บทที่ 9
เปียนเสียคนว่าง
แต่ถึงแม้จะกินยานอนหลับไปแล้วคืนนั้นเฉิงไป๋ก็ยังคงหลับไม่สนิท ทั้งยังนอนฝันตลอดทั้งคืน
ในเศษเสี้ยวชิ้นส่วนแห่งความฝันนั่นคือภาพของตรอกห้องแถวที่เธออาศัยสมัยเด็ก
วันนั้นฝนตกที่หน้าต่างมีน้ำหยดติ๋ง ๆ
ปกติเวลาแบบนี้พ่อจะกลับมาจากที่ร้านตรงเข้ามายังห้องรับแขกเล็ก ๆ ในบ้านแล้วกดเปิดเครื่องเสียงวินเทจสุดโปรดที่ใส่แผ่นเพลง‘O Sole Mio’ ของPavarotti เอาไว้ จากนั้นก็จะนั่งลงตรงโซฟากับแม่ พูดคุยหัวเราะกัน
ส่วนตัวเธอชอบสายฝนจึงมักกางร่มคันใหม่วิ่งออกไปเล่นอย่างเริงร่า
แต่ชั่วพริบตาต่อมาภาพสายฝนพลันแตกสลาย
ร่มแสนสวยคันเล็กกลับกลายเป็ร่มเก่าๆ
ภาพตรอกห้องแถวถูกปกคลุมด้วยความมืดมิด
จากนั้นฉากก็เปลี่ยนเป็ตัวเธอที่ย้ายจากศูนย์ช่วยเหลือด้านกฎหมายไปอยู่บริษัทกฎหมายเธอเพิ่งกลับมาจากการทำโอทีอย่างเหนื่อยอ่อน ย่ำฝีเท้าเบา ๆ เดินขึ้นไปชั้นสองตอนกลางดึกยังไม่ทันหยิบกุญแจในกระเป๋ามาไขประตูเปิดก็ได้ยินเสียงไอหนักหน่วงดังมาจากข้างใน...
พอลืมตาขึ้นเฉิงไป๋ก็รู้สึกเหนื่อยล้ายิ่งกว่าการไม่ได้นอนทั้งคืนเสียอีก
หญิงสาวลุกจากเตียงแล้วทิ้งข้อความไว้ให้แม่บ้านที่อีกเดี๋ยวจะเข้ามาทำความสะอาดเธอไม่สนใจขวดไวน์ที่ทำแตกทิ้งไว้เมื่อคืน พออาบน้ำเสร็จก็แต่งหน้าแต่งตาปิดซ่อนสีหน้าอิดโรยของตนเองจากนั้นก็ให้อาหารเ้าเต่าน้อยในตู้ แล้วจึงขับรถไปยังบริษัท
การจราจรติดขัดเป็กิจวัตร
ระยะทางสี่กิโลเมตรแต่กลับใช้เวลาขับเกือบชั่วโมง กว่าจะถึงบริษัทก็ปาเข้าไปสิบโมงแล้ว
เซียวเยว่ทนายผู้ช่วยซื้ออาหารเช้ามาให้เธอเรียบร้อยดังเคย
พอเข้าออฟฟิศไปได้สิบนาทีก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
เฉิงไป๋อนุญาตให้อีกฝ่ายเข้ามาได้
เซียวเยว่เป็เด็กสาวอายุประมาณยี่สิบสามยี่สิบสี่เพิ่งเรียนจบได้ไม่ถึงสองปี เธอมีเรือนผมสั้น ดวงหน้ากลมขนาดเท่าฝ่ามือ ดวงตาดั่งเมล็ดอัลมอนด์ที่ดูดีเป็พิเศษเมื่อแย้มยิ้มเซียวเยว่ยกอาหารเช้าเข้ามาวางไว้บนโต๊ะของเฉิงไป๋ “ทนายเฉิงคะ เช้านี้มีแซนด์วิชแฮมกับนมสดค่ะพอเห็นคุณมาก็เลยเอาไปอุ่นไมโครเวฟรอบหนึ่ง กำลังร้อนเลยค่ะ”
“ขอบใจนะ”
เฉิงไป๋ยิ้มแล้วตอบขอบใจ
แต่พอเงยหน้าขึ้นกลับไม่เห็นเซียวเยว่ยืนอยู่ตรงหน้าแล้วเมื่อหันมองตามก็ต้องหลุดหัวเราะอย่างจนปัญญา “เจอจุดที่ไม่เข้าใจอีกแล้วเหรอ”
“ทนายเฉิงอัจฉริยะเกินไปแล้วค่ะฉันคิดอะไร คุณก็รู้หมดเลย!” เซียวเยว่ยกมือทาบอกสีหน้าเปี่ยมด้วยความหวัง “เมื่อวานอ่านเอกสารการตีความกฎหมายกับคดีอีกสองคดีมีหลายจุดที่ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ ถ้าตอนนี้คุณไม่ยุ่งมากนัก ฉันขอเอามาถามได้ไหมคะ?”
“ไปเอามาสิ”
เฉิงไป๋ถอนหายใจพลางอนุญาต
เธอชื่นชอบเซียวเยว่
บุคลิกแน่วแน่รักความก้าวหน้า ขยันขันแข็ง
แม้จะไม่นับว่าเฉลียวฉลาดเป็พิเศษแต่ที่จริงในสายงานกฎหมายนั้นมี ‘คนฉลาด’ อยู่เยอะเกินไปแล้ว บางทีคนที่ไม่ค่อยฉลาดนักอาจสามารถไปได้ไกลกว่า
เซียวเยว่เป็ทนายความผู้ช่วยของเธอมาั้แ่ตอนอยู่ที่บริษัทเฉิงฟางเมื่อปีก่อน
ต่อมาเมื่อฟางรั่งปิดบริษัททุกคนก็แยกย้ายกระจัดกระจาย คนในทีมเดิมของเธอไม่อยากไปไหน ส่วนใหญ่จึงยังรั้งอยู่ที่ปักกิ่งมีเพียงเซียวเยว่ที่บ้านเกิดอยู่หนานฟางกระวีกระวาดย้ายตามมาอยู่เทียนจื้อพร้อมกับเธอแถมยังเขียนจดหมายแนะนำตัวบ๊อง ๆ มาให้ เพราะกลัวเธอจะไม่รับเข้าทำงานอีก
ฉะนั้นจึงพูดได้เต็มปากว่าเด็กสาวคนนี้‘ขึ้นตรง’ ต่อเฉิงไป๋
พอเซียวเยว่ได้ยินคำตอบของเธอก็รีบออกไปหยิบเอกสารที่เตรียมไว้ั้แ่เช้ามาให้ เฉิงไป๋อ่านดูคร่าว ๆ แล้วแนะนำไปสองสามจุดอีกฝ่ายก็ถึงบางอ้อ เมื่อเสร็จธุระแล้ว ก่อนจะไปก็ไม่ลืมถามเฉิงไป๋ว่าวันนี้มีแผนงานอะไรหรือไม่
เฉิงไป๋เลยนึกถึงเจิงเนี่ยนผิงขึ้นมาได้
วันนี้มีนัดดินเนอร์กับโจวอี้และเปียนเสียค่อยไปตอนหกโมงได้ ไม่รีบเท่าไร
เธอจึงมอบหมายให้เซียวเยว่ติดต่อโจวอี้ขอข้อมูลและบัญชีหุ้นทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับบริษัทเดิมของเปียนเสียและเกาซูเผิงจากนั้นหันมองกระดาษสมุดที่วางอยู่บนโต๊ะ
บนแผ่นกระดาษยังทิ้งร่องรอยที่เธอพับไว้เมื่อวาน
ยังเห็นเบอร์โทรได้ชัดเจน
เฉิงไป๋หยิบมือถือขึ้นมาจ้องมองอยู่นานั์ตาของเธอแลลึกดุจท้องทะเลยามค่ำคืนด้วยอารมณ์บางอย่างที่พลุ่งพล่านอยู่ภายในทว่าในที่สุดทุกอย่างก็ค่อย ๆ จางหายไป
****************
ที่โรงพยาบาลดวงตาทั้งสองของเปียนเสียเบิกกว้าง เป็อีกครั้งที่เขาควบคุมมือตัวเองไม่อยู่แล้วไถจอมือถือเปิดหน้าเพิ่มเพื่อนวีแชตเพื่อจะพบว่าข้อความระบบเพิ่ม ‘หิมะตกต้องร่ม’ นั้นยังคงคาอยู่ที่เดิมนิ่งสนิท
ไม่อยากจะเชื่อเลย
คุณทนายใหญ่เฉิงคนนี้หลังจากส่งข้อความ‘อืม ดูอยู่’ เมื่อวานเสร็จก็ต้องหลับทันทีแน่ ๆ แล้วตอนนี้ยังไม่ตื่นอีกเรอะ?เขาไม่เชื่อหรอกว่าจะมีคนเมินวีแชตของเขาได้ลงคอ
พอเห็นโจวอี้จ้องมือถืออย่างไม่ชอบมาพากลเมื่อคืนเปียนเสียก็ยิ่งทวีความสงสัยใคร่รู้สุดขีดกับเื่ความสัมพันธ์อันน่าตื่นเต้นระหว่างเฉิงไป๋กับสองพี่น้องฟางปู้รั่งและฟางรั่งในสมัยก่อน...อะแฮ่มไม่ใช่สิ ความสัมพันธ์ที่มีบุญคุณความแค้นกันต่างหาก พอยิ่งเห็นปฏิกิริยาของโจวอี้ต่อมความสอดรู้ก็ยิ่งกระดิกแรงขึ้น เขาเลยแย่งมือถือโจวอี้มาแอดวีแชตของเฉิงไป๋
แล้วจากนั้นก็...
เดี๋ยว
เดี๋ยวก่อนนะพอโจวอี้จัดห้องให้เขานอนเสร็จแล้วออกไป จนกระทั่งเขาหลับไปจนตื่นมาดูอีกครั้งเนี่ยไม่ใช่เพราะว่าเขากำลังรอรับแอดเพื่อนหรอกนะ
“ขัดแย้งกันเกินไปแล้ว”
หลังจากวางมือถือลงเป็รอบที่ร้อยเปียนเสียก็ตัดสินใจเด็ดขาด
“นี่มัน‘สบประมาททางการทูต’ กันอย่างร้ายแรงชัด ๆ”
“ดูถูกกันงั้นเรอะฉันว่าเธอตาถั่วแน่นอน!”
ทันใดนั้น แพทย์หนุ่มในชุดกาวน์สีขาวที่กำลังแปลผลตรวจร่างกายเขาอยู่ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไปเ้าตัวดันแว่นตาขอบทองตรงสันจมูกทีหนึ่งแล้วเริ่มต่อว่า “เปียนเสีย ฉันขอพูดในฐานะที่เป็เพื่อนกับนายมาสิบกว่าปีจริงๆ นะ นายเป็แบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว ต้องกินข้าวให้ตรงเวลา อย่าเลือกกิน ถึงไม่อร่อยก็ยัดแม่งเข้าไปเถอะนายอายุจะสามสิบอยู่แล้วนะ ยังมาทำตัวอย่างกับเด็กอนุบาลแบบนี้อยู่อีกเหรอไม่อายบ้างรึไง?”
โอ๊ะลดขั้นจากเด็กประถมลงมาเป็เด็กอนุบาลเลยเหรอ
แต่ก็ได้นะ
เปียนเสียไม่รู้สึกอายตัวเองจริงๆ นั่นแหละ
แต่เขาก็ไม่คิดจะเถียงกับคนเป็หมอหรอกอนาคตใครจะรู้ว่าต้องวิ่งมาขอพึ่งให้อีกฝ่ายช่วยชีวิตรึเปล่า ดังนั้นคำตอบมันก็ต้องรื่นหูหน่อย“เข้าใจแล้วละ นายวางใจเถอะ ฉันคนนี้รักตัวกลัวตายอยู่แล้วก็สองเดือนก่อนมันต้องปั่นต้นฉบับนี่นา ่นี้ฉันจะเริ่มปรับตัวใหม่แล้วถ้าว่างจะต้องกินให้มันดี ๆ หน่อย ถ้ายังเลือกกินอีก ฉันขอเป็หมาเลยเอ้า”
หมอกับทนายความเป็สองอาชีพที่เหมาะจะคบหาเป็เพื่อนกันมากที่สุดคนเป็ทนายอาจไม่ได้มีเพื่อนเป็หมอทุกคน แต่คนเป็หมอส่วนใหญ่มักจะมีเพื่อนเป็ทนายอย่างน้อยสักคนสองคน
แน่นอนว่าคนเป็นักเขียนแห้งเื่เพื่อนที่สุด
อย่างแรกคืออาชีพนี้ไม่น่าคบค้าสมาคมเท่าไรสองคือมีแต่คนบ้าบอเพ้อเจ้อทั้งนั้น เจออะไรน่าสนใจในชีวิตประจำวันเข้าหน่อยก็จับมาเป็วัตถุดิบเขียนแหลกทำให้ชาวบ้านเขาอึดอัดกันไปหมด
เปียนเสียเป็เพื่อนกับฉู่เสียนเหวินมาั้แ่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยแล้วพอคุยเื่ผลตรวจสุขภาพเสร็จ ฉู่เสียนเหวินก็ไม่อะไรต่อ เอาสองมือล้วงกระเป๋าแล้วตามออกไปส่งเขาข้างนอกระหว่างเดินก็คอยจ้ำจี้จ้ำไชย้ำว่า ต่อจากนี้ห้ามเขากินเหลืออีกเด็ดขาด
บ่นอย่างกับคนแก่ไปได้
เปียนเสียฟังอยู่แป๊บเดียวก็ิญญาหลุดลอยออกไปเรียบร้อยไม่รู้เหมือนกันว่าลอยไปถึงไหนแล้ว
จนเดินมาถึงแผนกเวชระเบียนของโรงพยาบาลเขาก็เจอเข้ากับสิ่งที่ทำให้ิญญาแล่นกลับเข้าร่าง
“ได้ๆ ขอบคุณนะครับทนายเฉิง...”
ทนายเฉิง?
เปียนเสียชะงักฝีเท้าทันทีแล้วหันมองต้นเสียง
ในโรงพยาบาลมักจะอบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อเสมอแม้เปียนเสียจะไม่อยากใช้คำแย่ ๆ ไร้สุนทรีย์แบบนี้มาบรรยาย แต่มันก็คือความจริง
ตรงม้านั่งบริเวณทางเดินมีคนแก่อายุมากคนหนึ่งนั่งอยู่
เป็ชายชราคนที่เขาเคยเห็นตรงแผนกต้อนรับของบริษัทกฎหมายก่อนหน้านี้นั่นเอง
อีกฝ่ายสวมเสื้อผ้าเรียบง่ายทั้งยังสะอาดสะอ้าน
แต่วันนี้สวมแว่นสายตาเพิ่มมาด้วยบนตักมีหนังสือ ‘กฎหมายประกันภัย’ เล่มหนึ่งกางอยู่
ตอนที่เปียนเสียมองไปชายชรากำลังเสียบหูฟังเก่า ๆ คุยโทรศัพท์อยู่ แม้ขณะกำลังพูด น้ำเสียงก็ยังสั่นเทาดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ ทว่าใบหน้ากลับเผยรอยยิ้มยินดี
“มี มี มีหมดเลยครับ”
“ได้ครับ”
“อืม ได้ครับ ขอบคุณครับทนายเฉิง”
“แล้วพบกันครับ”
ชายชราวางสายแล้ว
เจิงเนี่ยนผิงเอามือปิดหน้าแทบจะร้องไห้ออกมาเขานั่งอยู่บนม้านั่ง ยกแขนเสื้อขึ้นปาดเช็ดใบหน้าอยู่สักพักก็ค่อย ๆ สงบลง จากนั้นเขาก็รีบปิดหนังสือแล้วลุกขึ้นมุ่งหน้าไปยังห้องหนึ่งของแผนกผู้ป่วยใน
ทางนั้นก็คือทิศที่เปียนเสียกำลังเดินตามฉู่เสียนเหวินมาพอดี
ฉู่เสียนเหวินถามเขา“มีอะไรเหรอ?”
เปียนเสียไม่ตอบแต่เดินตามไปยังประตูห้องผู้ป่วยดังกล่าวแล้วชะโงกหน้ามองเข้าไปบนเตียงผู้ป่วยมีเด็กหนุ่มอายุน้อยคนหนึ่งนอนอยู่ สภาพผ่ายผอม เขากำลังยิ้มให้ชายชราระหว่างพูดคุยกันชายชราที่นั่งลงข้าง ๆ กำลังบรรจงปอกแอปเปิลให้เขากิน
เปียนเสียถามฉู่เสียนเหวิน“ห้องนี้ป่วยเป็อะไรเหรอ”
ฉู่เสียนเหวินชำเลืองดูหมายเลขเตียงผู้ป่วยก่อนตอบ “เนื้องอกในสมองน่ะ ครอบครัวนี้น่าสงสารจริง ๆ ไม่กี่เดือนก่อนอุตส่าห์หาเงินมารอผ่าตัดได้แล้วแต่ต่อมาเหมือนจะเกิดเื่ ทำให้เงินก้อนนั้นโดนคนอื่นเอาไปซะก่อน พวกหมอผ่าตัดยังกังวลแทนพวกเขาเลยเนื้องอกในสมองน่ะยิ่งผ่าเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ขืนรอนานไป มันจะกดทับเส้นประสาทกับหลอดเืจำนวนมากทำให้สมองเสื่อมสภาพลงอย่างรวดเร็ว ตอนนี้เด็กคนนั้นอยู่ได้ไม่ถึงสองเดือนแล้ว”
“ฉันไม่ควรแอบดูเลยจริงๆ”
เปียนเสียคิดสักพักก็ผละออกมาจากประตูห้องผู้ป่วย
ฉู่เสียนเหวินรู้จักเขาดีจึงอดหัวเราะไม่ได้ “นักเขียนอย่างพวกนายนี่ ทั้งเด็ดขาด เฉียบคมทั้งอ่อนโยนไปในตัวจริง ๆ ขัดแย้งกันอย่างนี้ก็ได้ด้วย”
เปียนเสียไม่ต่อปากต่อคำหลังจากบอกลาอีกฝ่ายที่หน้าประตูโรงพยาบาลแล้ว เขาก็นึกขึ้นได้ว่าตนยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลยตอนนี้ก็เกือบจะเที่ยงแล้ว ยังไง่นี้ก็ว่าง ๆ อยู่พอดี งั้นแวะไปเดินเล่นแถวนี้แล้วหาร้านเล็กๆ กินข้าวหน่อยดีกว่า
เพียงแต่พอสั่งอาหารลงโต๊ะเสร็จเขากลับกินเข้าไปได้แค่ไม่กี่คำ
ตอนคิดเงินเ้าของร้านยังมองเขาด้วยแววตาทั้งขุ่นเคืองทั้งงุนงง สงสัยกำลังคิดว่าพ่อครัวร้านตัวเองฝีมือตกเยอะไปหรือเปล่าแน่ๆ
หลังจากที่ออกหนังสือเล่มใหม่เสร็จเรียบร้อยก็คือ่เวลาพักของเปียนเสียใจจริงเขาเองก็ไม่ชอบให้ผู้ช่วยสตูดิโอมาดูแลตัวเองทั้งวันหรอก ขาดอิสระจะแย่ดังนั้นถึงสถานะทางสังคมของเขาจะสูงส่ง แต่ทั้งเสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่ และการเดินทางของเปียนเสียก็ไม่ต่างอะไรจากคนธรรมดามากนัก
อีกอย่างก็เพราะเขาี้เีด้วยเลยไม่ยอมขับรถเอง
ดังนั้นพอกินข้าวเสร็จเปียนเสียก็เตรียมตัวจะไปเบียดเสียดนั่งรถไฟกลับบ้านแต่ไม่คิดเลยว่าจะเจอเจิงเนี่ยนผิงที่สถานีรถไฟใกล้โรงพยาบาลอีกครั้ง
เปียนเสียจำได้แม่นยำเมื่อวานตอนชายแก่คนนี้ไปที่บริษัทกฎหมาย พนักงานประชาสัมพันธ์โทรบอกเฉิงไป๋ แต่ฝ่ายเฉิงไป๋ไม่ว่างและบอกให้อีกฝ่ายกลับไปก่อน
ซึ่งก็หมายความว่าพวกเขาไม่ได้เจอกันนั่นเอง
อีกทั้งดูจากการแต่งตัวของอีกฝ่ายแล้วก็ไม่เหมือนคนที่จะสามารถเชิญเฉิงไป๋ได้จริง ๆ นั่นแหละแต่เมื่อกี้เขากลับได้ยินชื่อ ‘เฉิงไป๋’ ตอนที่คนคนนี้โทรศัพท์อย่างชัดเจน
นี่ต้องไม่ใช่เื่บังเอิญแน่
ในใจเขาเหมือนมีอุ้งตีนแมวมาเกาข่วนจนคันยุบยิบ
เวลาที่เปียนเสียไม่ได้เขียนหนังสือก็เป็แค่คนว่างงานสุดๆ คนหนึ่ง บวกกับที่เขายังจำฝังใจเื่ที่เมื่อคืนอุตส่าห์แอดเพื่อนไปแล้วแท้ ๆแต่ดันไม่มีการตอบรับ ผีสอดรู้จึงรวมร่างพุ่งเข้าสิงเขาในทันที
เขาตรงไปเปิดก่อนเอ่ยประโยคแรกมาก็ “คุณลุง จะไปบริษัทเทียนจื้อเหรอครับ?”
เจิงเนี่ยนผิงสับสนไปครู่หนึ่งเขาไม่รู้จักเปียนเสียเลยแม้แต่น้อย
แต่เปียนเสียรู้จักเขานะ
เปียนเสียเริ่มด้วยการอธิบายให้ชายชราฟังว่าเมื่อวานเขาพบอีกฝ่ายที่เทียนจื้อต่อด้วยคุยว่าตัวเองมีเพื่อนเป็หมออยู่ที่โรงพยาบาลคนหนึ่ง แล้วยังพูดถึงความลำบากของคนป่วยอย่างเข้าอกเข้าใจดังนั้นรถไฟยังไม่ทันเข้าเทียบชานชาลา เขาก็ลดช่องว่างของเจิงเนี่ยนผิงได้เรียบร้อย
ตัวเปียนเสียไม่มีทั้งความเย่อหยิ่งและถือตัวอย่างที่พวกคนรวยมักจะมีเวลาคุยกับผู้คนก็อบอุ่นนุ่มนวล จึงตกคนอื่นให้รู้สึกเชื่อใจได้ง่าย ๆ
นั่นคือความจริงใจอย่างแท้จริง
สนใจและใส่ใจผู้พูดตั้งใจฟังทุกประโยค และตอบสนองอย่างเหมาะสม
ใช้คำพูดของโจวอี้มาบรรยายก็คือถึงแม้เปียนเสียคนนี้จะไม่ใช่คนที่สื่อสารเก่งที่สุด แต่ลองถ้าได้กลายเป็เพื่อนกับเขาแล้วก็ย่อมยอมตายแทนเขาได้
เปียนเสียขึ้นรถไฟพร้อมกับเจิงเนี่ยนผิงแล้วไปลงที่ไท่กู่ฮุ่ยจากนั้นก็ขึ้นชั้นบนเดินเข้าบริษัทกฎหมายเทียนจื้อด้วยกัน
ตอนที่สาวประชาสัมพันธ์เห็นสองคนนี้ปรากฏกายพร้อมกันคางก็แทบจะร่วงลงพื้น
เดิมทีเฉิงไป๋รอเจิงเนี่ยนผิงอยู่ที่ห้องทำงานปรากฏว่าพอเห็นเปียนเสียตามเจิงเนี่ยนผิงเข้ามา เธอก็ถึงกับไร้ปฏิกิริยาตอบสนองไปพักหนึ่ง
วันนี้เปียนเสียยังคงใส่เสื้อกันลมแต่เปลี่ยนผ้าพันคอเป็สีดำแล้ว ส่วนข้างในเป็เสื้อไหมพรมสีเขียวสว่าง ดูแล้วช่างเป็คนสุภาพอบอุ่นสุดขีดเขาทักทายเฉิงไป๋ก่อนว่า “สวัสดียามบ่ายครับทนายเฉิง พบกันอีกแล้วนะครับ”
…แต่ยามบ่ายของเฉิงไป๋ไม่ดีด้วยเลยสักนิด
เธอมองเปียนเสียแล้วก็มองเจิงเนี่ยนผิงเดาว่าพวกเขาสองคนคงบังเอิญมาเจอกันที่บริษัท จึงไม่คิดอะไรมาก เพียงถามว่า“คุณเปียนมาวันนี้มีธุระอะไรหรือคะ?”
ไม่มีนัดสักหน่อยนี่
“คืออย่างนี้ถ้าผมบอกว่ามารอคุณไปกินมื้อเย็นด้วยกันจะเชื่อหรือเปล่าครับ?” เปียนเสียถูจมูกเบาๆ จากนั้นก็เหลือบมองที่ชั้นหนังสือของเฉิงไป๋โดยไม่รู้ตัว กรอบใบประกาศทนายความอายุเยาว์สิบอันดับต้นที่เขาช่วยตั้งขึ้นเมื่อวันก่อนโดนจับคว่ำลงอีกแล้ว
เฉิงไป๋มองเขาเงียบไปพักใหญ่ก่อนเอ่ยว่า “ตอนนี้เพิ่งจะสามโมงค่ะ”
เปียนเสียหันมองท้องฟ้าข้างนอกแล้วก็พลิกลิ้นเปลี่ยนหัวข้อทันใด “งั้นผมขอดูชั้นหนังสือแล้วกันครับ คราวก่อนผมบอกไว้ว่าจะเอาหนังสือเล่มใหม่มาฝากคุณทนายใช่ไหม?”
เฉิงไป๋ทักเบาๆ “แล้วไหนหนังสือล่ะคะ?”
เพราะเปียนเสียคิดแต่จะรีบมาก็เลยมาแต่ตัว สองมือล้วนว่างเปล่า จะมีก็แต่หนังสือล่องหน
พอฟังคำนี้ของเฉิงไป๋เข้าไปเขาก็แทบทรุด
ตอนนั้นเองที่เขาคิดว่าเฉิงไป๋ช่างหลักแหลมเกินไปแล้วรับมือยากจริง ๆ หรือว่าเขาควรจะถอยกลับไปตั้งหลักที่รังตัวเองก่อนดีนะ?
เฉิงไป๋ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าวงจรสมองของนักเขียนมีโครงสร้างยังไง แต่ก็ไม่ได้สนใจนักว่าอีกฝ่ายมาทำอะไรกันแน่จึงตัดสินใจเมินเขาซะ แล้วหันไปคุยกับเจิงเนี่ยนผิง “เหล่าเจิง คุณตามฉันไปคุยในห้องประชุมเถอะค่ะ”
จากนั้นจึงหันมาทางเปียนเสีย“ถ้าหากคุณเปียน้ารอฉันกินข้าวละก็ อาจจะต้องรออีกสักหน่อยค่ะถ้าไม่รังเกียจก็เชิญนั่งรอที่ห้องทำงานได้ ไว้ถึงค่ำแล้วค่อยให้โจวอี้มารับออกไปพร้อมกัน”
“อา...”
เปียนเสียรู้สึกเหมือนในใจถูกแมวมาเกาๆ ข่วน ๆ อีกครั้ง
เขามองเจิงเนี่ยนผิงแล้วก็หันมองเฉิงไป๋ก่อนตัดสินใจค่อย ๆ ยกมือขึ้นมาลองถามหยั่งเชิง “แบบว่าความจริงผมเจอคุณลุงเจิงกลางทาง แล้วก็เลยได้ฟังเื่ของคุณลุงมาบ้าง ยังไงตอนที่พวกคุณคุยเื่คดีความผมขอไปนั่งฟังข้าง ๆ สักแป๊บนึงได้ไหมครับ? ทนายเฉิง คุณวางใจได้เลย คราวนี้ผมจะไม่หลับหูหลับตาเขียนแล้วแน่นอน!”
ทว่าข้อเสนอฝ่ายเดียวของเปียนเสียไม่มีค่าควรพิจารณาเลยสักนิด
เฉิงไป๋ปฏิเสธทันทีโดยไม่ต้องคิด
เปียนเสียพลันเสียศูนย์ลนลานไปทั่วเหมือนลูกบอลยางที่กระเด้งกระดอนไปมา
สถานการณ์นี้มันคือเอาตะกร้าไผ่สานไปตักน้ำชัดๆ !
นี่มันบทสนทนาอะไรกันคนอย่างเฉิงไป๋ก็ต้องไม่ให้เขานั่งฟังอยู่แล้วสิ!
“เอาเถอะครับ”เปียนเสียเองก็หน้าไม่หนามากพอจะดื้อไปนั่งฟังจริง ๆ เลยได้แต่พูดอ้อมแอ้ม“งั้นผมขอยืมดูชั้นหนังสือคุณทนายเฉิงเหมือนเดิมได้ไหมครับ?”
คราวนี้เฉิงไป๋ไม่ปฏิเสธ
ยังไงซะเปียนเสียก็เป็เพื่อนของโจวอี้จึงเหมือนกับเพื่อนของเพื่อนแวะเยี่ยมเยือน อีกอย่างนี่ก็เป็ห้องทำงานของเธอเองไม่ได้มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว
แต่ตอนที่เฉิงไป๋จะออกจากห้องเปียนเสียก็ลังเลนิดหน่อยก่อนถามอีกครั้งว่า “เดี๋ยวครับทนายเฉิง ผมขอยืมหนังสือตรงโน้นมาอ่านได้ไหม?”
เฉิงไป๋หันมองตามนิ้วที่ชี้ไปของเขา
ตรงนั้นมีหนังสือ‘Republic’ ฉบับภาษาอังกฤษ ตีพิมพ์ปี1945 อยู่
สายตาคนทั้งสองสบประสานกัน
เฉิงไป๋พลันรู้สึกว่าต้องควบคุมอารมณ์บางอย่างคนคนนี้ทำให้เธอประหลาดใจจริง ๆ นึกอยากหยิบหนังสือเล่มนั้นมาเปิดดูว่าเป็ยังไงแต่ก็กลัวว่าจะล่วงเกินเธอ
ยิ่งกว่านั้นความช่างสังเกตนั่นก็ช่างน่ากลัวเกินไปแล้ว
ถ้าเป็หนังสือเล่มอื่นก็ว่าไปอย่างแต่เล่มนี้...
เฉิงไป๋ส่ายหน้า“หนังสือเล่มนั้นเก่าแล้วค่ะ ไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่คุณเปียนดูเล่มอื่นดีกว่าค่ะ”
นี่คือการปฏิเสธอย่างสุภาพ
เปียนเสียหดมือกลับเขาผงกศีรษะอย่างฟังความหมายของเฉิงไป๋ออก
จากนั้นเฉิงไป๋ก็หอบเอกสารเดินออกจากห้อง
แต่เพิ่งจะเดินออกไปได้ไม่ถึงสองก้าวเสียงเปียนเสียก็ดังไล่หลังมาอีก “ทนายเฉิงช่วยรอก่อนอีกรอบครับผมยังมีเื่จะถามอีกเื่...”
เฉิงไป๋ชะงักฝีเท้าทันใดนั้นก็รู้สึกว่านี่เองที่อาจจะเป็ธุระจริง ๆ ของเปียนเสีย “คุณคงไม่ได้จะถามฉันเื่แอดเพื่อนหรอกนะคะ?”
“...”
ก็อยากถามเื่นี้จริงๆ นั่นแหละ
เปียนเสียเยี่ยมหน้าออกมาจากประตูเอียงคอมองเธอและชูนิ้วขึ้น “ยังไงช่วยกดรับสักหน่อยไม่ได้เหรอครับ แค่แป๊บเดียวเอง?”
เฉิงไป๋หัวเราะออกมาพลันรู้สึกว่าคนคนนี้ตลกเกินไปแล้ว ก่อนตอบเขาด้วยความอดทนอย่างหาได้ยาก“ขอโทษด้วยนะคะ วีแชตฉันไม่รับคนแปลกหน้า ถ้ามีธุระเื่งาน คุณเปียนโทรหาฉันก็ได้ค่ะ”
“อ่างั้นเหรอครับ”
ร่วมงานกันแล้วแท้ๆ ยังเป็แค่ ‘คนแปลกหน้า’ อยู่อีก
เปียนเสียจับความขบขันในเสียงหัวเราะของเฉิงไป๋ได้ไม่รู้ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าเธอกำลังหยอกเขาเล่น
ในใจเขาลอบกัดฟันกรอดขณะที่ภายนอกเผยรอยยิ้มน้อย ๆ
“ก็ไม่เป็ไรครับแค่เพื่อนวีแชตเอง ไม่ใช่เื่ใหญ่โตอะไร”
ใช่ก็แค่เพื่อนในวีแชตคนเดียวเอง
เขาไม่เห็นจะแคร์เลยสักนิด!
มีคนอยากได้วีแชตเขาเยอะจนต่อคิวยาวไปถึงถนนฮว๋ายไห่โน่นเลยนะจะบอกให้!
เฉิงไป๋คลี่ยิ้มอย่างงดงามไร้ที่ติ พลางโบกเอกสารในมือ“ถ้าอย่างนั้นคุณเปียนดูหนังสือไปนะคะ ไว้เจอกันค่ะ”