ตอนที่ 13 โรคระบาด (1)
คืนนั้น อวี๋เจียวก้มหน้าก้มตาตั้งใจทำการบ้านที่อวี๋จือรุ่นสั่งเอาไว้อยู่บนโต๊ะไม้ รอเหล่าสาวใช้ดับตะเกียงและถอยออกไป นางที่ปวดข้อมือกอดโต๊ะเล็กๆ ของตนเองเข้าไปในมิติเวลาอีกครั้ง
สองภพชาติรวมกัน วันนี้เป็วันที่นางขายหน้ามากที่สุด แม้จะเตรียมใจกับการถ่อมเนื้อถ่อมตัวเอาไว้แล้ว นางก็ไม่คิดจะทำให้ตนเองกลายเป็หนอนจริงๆ ชาติที่แล้วละเลยเป็เพราะร่างกายของนางมีขีดจำกัด แต่ถึงอย่างนั้นสถานการณ์เช่นนั้นนางเองก็รู้อยู่แก่ใจ สิ่งที่คนอื่นทำได้นางเองก็ทำได้ เพียงแต่ไม่คิดต่อสู้แย่งชิงมุ่งตรงไปข้างหน้าก็เท่านั้น วันนี้หรือ ถูกอาจารย์ดูถูกว่าเป็ไม้ผุพัง แม้แต่เด็กไม่กี่ขวบยังสู้ไม่ได้ แบบนี้หากยังทนต่อไปได้ ไม่สู้นางหาเชือกสักเส้นมาแขวนคอให้รู้แล้วรู้รอด มิเช่นนั้นอยู่ไปก็เป็เพียงมอดตัวหนึ่ง
อวี๋เจียวฉลาดมาก ความฉลาดของนางไม่เพียงการทำความเข้าใจยังพลิกแพลงเก่งด้วย ที่สำคัญนางยังจดจำได้เร็วเพียงกวาดสายตามอง แต่การเขียนตัวอักษรเช่นนี้ใช่สิ่งที่สมองดีแล้วจะทำได้ ข้อมือไม่นิ่งนิ้วมือไม่มีแรง หากคลาดเคลื่อนเล็กน้อยตัวอักษรตัวนั้นก็เปลี่ยนรูปร่าง ดีที่นางมีใจตั้งมั่น เวลาในมิติเวลาเองก็ผ่านไปอย่างเชื่องช้า มีเวลาให้นางได้ค่อยๆ อ้อยอิ่ง
ใช้พู่กันจุ่มน้ำสะอาดฝึกเขียนบนกระดาษ กระดาษหนึ่งแผ่นถูกเขียนเต็มแล้ววางไว้ด้านข้าง รอกระดาษแห้งสนิทนางจึงหยิบกลับมาฝึกอีกครั้ง ทำอะไรไม่ได้ ใครใช้ให้กระดาษมีจำนวนจำกัด ใช้เปลืองไปสิบแผ่นแปดแผ่นไม่มีใครตรวจสอบ หากสิ้นเปลืองมากนั่นก็ไม่แน่แล้ว
ในมิติเวลากว้าง สาวน้อยนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น เดี๋ยวขมวดคิ้วเดี๋ยวหงุดหงิดพร้อมด้วยกระดาษขาวที่กระจัดกระจายอยู่รอบข้าง ภาพนั้นดูน่าเวทนาเกินกว่าจะทนดูได้
เมื่อเทียบกับสิ่งนี้ มิติเวลาข้างๆ นั้นดูจะดีกว่ามาก
โต๊ะไม้จันทน์แดงตัวใหญ่ที่เงียบสงบ ส่งกลิ่นหอมอบอวลออกมา ด้านหลังโต๊ะมีชายหนุ่มหนึ่งคนนั่งอยู่ คิ้วคมเข้มดวงตาแคบยาว ริมฝีปากบางเม้มแน่นภายใต้จมูกโด่งสูง
ชายผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น คือโซ่วอ๋องฉู่อวี้
หากบอกว่า่นี้อวี๋เจียวน่าสงสาร เช่นนั้นแล้ว่นี้ฉู่อวี้ก็ไม่สบายใจนัก อวี๋เจียวน่าสงสารเพราะไม่มีใครถามไถ่ ฉู่อวี้ไม่สบายใจกลับเป็เพราะคนที่เข้ามาเป็ห่วงเขาโดยมีเป้าหมายซ่อนเร้นนั้นมีมากเกินไป และคนแรกแน่นอนว่าเป็เสด็จพ่อที่รักของเขา
การกระทำของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันนั้นแสดงออกอย่างเห็นได้ชัด นับั้แ่ฉู่อวี้ฟื้นขึ้นมา คนผู้นี้ก็ส่งคนมาถามวันละสามครั้งเช้ากลางวันเย็นตามมื้ออาหาร เ้าว่าเมื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้ องค์ชายเชื้อพระวงศ์อื่นๆ จะคิดเช่นไรกันเล่า
ชาติที่แล้วฉู่อวี้ผู้โง่เขลานั้นนึกว่าเสด็จพ่อรักและเป็ห่วงตน ตายอย่างโง่เง่าไปแล้วหนึ่งครั้งถึงได้เข้าใจ ที่แท้มองตนเป็เป้าเท่านั้นเอง แม้จะโกรธแค้นอยู่ในใจ ภายนอกเขายังต้องแสดงออกถึงความซาบซึ้งในบุญคุณ นี่ทำให้โซ่วอ๋องที่เคยมีกำลังทหารอยู่ในมือไม่สบายใจยิ่งนัก
คิดถึงอายุในตอนนี้แล้วเขาจึงถอนหายใจออกมาเบาๆ อำนาจทางทหาร เมื่อไหร่เขาจะได้อำนาจควบคุมทหารกลับคืนมากันนะ
“ท่านอ๋อง สวีิขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” ได้ยินเสียงด้านนอก ฉู่อวี้ขยับเล็กน้อย เขานั่งอยู่บนเก้าอี้ไท่ซือ[1]ในห้องหนังสือแล้ว ในมือถือหนังสือที่ยังไม่เคยแตะต้อง เขาไม่แม้แต่เงยหน้าขึ้นมา เอ่ยเสียงเข้ม “เข้ามา!”
สวีิผลักประตูเข้ามาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าโซ่วอ๋อง คุกเข่าลง เอ่ยเสียงเบา “ทูลท่านอ๋อง กระหม่อมเฝ้าอยู่บริเวณใกล้ๆ สำนักฎีกาอยู่ตลอด เมื่อสักครู่มองเห็นใต้เท้าเหยียนผู้อ่านฎีกานั่งรถม้าเข้าวังไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เชิงอรรถ
^ เก้าอี้ไท่ซือ เป็นเก้าอี้ไม้โบราณ ด้านหลังมีพนักพิง ด้านข้างมีเท้าแขน