากของเธออย่างเบามือ พอาแของเธอถูกทําความสะอาดแล้ว เธอก็รู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาอีกครั้ง ความเ็ปทำให้เธอลืมตาขึ้นมาเล็กน้อย แต่แสงแดดตอนเที่ยงวันแยงตาเธอจนต้องหลับตาลงอีกครั้ง
“จิ่วเอ๋อร์ฟื้นแล้ว จิ่วเอ๋อร์ฟื้นแล้ว นางฟื้นแล้ว ฮ่าๆๆๆ”
ชาวบ้านที่เอาใจช่วยเด็กน้อยอยู่แถวนั้นส่งเสียงโห่ร้องด้วยความยินดี เหมยหยงกอดลูกสาวคนรองแล้วยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาของทั้งคู่
หมอซุนช่วยทําแผลของเด็กหญิงอย่างเบามือพร้อมกับพูดว่า
“ดีแล้วที่นางฟื้นขึ้นมา แผลฉกรรจ์ขนาดนี้ข้ายังคิดว่ามาช่วยห้ามเืให้นางไม่ทันเสียแล้ว นางมีความอดทนจริงๆ แต่ร่างกายของนางยังอ่อนแอมาก เืออกมากแบบนี้ต้องพักผ่อนให้มากๆ กินของบำรุงเยอะๆ แล้วก็หา
อาหารที่ช่วยบํารุงเืให้นางด้วยล่ะร่างกายจะได้ฟื้นตัวเร็วขึ้น”
“ขอบคุณเ้าค่ะท่านหมอซุน เื่ค่ารักษาข้าจะรีบนำไปให้ท่านให้เร็วที่สุดนะเ้าคะ”
“ได้”
หลังจากนั้นเหมยหยงและป๋ายเฉียนลูกสาวคนเล็กก็ค่อยๆประคองเฟิ่งจิ่วขั้นไปนอนบนรถเข็นฟืน สองแม่ลูกช่วยกันเข็นเฟิ่งจิ่วไปยังบ้านท่านยายของนางที่อยู่ตีนเขา ห่างจากบ้านของป๋ายซานผู้เป็สามีไปหลายลี้ เพราะนางหวังลั่นวาจาว่าไม่ให้นางพาลูกสาวเข้าบ้านนางจึงไม่กล้าพาลูกสาวกลับไป เพราะสามีของนางไม่อยู่ ลับหลังลูกชายนางหวังมักจะหาเื่ตบตีนางกับลูกๆอยู่เสมอ