แสงแดดจัดยามสายของกรุงเทพมหานครสาดส่องลงบนลานจอดรถผู้โดยสารขาเข้าของสนามบินสุวรรณภูมิ 'มารุต' ยืนกระวนกระวายใจอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนที่มารอรับผู้โดยสาร สายตาของเขาสอดส่องไปที่ประตูทางออกสลับกับก้มมองนาฬิกาข้อมือเป็ระยะ หัวใจของเขาเต้นรัวเร็วไม่ใช่ด้วยความตื่นเต้นที่จะได้พบภรรยาหลังจากห่างกันไปสองสัปดาห์ ทว่าเต้นด้วยความหวาดกลัวและระแวงว่าความลับดำมืดที่เขาซ่อนไว้จะหลุดลอยออกมา
ในที่สุด ร่างบอบบางแสนคุ้นตาของ 'พราว' ก็ก้าวเดินผ่านประตูทางออกมาพร้อมกับกระเป๋าเดินทางลากและรอยยิ้มหวานสดใสที่เขาเคยคุ้นเคย พราวหันมาเห็นมารุตเธอก็รีบก้าวเดินกึ่งวิ่งเข้ามาสวมกอดสามีในทันทีด้วยความออดอ้อน
"มารุตคะ! พราวคิดถึงคุณที่สุดเลยค่ะ" พราวเอ่ยพูดพลางซบหน้าลงกับไหล่กว้างของสามี
"ครับพราว... ผมก็คิดถึงพราวครับ เดินทางเหนื่อยไหม" มารุตเอ่ยตอบรับพลางยกแขนขึ้นโอบกอดตอบเบา ๆ พลางจูบขมับของเธออย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้ดูมีพิรุธ ทว่าพราวกลับรู้สึกได้ถึงกระแสความเกร็งสั่นในท่อนแขนของสามี
ระหว่างทางขับรถกลับคฤหาสน์หรู บรรยากาศภายในรถกลับเงียบงันจนน่าแปลกใจ แม้พราวจะชวนคุยเื่รีสอร์ทที่ภาคเหนือและของฝากที่เตรียมมาให้พี่สะใภ้ แต่มารุตก็ตอบรับเพียงคำสั้น ๆ คล้ายคนใจลอยและพยายามโฟกัสกับถนนมากเกินไป พราวเล่าถึงตอนที่ดารินโทรมาหาเธอและช่วยเหลือเื่แบบรีสอร์ทด้วยน้ำเสียงสดใส "พี่ดารินน่ารักและใส่ใจพราวมากเลยค่ะมารุต เธอพาพราวไปดูผ้าทอเมืองเหนือและคอยดูแลพราวตลอดเลยค่ะ พราวรู้สึกโชคดีจังที่มีเพื่อนร่วมงานแสนดีแบบเธอ" มารุตได้ยินชื่อคู่หมั้นของอนลก็ยิ่งรู้สึกจุกแน่นในใจ แต่ก็จำต้องแสร้งพยักหน้ารับคำ
ระหว่างที่จราจรติดขัด พราวหันไปสบตากับสามีพลางถามขึ้นเบา ๆ "มารุตคะ... ่ที่พราวไม่อยู่ คุณมีเื่เครียดอะไรในใจหรือเปล่าคะ? พราวรู้สึกว่าคุณดูห่างเหินไปจังเลยค่ะ คืนก่อนเดินทางเราก็... ไม่ได้เหมือนเดิมเลย"
มารุตมือเกร็งจับพวงมาลัยรถแน่นขึ้น แกล้งยิ้มละมุนกลบเกลื่อน "ไม่มีอะไรหรอกครับพราว ผมแค่เครียดเื่งานประมูลที่ดินริมแม่น้ำนิดหน่อยครับ บรรยากาศ่นี้คู่แข่งดูรุกหนักมากครับ พราวคิดมากไปเองนะจ๊ะ ผมรักพราวเหมือนเดิมเสมอนะ" น้ำเสียงของมารุตช่างดูนิ่งสงบ ทว่าสำหรับพราวที่ใช้ชีวิตร่วมกันมาห้าปี เธอกลับรู้สึกว่ามันมีกำแพงบางอย่างกั้นกลางจนไร้ความจริงใจ
---
เมื่อรถยนต์แล่นเข้ามาจอดในคฤหาสน์หลังใหญ่ พราวลงจากรถและก้าวเดินเข้าสู่ตัวบ้านทันที ระหว่างทางเดินผ่านสระว่ายน้ำหลังบ้าน พราวสังเกตเห็นชุดบิกินีสีขาวตัวจิ๋วของแพรวแขวนตากไว้ริมระเบียงขอบสระน้ำใส เธอสังเกตเห็นคราบน้ำมันนวดตัวอโรมาขวดโปรดของเธอที่มักจะเก็บไว้ในตู้กระจกในห้องน้ำถูกนำมาวางทิ้งไว้บนเก้าอี้ริมสระน้ำ พราวเลิกคิ้วถามมารุต "พี่แพรวลงเล่นน้ำบ่อยไหมคะมารุต มารุตได้ลงไปเล่นน้ำเป็เพื่อนพี่สะใภ้บ้างหรือเปล่าคะ? แล้วน้ำมันอโรมาของพราว... ใครเอาออกวางไว้ข้างนอกเหรอคะ?"
มารุตสะดุ้งตัวโยนในทันที ใบหน้าซีดลงเล็กน้อยก่อนรีบปฏิเสธพัลวัน "เปล่าครับ... ผมยุ่งแต่งานประมูลที่ดิน พี่แพรวคงลงเล่นน้ำคนเดียวตอนกลางวันและหยิบน้ำมันนวดออกไปใช้เองน่ะครับ ผมไม่ได้ลงไปยุ่งด้วยเลยครับ ทำงานแต่ในห้องทำงานทั้งวัน"
เมื่อก้าวเข้าสู่ตัวบ้าน สิ่งแรกที่ปะทะประสาทััของพราวคือกลิ่นหอมฟุ้งของสเปรย์ปรับอากาศกลิ่นลาเวนเดอร์ที่อบอวลไปทั่วห้องโถง พราวกะพริบตาปริบ ๆ ด้วยความแปลกใจ "เอ๊ะ... ทำไมในบ้านกลิ่นลาเวนเดอร์ฉุนขนาดนี้ล่ะคะมารุต? ปกติคุณเกลียดกลิ่นนี้และแพ้จนจามทุกครั้งเลยไม่ใช่เหรอคะ" พราวหันถามสามีด้วยความสงสัย เพราะปกติมารุตมักจะบ่นทุกครั้งที่เธอใช้น้ำยาถูพื้นกลิ่นลาเวนเดอร์
มารุตตัวแข็งทื่อไปชั่ววินาที ก่อนจะรีบปั้นยิ้มตอบ "อ๋อ... พอดี่สองสามวันก่อนในบ้านมีกลิ่นอับน่ะครับพี่แพรวเลยแนะให้ฉีดปรับอากาศกลิ่นนี้ ผมเห็นว่าหอมดีและอยากลองเปลี่ยนบรรยากาศตอนรับพราวกลับมา เลยทดลองฉีดดูครับ พราวชอบไหมครับ"
ขณะนั้นเอง เสียงส้นรองเท้าแตะหนังดังขึ้นเบา ๆ จากบันได 'แพรว' เดินก้าวลงมาในชุดเดรสลำลองสายเดี่ยวเข้ารูปสีครีมที่เผยสัดส่วนเว้าโค้งสวยงาม ใบหน้าแต่งแต้มลิปสติกสีส้มระเรื่อบาง ๆ ดูสดใสและเปี่ยมไปด้วยจริตจะก้านส่วนตัว
"อ้าว พราวกลับมาแล้วเหรอคะพี่คิดถึงจังเลย" แพรวเอ่ยถามเสียงหวานและเดินเข้ามาสวมกอดน้องสาว
พราวโอบกอดพี่สาวแท้ ๆ ด้วยความอบอุ่น ทว่าสายตากลมอ่อนโยนของเธอกลับเหลือบไปเห็นรอยสีแดงช้ำจุดเล็ก ๆ สองสามรอยที่ซอกคอระหงของแพรวที่โผล่พ้นสายเดี่ยวขึ้นมา พราวเลิกคิ้วถามด้วยความห่วงใย "พี่แพรวคะ ที่คอไปโดนอะไรมาเหรอคะ แดง ๆ เหมือนรอยช้ำเลยค่ะ"
แพรวชะงักไปเล็กน้อย แต่เธอก็ใช้ฝ่ามือเรียวขึ้นมาลูบปิดรอยช้ำนั้นอย่างว่องไวพลางหัวเราะแก้เก้อ "อ๋อ... ยุงและแมลงตัวใหญ่ในสวนหลังบ้านน่ะค่ะพี่เผลอตัวเกาแรงไปหน่อยผิวเลยช้ำง่าย ยิ่ง่นี้พี่นอนห้องนอนแขกเปิดรับลมธรรมชาติด้วยค่ะ" แพรวเอ่ยตอบพลางปรายสายตาไปสบตามารุตชั่วครู่หนึ่ง แววตาสบตานั้นเต็มไปด้วยความลับซ่อนเร้นที่มารุตรีบเบือนหน้าหนีทันที
พราวไม่ได้เอ่ยปากซักไซร้ต่อ เธอเพียงแค่รู้สึกแปลก ๆ กับท่าทางลนลานของสามีและกลิ่นน้ำหอมรสเข้มแบล็คออร์คิดของพี่สาวที่มันฟุ้งโชยออกมาปะปนในอากาศในห้องรับแขก
---
พราวลากกระเป๋าเดินทางขึ้นมาบนชั้นสองตรงเข้าสู่ห้องนอนใหญ่ส่วนตัวของเธอกับมารุต ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ห้องนอน พราวสะดุดใจเมื่อพบว่าเตียงนอนใหญ่ปูผ้าปูเตียงตึงเปรี๊ยะและกลิ่นผงซักฟอกฟุ้งกระจายเหมือนเพิ่งผ่านการซักใหม่เอี่ยม มารุตไม่เคยจัดที่นอนเองมาก่อนตลอดห้าปีที่แต่งงานกันมา พราวเดินก้าวต่อเข้าห้องน้ำของห้องนอนใหญ่ พบว่าพื้นห้องอาบน้ำด้านในเปียกชื้นเหมือนเพิ่งมีคนใช้อาบน้ำไม่นาน เธอจึงเอ่ยถามมารุตที่เดินตามขึ้นมา "มารุตคะ... วันนี้คุณใช้ห้องน้ำในห้องนอนใหญ่เหรอคะ? พราวนึกว่าคุณชอบใช้ห้องน้ำส่วนตัวของคุณข้างล่างเสียอีก"
มารุตสะดุ้งตัวลนลานอีกครั้ง เหงื่อผุดซึมตามบ่า "เอ่อ... ใช่ครับ พอดีเมื่อเช้าก๊อกน้ำฝักบัวมันซึม ผมเลยลองเดินขึ้นมาเปิดระบบเทสดูน่ะครับ พราวอาบน้ำตามสบายเลยนะ เดี๋ยวผมลงไปคุยเื่งานด้านล่างก่อน" มารุตรีบเดินก้าวเลี่ยงออกไปทันที
พราวเดินก้าวต่อเข้าห้องแต่งตัวส่วนตัวเพื่อจัดเก็บเสื้อผ้า พราวเดินไปเปิดตู้กระจกบานใหญ่เพื่อจัดเก็บชุดราตรี ทว่าสายตากลับเหลือบไปเห็นแจกันดอกไม้ประดับและต้นไม้ขนาดเล็กถูกจัดวางขยับตำแหน่งเลื่อนมาบังขอบตู้กระจกด้านข้างอย่างผิดสังเกต พราวขมวดคิ้วเดินเข้าไปขยับแจกันออกช้า ๆ เผยให้เห็นรอยขูดขีดบนเนื้อกระจกเป็แนวลึกคล้ายโดนเครื่องประดับหรือหัวเข็มขัดโลหะขูดอย่างแรง
'มารุตไม่เคยจัดวางของปะปนตำแหน่งเดิมแบบนี้...' พราวคิดในใจด้วยความฉงน
นอกจากนี้ เมื่อเธอก้มลงเก็บหนังสือที่ตกอยู่ใต้โต๊ะเครื่องแป้ง สายตาของเธอก็ตวัดไปเห็นวัตถุชิ้นเล็ก ๆ สะท้อนแสงเงาวาววับอยู่ใต้ขอบตู้ไม้ พราวเอื้อมมือไปหยิบขึ้นมาดู พบว่ามันคือตุ้มหูลูกปัดเงินแท้หนึ่งข้าง พราวจำมันได้ทันทีเป็อย่างดีเพราะเธอเป็คนซื้อตุ้มหูคู่นี้ให้แพรวเป็ของขวัญวันเกิดเมื่อสองปีก่อนตอนที่แพรวยังอยู่อเมริกา
พราวทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งบุกำมะหยี่ในห้องแต่งตัว มือบางสั่นระริกขณะวางตุ้มหูข้างนั้นไว้บนฝ่ามือ เธอจำคำพูดของดารินที่เอ่ยขึ้นระหว่างมื้อกลางวันวันก่อนได้ดี 'พราวคะ... บางครั้งหน้ากากที่สมบูรณ์แบบที่สุดก็มักจะเป็หน้ากากของคนใกล้ตัวเราที่สุดนี่แหละค่ะ ลองสังเกตสิ่งรอบตัวดี ๆ นะคะ' ดารินเหมือนจะพยายามเตือนสติเธอ พราวพยายามคิดในแง่บวกว่าพี่แพรวอาจจะเดินเข้ามาหยิบยืมของใช้ในห้องนี้ แต่รอยขูดขีดบนตู้กระจกที่อยู่สูงระดับเอว และคราบน้ำยาปรับอากาศกลิ่นลาเวนเดอร์ที่สามีจงใจฉีดกลบเกลื่อนรอยบาป มันทำให้พราวยิ่งสะท้านหัวใจดั่งโดนแช่แข็ง
พราวเดินลงบันไดมาที่ห้องครัวเพื่อหาดื่มน้ำเย็นเพื่อบรรเทาอาการเครียดในอก เธอพบแพรวกำลังเตรียมสลัดผักอยู่ แพรวรีบหยิบจานสลัดมาวางทับขอบเคาน์เตอร์หินอ่อนทันทีที่เห็นพราวก้าวเข้ามา ทว่าพราวกลับทันเห็นรอยเปื้อนน้ำยาเช็ดทำความสะอาดเข้มข้นที่ขอบเคาน์เตอร์ครัว พราวเดินเข้าไปยืนชิดเคาน์เตอร์ มือบางไล้ไปตามเนื้อหินอ่อนที่เรียบลื่น ทว่ามีััหยาบของรอยขูดขีดเล็ก ๆ คล้ายแหวนหรือเครื่องประดับโลหะเสียดสีรุนแรง แพรวที่ยืนข้าง ๆ ถึงกับหน้าถอดสีบาง ๆ แต่ก็พยายามยิ้มสู้
'พี่แพรว ตุ้มหูของพี่พราวเจอตกอยู่ในห้องนอนใหญ่ใต้โต๊ะเครื่องแป้งน่ะค่ะ' พราวเกือบจะหลุดคำพูดนี้ออกมา ทว่าเธอกลับยั้งปากไว้ ท่องบอกตัวเองว่านี่คือพายุร้ายที่เธอต้องตั้งสติเผชิญหน้า
พราวพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ที่สับสนร้าวรานใจไว้ในส่วนลึก เธอเก็บตุ้มหูเงินข้างนั้นซ่อนลงในกระเป๋าเสื้อคลุมของตัวเองอย่างระมัดระวังที่สุดไม่ให้อีกฝ่ายเห็น เธอขยับเดินก้าวออกจากห้องครัวและเดินเลี่ยงขึ้นไปยังห้องนอนใหญ่ชั้นบน ใบหน้าหวานซีดเผือดจนไร้สีเื เธอยกมือขวาขึ้นเช็ดคราบเหงื่อชื้นระคนน้ำตาที่มุมตาแ่เบาแล้วทอดถอนหายใจยาวสะท้านทรวงอก เธอเฝ้าจดจ้องมองดูสามีสุดที่รักที่กำลังพยายามกุลีกุจอจัดแจงหยิบยกเสื้อผ้าสิ่งของต่าง ๆ ของเธอไปจัดหมวดหมู่แขวนไว้ในตู้เสื้อผ้าไม้โอ๊คสีเข้มอย่างประดิดประดอยด้วยท่าทางที่พยายามเสแสร้งปั้นแต่งแสดงออกว่าเป็สามีที่ใส่ใจและแสนดีเหมือนวันวาน ทว่าดวงตาของเขากลับหลบเลี่ยงการสบประสาทสายตากับเธออย่างลนลานและแฝงไปด้วยพิรุธความหวาดหวั่นอย่างปิดไม่มิดเหมือนเดิมทุกประการ
สายตาประสานสบตาระหว่างมารุตกับพราวในตอนนี้เต็มไปด้วยความเ็าปนความระแวงรุกรานและอึดอัด พราวััได้ถึงกำแพงหนาและรอยร้าวที่ยากจะประสานกั้นกลางระหว่างพวกเขาทั้งสองคนอย่างเด็ดขาด พายุร้ายระลอกใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงันในเงามืดสลัวของคฤหาสน์หรูหลังนี้ รอคอยเวลาที่จะพัดกระหน่ำทำลายล้างเพื่อลอกคราบหน้ากากความรักจอมปลอมและศีลธรรมจอมปลอมของทุกคนให้สูญสิ้นสลายกลายเป็ธุลีดินในอีกไม่ช้าชั่วข้ามคืน