กลิ่นหอมจรุงใจที่แปลกประหลาดเริ่มขจรขจายไปทั่วคฤหาสน์เ้าเมืองหลินและย่านขุนนางในเมืองซานเหอ สินค้าชนิดใหม่ที่ถูกเรียกขานว่า "สบู่ขาวนวล" กลายเป็หัวข้อสนทนาที่เผ็ดร้อนยิ่งกว่าหม่าล่าของร้านฉางตงเสียอีก เหล่าฮูหยินและบุตรสาวตระกูลใหญ่ต่างตื่นเต้นกับก้อนหอมปริศนาที่ชำระล้างร่างกายได้สะอาดหมดจดและทิ้งกลิ่นอายราวกับดอกไม้ป่าในยามเช้าไว้บนผิวพรรณ
ทว่าท่ามกลางความตื่นตาตื่นใจของผู้คน จุดศูนย์กลางของความเคลื่อนไหวกลับอยู่ที่ลานฝึกยุทธ์หลังจวนเ้าเมือง...
"หลินชิงเซียน" บุตรสาวเพียงคนเดียวของเ้าเมืองหลิน กำลังร่ายรำกระบี่อยู่ท่ามกลางสายลมฤดูใบไม้ผลิ ร่างบอบบางในชุดฝึกยุทธ์สีฟ้าอ่อนเคลื่อนไหวอย่างพริ้วไหวประดุจปักษา์เหินลม แม้นางจะมีอายุเพียง สิบเอ็ดขวบปี ทว่าท่วงท่าของนางกลับแฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและแม่นยำเกินวัย อันเป็ผลจากการฝึกฝน วิชาตัวเบาเหินลม ซึ่งนางสามารถแตกฉานจนเคลื่อนไหวได้รวดเร็วกว่าทหารที่ฝึกมานับปี
ฟึ่บ! ฟึ่บ!
ปลายกระบี่ไม้ในมือวาดผ่านอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิว พลันบังเกิดประกายแสงสีฟ้าจางๆ วนเวียนอยู่รอบกายอย่างต่อเนื่อง เป็สัญญาณของการโคจรลมปราณที่มั่นคงและทรงพลัง
"กักเก็บปราณไว้ที่จุดตันเถียน... ปล่อยให้ไหลเวียนดุจสายน้ำ แต่ออกกระบี่ให้หนักแน่นดุจขุนเขา"
เสียงแหบพร่าแต่ทรงพลังดังขึ้นจากศาลาริมลานฝึก ผู้าุโไป๋ แห่งสำนักไท่ซวน ผู้นั่งขัดสมาธิประคองถ้วยชาอยู่นั้นคือยอดฝีมือระดับ ยุทธ์ปราณพิสุทธิ์ ขั้น 4 ผู้ซึ่งอยู่ห่างจากระดับมหาชลธีเพียงครึ่งก้าวเท่านั้น เขาคือผู้ที่คอยชี้แนะเคล็ดวิชาให้นางเสมอมา
"ยอดเยี่ยม... ยอดเยี่ยมยิ่งนักชิงเซียน" ผู้าุโไป๋พยักหน้าพลางลูบเคราสีดอกเลา แววตาเต็มไปด้วยความทึ่ง "อายุเพียง สิบเอ็ดปี แต่กลับบรรลุถึง ระดับรวบรวมลมปราณ ขั้น 2 ได้สำเร็จ! ในประวัติศาสตร์ของสำนักไท่ซวน มีศิษย์ภายในเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ทำได้เช่นนี้ พร์ของเ้าช่างน่าครั่นคร้ามแท้ๆ"
ชิงเซียนหยุดกระบี่พลางปาดเหงื่อบนหน้าผากที่เนียนละเอียดราวหยกสลัก ใบหน้าที่งดงามฉายแววมุ่งมั่น "ข้ายังอ่อนหัดนักท่านาุโ... หากข้าไม่แข็งแกร่งพอ ข้าจะปกป้องท่านพ่อและเกียรติยศของตระกูลหลินได้อย่างไร ข้าไม่อยากให้ใครมองว่าข้าเป็เพียงคุณหนูในกรงทอง"
นางรับผ้าเช็ดหน้ามาจากสาวใช้ ก่อนจะชะงักเมื่อได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ติดมากับผ้าสะอาด "กลิ่นนี้... คือของสิ่งนั้นที่ท่านพ่อส่งมาให้เมื่อวานใช่หรือไม่?"
"เ้าค่ะคุณหนู" สาวใช้รีบตอบด้วยรอยยิ้ม "มันคือ 'สบู่' ที่ท่านเ้าเมืองสั่งกำชับว่าให้คุณหนูใช้ชำระล้างร่างกายหลังฝึกยุทธ์ ท่านว่ามันจะช่วยให้ผิวพรรณสะอาดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้ดี ตอนนี้คุณหนูตระกูลใหญ่ทั่วเมืองซานเหอต่างพากันอิจฉาคุณหนูที่มีของล้ำค่าเช่นนี้ไว้ในเ้าค่ะ"
ชิงเซียนขมวดคิ้วเล็กน้อย ปกตินางต้องใช้สมุนไพรราคาแพงแช่ตัวนานนับชั่วโมงเพื่อล้างคราบไคลและเหงื่อจากการฝึกหนัก ซึ่งมักจะทิ้งความรู้สึกเหนียวเหนอะหนะเอาไว้เสมอ แต่เมื่อวานนี้เพียงแค่นางใช้ "สบู่ขาวนวล" ชำระกายเพียงครู่เดียว ความเหนื่อยล้าและคราบสกปรกกลับอันตรธานหายไปอย่างน่าอัศจรรย์ ผิวพรรณของนางสะอาดลื่นราวกับได้รับการชำระล้างด้วยน้ำค้าง์ ความสะอาดที่หมดจดจนเกินไปนี้เองที่เริ่มทำให้ "อัจฉริยะ" อย่างนางรู้สึกขัดใจ... ขัดใจที่ตนเองต้องพึ่งพาสิ่งของที่สร้างโดยสามัญชนที่นางไม่รู้จัก
ผู้าุโไป๋หยิบเศษสบู่ที่เหลืออยู่ขึ้นมาดมพลางวิเคราะห์ "กลิ่นหอมนี้มิใช่เพียงเครื่องประทินผิวทั่วไป... มันสะอาดบริสุทธิ์จนช่วยให้จิตใจสงบ อีกทั้งหลังใช้ยังช่วยเปิดรูขุมขนชำระล้างคราบไคลสะสมได้ลึกซึ้ง ทำให้การโคจรลมปราณหลังอาบน้ำคล่องตัวขึ้นชั่วครู่ ใครกันที่รู้วิธีสกัดแก่นแท้จากธรรมชาติได้ละเอียดอ่อนถึงเพียงนี้? ชิงเซียน... เ้าจงระวังไว้ เมืองซานเหอมิได้เรียบง่ายอย่างที่เ้าเห็นเสียแล้ว"
ชิงเซียนนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง นางกำด้ามกระบี่แน่น แววตาที่เคยนิ่งสงบกลับมีประกายความอยากรู้อยากเห็นวาบขึ้น "สบู่ขาวนวล... ท่านพ่อบอกว่ามันถูกรังสรรค์ขึ้นโดย 'สามัญชน' ผู้หนึ่ง หากเขาสามารถรังสรรค์ปาฏิหาริย์ที่แม้แต่ท่านาุโยังชื่นชมได้... ข้าก็อยากเห็นนักว่า 'แววตา' ของเขาจะมั่นคงเพียงใดเมื่อต้องเผชิญหน้ากับกระบี่ของข้า!"
นางมองออกไปนอกรั้วจวนเ้าเมือง ในใจนึกถึงคำบอกเล่าของบิดาเกี่ยวกับเด็กหนุ่มนามฉางตง "ข้าอยากรู้นัก... คนแบบไหนกันที่ฉลาดถึงเพียงนั้น... เขาจะรู้วิธีการต่อสู้ที่แปลกใหม่เหมือนกับสิ่งของที่เขาสร้างหรือไม่?"
ชิงเซียนเริ่มวางแผนการบางอย่างในใจ นางไม่ได้สนใจเพียงแค่กลิ่นหอมอีกต่อไป แต่นาง้าค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่เื้ัปาฏิหาริย์ก้อนนี้ "ในเมื่อท่านพ่อไม่ยอมพาข้าไปพบเขา... ข้าก็จะไปหาเขาด้วยตัวข้าเอง!"
ขณะที่อัจฉริยะสาวตัวน้อยกำลังจินตนาการถึงผู้สร้างสบู่ที่น่าเกรงขาม นางหารู้ไม่ว่าในเวลาเดียวกัน ณ ลานดินหลังบ้านหลังใหม่ "ผู้สร้าง" คนนั้นกำลังสั่งให้ลูกศิษย์วัยไล่เลี่ยกับนาง ลงไปนอนกลิ้งเกลือกทำท่ายืดก้นขึ้นฟ้า ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะของเหล่าโจรป่าเขี้ยวโลกันตร์ที่มองว่านั่นคือการเล่นสนุกของคนบ้า