ยังไม่ทันได้กะพริบตา หานเซินก็เห็นชายคนหนึ่งพุ่งตัวเข้าหาบึงน้ำลึกตรงหน้าด้วยท่าทางหิวกระหาย คนมาใหม่มีสภาพสะบักสะบอม เสื้อผ้าขาดวิ่น ทั่วทั้งตัวเต็มไปด้วยเืแห้งกรัง าแทั้งใหม่และเก่าปะปนกัน ยิ่งกว่านั้นเขายังดูอ่อนล้าจนน่ากลัวว่าจะไม่รอดไปถึงวันพรุ่งนี้
“ระวัง! บึงน้ำตรงนั้นมีจระเข้ฟันเหล็กนะ” หานเซินเก็บเกราะทองแล้วกระโจนออกจากพุ่มไม้ เด็กหนุ่มรีบร้องเตือนชายคนนั้นแต่ไกล
ที่เขาพูดไม่ใช่เพราะกลัวคนแปลกหน้าจะทำให้จระเข้ฟันเหล็กเหยื่อที่เขารออยู่ใจนหนีหาย แต่เพราะเขาหวังดีไม่อยากให้อีกฝ่ายไปเกิดใหม่แบบไม่รู้ตัว คนคนนั้นดูเหนื่อยล้าและมีาแมากมาย หากปล่อยให้ทะเล่อทะล่าเข้าไปใกล้บึงโดยไม่รู้ว่ามีจระเข้ฟันเหล็กอยู่ในนั้นก็อาจถูกมันจู่โจมจนตายคาที่ในทันทีได้
ด้านคนมาใหม่ เมื่อเห็นใครคนหนึ่งโผล่ออกมาจากพุ่มไม้ก็ชะงักไปชั่วครู่ ทว่าไม่นานนักใบหน้าเคร่งก็เปลี่ยนเป็โล่งอก เขาถามกลับด้วยน้ำเสียงเ็า “ที่นี่ที่ไหน? แล้วนายรู้ไหมว่าฐานพักพิง ‘เกียรติยศ’ ต้องไปทางไหน?”
“ฐานพักพิงเกียรติยศ?” หานเซินงุนงง มองตอบชายหนุ่มด้วยสายตามีคำถาม “ที่นี่คือเทือกเขาเทกลิสทางตอนเหนือของฐานพักพิงเกราะเหล็ก ฉันไม่รู้ว่าฐานพักพิงเกียรติยศที่นายว่ามันอยู่ตรงไหน”
“ฐานพักพิงเกราะเหล็ก?…นี่เราออกมาไกลจนทะลุเข้ามาในเขตของฐานพักพิงอื่นเลยเหรอเนี่ย?” คนสภาพย่ำแย่ขมวดคิ้วขณะพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
แต่ไม่นานนัก เขาก็หันไปจ้องหน้าหานเซิน ก่อนจะออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเผด็จการ “งั้นแกก็พาฉันไปที่ฐานพักพิงเกราะเหล็กอะไรนั่น…เดี๋ยวนี้เลย!”
คราวนี้หานเซินเป็ฝ่ายขมวดคิ้วบ้าง ‘อะไรของมันวะหมอนี่ คำพูดคำจา ท่าทาง ไม่ชวนให้อยากช่วยสักนิด!’
ด้วยความไม่พอใจปนหมั่นไส้ เด็กหนุ่มจึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงแห้งแล้ง “ไม่อะ ไม่ว่าง อยากไปก็ไปเอง โน่น มุ่งหน้าลงใต้ไปเรื่อย ๆ ถ้าไม่ช้าเป็เต่าก็น่าจะถึงก่อนตะวันตกดิน”
พูดจบเขาก็หมุนตัวตั้งใจจะกลับไปซุ่มในพุ่มไม้ตามเดิม
ทว่า…
จู่ ๆ ชายแปลกหน้าก็พุ่งเข้ามาต่อยเข้าที่กลางหลังหานเซินอย่างเร็วและแรง เด็กหนุ่มไม่ได้ตั้งตัวจึงล้มคะมำไปข้างหน้า ศีรษะกระแทกหินก้อนใหญ่จนเืไหลอาบ
“บ้าเอ๊ย! ทำอะไรของนายวะ!?” หานเซินลุกนั่ง มือแตะแผลเหนือไรผม ก่อนหันกลับไปจ้องหน้าคนที่ทำร้ายตนอย่างเอาเื่
“แกมีหน้าที่ต้องเชื่อฟังฉัน ไม่ต้องพูดมาก แค่พาฉันไปที่ฐานพักพิงก็พอ!” ชายหนุ่มคนเดิมยังคงออกคำสั่งอยู่แบบเดิม
“หน็อยไอ้นี่~ ไปตายซะไป!”
หานเซินเรียกง้าวเขี้ยวทองแดงออกมาฟาดฟันใส่ไอ้คนน่าโมโหด้วยความโกรธ เด็กหนุ่มจู่โจมว่องไวเหมือนงูพุ่งฉก
“หึ! วิชาง้าวสามจังหวะแบบเบสิกจากโรงเรียนปลายแถว ไอ้ขยะ! ถึงิญญาอสูรของฉันจะถูกทำลายระหว่างเดินทาง แต่แค่จัดการขยะอย่างแกไม่จำเป็ต้องใช้ของดีขนาดนั้นหรอก” จอมเผด็จการมองหานเซินด้วยสายตาเหยียดหยาม พลางยกฝ่ามือและแขนแล้วออกท่าทางอย่างฉับไว เสมือนใช้แขนต่างดาบตั้งรับง้าวของหานเซิน
ในเสี้ยววินาทีนั้น มือและแขนที่เห็นก็เปลี่ยนเป็สีหยกขาวพร้อมเรืองแสงสีเขียววาบ ดูอย่างไรก็เหมือนไม่ใช่มืุ์แต่เหมือนดาบเลเซอร์รูปแขนคนที่ตั้งใจสกัดอย่างประณีตจากหยกเรืองแสงอย่างดี
*เช้ง!*
ง้าวเขี้ยวทองแดง–ิญญาอสูรระดับโบราณถูกฝ่ามือข้างนั้นฟันหักสะบั้น มันง่ายดายราวกับใช้มีดฟันท่อนไม้!
“ศิลปะการต่อสู้โคเจเนติก?” หานเซินตกตะลึง มองด้ามง้าวหักครึ่งในมือแววตาตื่นตระหนก
อย่างที่รู้กันว่าเทคโนโลยีไม่อาจใช้การได้ในก็อดแซงก์ทัวรี ในขณะที่ศาสตร์และศิลป์แห่งการต่อสู้ในแบบโบราณกลับมีประสิทธิภาพมหาศาล
หลังจากมนุษย์ได้รับพลังเหนือธรรมชาติจากจีโนพอยต์ วิชาการต่อสู้โบราณที่เคยเป็ตำนานกลับกลายเป็สิ่งที่ใช้งานได้จริงในร่างกายมนุษย์ที่ถูกพัฒนา
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ขับเคลื่อนวิทยายุทธ์ไม่ใช่พลัง ‘ปราณ’ อย่างที่ตำนานว่าไว้ แต่เป็พลังแห่งพันธุกรรมของจีโนพอยต์ ยิ่งมีจีโนพอยต์มากเท่าไหร่ การใช้ ‘วิชาการต่อสู้’ หรือ ‘วิทยายุทธ์’ ก็ยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น
ด้วยการวิจัยและเทคโนโลยีของมนุษย์ยุคปัจจุบันทำให้วิชาการต่อสู้แบบโบราณสามารถดึงพลังงานแฝงจากจีโนพอยต์ออกมาใช้ได้เหมือนการฟิวชัน ซึ่งจะทำให้เกิดพลังมหาศาลในร่างกายมนุษย์ โดยศาสตร์ในรูปแบบนี้ถูกเรียกว่า ‘โคเจเนติก’
การฝึก ‘ศิลปะการต่อสู้โคเจเนติก’ หรือ ‘วิชาโคเจเนติก’ นั้น แม้ส่วนหนึ่งจะถูกพัฒนาผ่านวิทยาการสมัยใหม่ แต่วิชานี้กลับเชื่อมโยงกับวิทยายุทธ์สมัยโบราณอย่างซับซ้อน ความเกี่ยวพันของทั้งสองสิ่งเต็มไปด้วยความลึกลับในระดับที่วิทยาศาสตร์ยุคปัจจุบันก็ยังไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจน
นอกจากนี้วิชาโคเจเนติกขั้นสูงยังถูกผูกขาดโดยกลุ่มชนชั้นสูงในสังคม องค์ความรู้หลากหลายส่วนถูกเก็บซ่อนไว้ไม่เผยแพร่ เหมือนกับจิกซอว์ที่ขาดหาย ในที่สุดก็มีเพียงคนเฉพาะกลุ่มที่สามารถใช้งานศิลปะการต่อสู้แบบโคเจเนติกได้ และทำให้คนทั่วไปแทบไม่สามารถเข้าถึงศาสตร์ใหม่นี้ได้เลย
แน่นอนว่าเด็กจากครอบครัวขัดสนอย่างหานเซินที่เรียนจบแค่การศึกษาภาคบังคับจากโรงเรียนรัฐบาลใกล้บ้านย่อมไม่มีโอกาสได้เรียนรู้วิชาโคเจเนติก
ต้องเป็โรงเรียนเอกชนระดับสูงขึ้นไปและต้องมีชื่อเสียงเป็ที่รู้จักเท่านั้นถึงจะมีวิชาโคเจเนติกบรรจุในหลักสูตรให้ศึกษา ทว่าถึงจะเป็อย่างนั้น สิ่งที่ได้เรียนก็ยังเป็แค่ความรู้ขั้นพื้นฐานของพื้นฐานกับทักษะเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่แม้จะช่วยให้คนเรียนได้เปรียบคนอื่น ๆ อยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่ถือว่ามากมายจนมีนัย
ถ้าเปรียบการล่าเพื่อเก็บจีโนพอยต์เป็ขั้นตอนการขุดแร่เหล็กจากเหมืองหิน วิชาโคเจเนติกก็เปรียบเสมือนการสกัดและหลอมแร่เหล็กให้กลายเป็ดาบหรือปืน
หากการได้รับจีโนพอยต์ทำให้ร่างกายวิวัฒนาการจนแข็งแกร่งขึ้น วิชาโคเจเนติกก็คือการดึงเอาศักยภาพจากความแข็งแกร่งและพลังเหนืุ์ที่เพิ่มพูนในร่างกายที่วิวัฒนาการแล้วมาใช้ให้เต็มประสิทธิภาพ
สำหรับหานเซิน ถึงในคาบเรียนจะไม่มีการพูดถึงวิชาโคเจเนติกเลย แต่เพราะนิสัยขวนขวาย ชอบหาความรู้เกี่ยวกับศาสตร์การต่อสู้ เด็กชายหานเซินจึงรู้จักสิ่งที่เรียกว่า ‘โคเจเนติก’ เป็อย่างดี
“ไม่น่าเชื่อ ขยะอย่างแกรู้จักวิชาโคเจเนติกกับเขาด้วย!?” ชายหนุ่มผู้ใช้วิชาโคเจเนติกมองหานเซินอย่างเหยียดหยาม “ฉันจะให้โอกาสแกเป็ครั้งสุดท้าย จะตายอยู่ที่นี่หรือพาฉันไปที่ฐานพักพิง”
เขาพูดพร้อมจ่อปลายมือและแขนที่เหมือนดาบหยกไว้ที่คอเด็กหนุ่ม เตรียมพร้อมจะเชือดทิ้งทันทีหากอีกฝ่ายปฏิเสธ
“ให้แม่เอ็งพาไปสิวะ!”
หานเซินโกรธจัด รีบเรียกิญญาอสูรด้วงทมิฬเืศักดิ์สิทธิ์ออกมาใช้ เกราะทองห่อหุ้มทั้งร่างกาย ขณะเดียวกันเขาก็ตวัดเท้าอย่างแรงหวังเตะตัดขาฝ่ายตรงข้ามให้ล้มคว่ำ
เ้าของแขนหยกไม่คิดหลบ แต่ใช้แขนข้างเดิมฟาดขาข้างที่กำลังตวัดเข้ามาของหานเซิน
*เคร้ง!*
เสียงเหมือนโลหะกระทบกันดังสนั่น ขาข้างนั้นของหานเซินสะบัดออกไปด้านข้าง หากไม่มีเกราะสีทองหุ้มไว้ขาของเขาคงขาดกระเด็นไปไกล แต่ถึงอย่างนั้นพลังของมือหยกก็รุนแรงจนทำให้เกราะเืศักดิ์สิทธิ์เกิดรอยบิ่น
ทว่าชายหนุ่มเองก็ถอยหลังไปสองสามก้าวด้วยแรงปะทะจากลูกเตะของหานเซิน บนใบหน้ามีแววประหลาดใจ เขาขมวดคิ้วมองเกราะของหานเซิน ไม่นานนักดวงตาก็เต็มไปด้วยความโลภ
“ไม่ธรรมดานี่… เกราะนั่นคงจะเป็ิญญาอสูรระดับเืศักดิ์สิทธิ์สินะถึงต้านทานวิชา ‘กระดูกหยกผิวหิมะ’ ของข้า ‘เสวี่ยหลงเหยียน’ คนนี้ได้… น่าเสียดาย! ของดี ๆ แบบนี้ไม่เหมาะกับขยะเปียกอย่างแกเลยสักนิด!”
หานเซินโมโหสุดขีด เขาหมุนตัวเตะอีกครั้ง ทว่ากลับถูกชายหนุ่มที่บอกว่าตัวเองชื่อเสวี่ยหลงเหยียนคว้าขาไว้แล้วบิดจนเด็กหนุ่มล้มคว่ำหน้าลงพื้น จากนั้นก็ใช้เข่ากระแทกเข้ากลางหลังคนเสียเปรียบอย่างแรง
“อ๊าก!" หานเซินร้องลั่นด้วยความเ็ป ความรู้สึกเหมือนกระดูกสันหลังแตกละเอียดไปแล้ว
“เจียมตัวซะบ้าง! ขยะก็เป็ขยะอยู่วันยังค่ำ ถึงจะมีิญญาอสูรเืศักดิ์สิทธิ์ แต่แกก็ยังเป็แค่ขยะ จำเอาไว้!”
เสวี่ยหลงเหยียนพูดด้วยน้ำเสียงเ็าขณะใช้หมัดแข็งเหมือนหินต่อยไปที่ท้ายทอยของหานเซิน หินหนัก ๆ ต่อยซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนศีรษะของหานเซินจมลงไปในพื้นหิน เสวี่ยหลงเหยียนะโออกมาด้วยความโกรธ
“เอาิญญาอสูรเืศักดิ์สิทธิ์มาให้ฉัน แกไม่คู่ควรกับมันหรอกไอ้ขยะ! …ถ้ายังไม่ยอมให้ดี ๆ ฉันจะทำให้แกได้ตายแบบทรมาน”
ยิ่งพูดก็ยิ่งทุบ ยิ่งทุบก็ยิ่งมันและยิ่งหนักมือขึ้นเรื่อย ๆ ชายหนุ่มผู้ใช้วิชากระดูกหยกผิวหิมะต่อยขยะเกราะทองเพื่อสนองความสะใจของตัวเอง
“แม่งเอ๊ย!”
หานเซินโกรธจนเืขึ้นหน้า เขาดีดตัวขึ้นพรวดแรง ๆ พลางผงกหัวไปด้านหลัง เสวี่ยหลงเหยียนที่ไม่ทันระวังถูกหมวกเกราะแข็ง ๆ กระแทกใส่ใบหน้าอย่างจังจนเืพุ่งออกจากจมูก ก่อนเซถลาไปข้างหลัง
ทันทีที่เป็อิสระ เด็กหนุ่มก็ไม่รอช้า รีบเรียกใช้ิญญาอสูร ‘นักฆ่ากระหายเื’ ในชั่วพริบตา ร่างเกราะทองก็กลายเป็อสูรหน้าวัวขนาดมหึมาห้อตะบึงเข้าหาชายน่าโมโห
เสวี่ยหลงเหยียนยกฝ่ามือดาบหยกขึ้นฟันใส่อีกฝ่าย แต่อสูรหานเซินไม่สนใจ ถึงดาบหยกจะปะทะร่างกาย เขาก็ยังคงพุ่งไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่น ก่อนใช้สองแขนกำยำกอดรัดอีกฝ่ายไว้ แล้วเอาหัวหุ้มเกราะแข็ง ๆ กระแทกใส่หัวที่ไม่มีอะไรหุ้มอย่างบ้าคลั่ง
“ใครคือขยะ...ใครคือขยะ...สภาพแม่งจะตายอยู่แล้วยังทำซ่า ใครไม่เจียมตัวกันแน่วะ?!” เซนทอร์วัวหานเซินเอาหัวโหม่งคนปากมอมซ้ำแล้วซ้ำเล่าระบายความแค้น
.
.
.