ในที่สุดเื่ราวเกี่ยวกับสิทธิของผู้หญิงและเด็กที่เฟิงหลี่เฉียงสนใจก็มาอยู่ตรงหน้าที่จริงแล้ว เขาสนใจกฎหมายนี้ก็เพราะเื่ของแม่ตนเองที่ถูกสามีทิ้งไป และเมื่อเห็นสองแม่ลูกที่ร้านเฟอร์นิเจอร์ในวันนั้นเขาก็ยิ่งสงสารนางมากขึ้น แต่เขาทำอะไรออกนอกหน้าไม่ได้มาก
ทางเดียวที่เขาคิดได้ในตอนนี้คือ การช่วยให้คำแนะนำด้านกฎหมายและการต่อสู้คดีกับนาง เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงสอบถามข้อมูลของคดีนี้จากอินเฉินให้ได้มากที่สุดเมื่อกินข้าวและปรึกษากันจบแล้วอินเฉินไปส่งเขาที่บ้าน
ในคืนนั้น เฟิงหลี่เฉียงใช้เวลาในการค้นหาข้อมูลด้านกฎหมายและสรุปประเด็นในการต่อสู้เอาไว้ คือ ข้าราชการผู้นี้ทอดทิ้งพ่อแม่ของตนเองทอดทิ้งภรรยาและลูก ประเด็นต่อมาคือ สามีกับภรรยาใหม่เป็ชู้กัน ตามกฎหมายต้าิลี่ว์ข้าราชการที่ทำผิดจะมีโทษมากกว่าคนทั่วไป เมื่อได้ประเด็นต่อสู้แล้ว เขาจึงสรุปประเด็นข้อกฎหมายที่เอาผิดข้าราชการและภรรยาใหม่เอาไว้รวมไปถึงการเรียกร้องค่าเสียหาย ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาจะตกลงกันอย่างไร เช่นหย่าร้างกัน และให้ฝ่ายชายนำพ่อแม่กลับไปเลี้ยงดู และจ่ายค่าเลี้ยงดูให้นางกับลูกหรือยังคงเป็สามีภรรยา แต่ต้องให้การเลี้ยงดูและยอมรับตามกฎหมาย ส่วนภรรยาใหม่จะมีสถานะเป็ภรรยารองถึงแม้ว่าภรรยาใหม่จะเป็ลูกขุนนางก็ตาม เมื่อสรุปข้อมูลทั้งหมด ก็ได้เป็เอกสารจำนวนถึง4 หน้า
เช้าวันรุ่งขึ้นเขาขอให้คนงานของร้านเครื่องเขียน คือ อู๋จิ้ง นำเอกสารไปส่งที่ร้านของเซี่ยเหมยเซียงโดยไม่ต้องบอกว่ามาจากใคร เฟิงหลี่เฉียงได้แต่หวังว่า สิ่งที่เขาทำจะช่วยนางได้ และถ้าในอนาคตเขามีโอกาสได้แก้ไขกฎหมายเขาจะช่วยให้สถานะของผู้หญิงและเด็กในต้าิดีขึ้นกว่านี้ให้ได้โดยเฉพาะหญิงที่ถูกสามีทอดทิ้ง!
เย็นวันนั้นเมื่อกลับมาบ้าน ซุนเทียนเป่าซึ่งยังไม่ปิดร้านรีบเดินออกมาทักเขา “บัณฑิตเฟิงข้ามีเื่มาแจ้ง”
เฟิงหลี่เฉียงหยุดรอฟังอีกฝ่ายบอกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า“วันนี้มีพ่อค้าคนหนึ่งมาซื้อเครื่องเขียนที่ร้าน เขาเห็นภาพอักษรของท่าน แล้วก็ชื่นชอบมากจึงอยากจะได้เป็คำอวยพรในวันเกิดของขุนนางคนหนึ่ง ไม่ทราบว่าท่านจะพอมีเวลาเขียนหรือไม่”
บัณฑิตหนุ่มยินดีมาก“ได้สิท่านซุน เขามีตัวอย่างคำที่อยากจะให้เขียนด้วยหรือไม่”
“ไม่มีเขาอยากจะรบกวนให้ท่านช่วยคิดด้วย เขาเป็พ่อค้าจึงไม่รู้ว่าถ้อยคำแบบไหนจึงจะเหมาะสมกับขุนนาง เขายินดีจ่ายเพิ่มให้ด้วย”
ถ้าอย่างนั้นก็ยิ่งดีเฟิงหลี่เฉียงจึงบอกว่า “ข้าจะเขียนให้ แต่ขอให้ท่านช่วยเตรียมกระดาษกับหมึกให้ด้วยท่านคิดเงินส่วนนี้เพิ่มเข้าไปด้วยเลย จะได้ขายสินค้าของท่านไปอีกทาง”
อีกฝ่ายตาเป็ประกาย“จริงสินะ ข้าเห็นด้วย ถ้าท่านเขียนเสร็จแล้ว ข้าจะนำไปจัดใส่กรอบให้สวยงามเอง”
บัณฑิตหนุ่มหยุดสักพักก่อนจะพูดต่อว่า “ข้าสนใจจะวาดภาพประกอบโคลงกลอนขายเพิ่มด้วย ท่านว่าดีไหม”
มีหรือที่ซุนเทียนเป่าจะปฏิเสธเขามอบกระดาษ หมึก และอุปกรณ์ต่างๆ ให้อีกฝ่ายนำไปใช้ด้วย เพราะรู้ดีว่า ในอนาคตรายได้จากการขายผลงานของบัณฑิตคนนี้ จะมีมูลค่าสูงกว่าค่ากระดาษและหมึกที่เขาลงทุนให้อย่างเทียบไม่ได้แน่นอน
คืนนั้นเฟิงหลี่เฉียงใช้เวลาก่อนนอน ในการเขียนตัวอักษรให้พ่อค้าคนนั้นเขาลงมือเขียนด้วยหมึกสีดำแบบเฉ่าซู ซึ่งเป็สไตล์ของเขาเอง โดยโคลงกลอนที่เขาคิดคือ กวีนิพนธ์แบบซื่อ ซึ่งเป็รูปแบบกวีดั้งเดิมของจีน มีทั้งหมด 4 บาท (4 ประโยค):
สายลมฤดูใบไม้ผลิพัดพาพรมาอวยพร
สุขภาพมั่นคงดุจูเาจิตใจแกร่งกล้า
เส้นทางชีวิตราบรื่นแสงแห่งความเจริญสาดส่อง
บรรลุความรุ่งเรืองร่ำรวย สุขสำราญ
เมื่อเขียนเสร็จแล้วเขาเซ็นชื่อลงไป คือ เทียนหลานซือ และ จะต้องขอให้ซุนเทียนเป่าช่วยทำตราประทับประจำตัวให้เขาด้วย
ในระหว่างนั้นเขาคิดเื่การวาดภาพประกอบโคลงกลอนที่อยากเขียน เขาคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับแม่และเซี่ยเหมยเซียง ที่ยังคงรบกวนจิตใจของเขาอยู่
คืนนั้นเขาลงมือวาดภาพที่อยากจะสื่อให้คนอื่นได้เห็น เขาวาดภาพบ้านหลังเล็กหลังหนึ่งที่หน้าต่างบ้าน มีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่กับลูกน้อยแค่สองคนในบ้านหลังนั้น ด้านหลังบ้านเป็ูเาสูงที่ให้ความรู้สึกเงียบเหงาโดดเดี่ยว ด้านข้างของภาพ มีบทกลอนเขียนเอาไว้ว่า
เงาเดียวดายพยุงฟ้าหนึ่งผืน
ปีเดือนยากเข็ญน้ำตานองมัวหม่น
ขาดรักขาดร้างยังยืนหยัดเด็ดเดี่ยว
ลูกคือหัวใจธารแห่งกำลังใจเพียงหนึ่งเดียว
เฟิงหลี่เฉียงใช้เวลาวาดภาพนี้อยู่สองวันและเมื่อเสร็จแล้ว เขาก็นำทั้งตัวอักษรและภาพวาดไปให้ซุนเทียนเป่า เมื่อเห็นฝีมือของบัณฑิตหนุ่มอีกฝ่ายหัวเราะร่าด้วยความยินดี
“ข้ามั่นใจว่าท่านจะมีชื่อเสียงในไม่ช้าจากภาพวาดกับโคลงกลอนเหล่านี้แน่นอน!” บัณฑิตหนุ่มยิ้มและขอตัวกลับขึ้นบ้านไป เพื่อพักผ่อน
เย็นวันนั้นเฟิงหลี่เฉียงกำลังจะเข้านอน แต่แล้วเขาก็ได้ยินเสียงเคาะประตูและคนเรียกชื่อเขา
“ท่านอาต้า!” เด็กหนุ่มดีใจมาก
หลังจากที่ต้าหวงเหลียนหายไปเกือบสองอาทิตย์เขาก็มาปรากฏตัวอีกครั้ง คราวนี้ เขามาพร้อมกับชายคนหนึ่งทั้งสองคนแต่งชุดดำและมีท่าทางเหนื่อยล้า ตามเนื้อตัวมีาแหลายแห่ง
ชายอีกคนสะดุ้งเมื่อเห็นหน้าเด็กหนุ่ม“เ้าเองหรือนี่!”
ชายคนนี้ก็คือผู้กองเว่ย จากจินอวี่เว่ยคนนั้น ที่เฟิงหลี่เฉียงเคยช่วยชีวิตเอาไว้เมื่อหลายเดือนก่อน
“พวกเ้ารู้จักกันด้วยหรือ”ต้าหวงเหลียนถามอย่างประหลาดใจ พวกเขาเดินเข้ามาในบ้าน และทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้รับแขกอย่างเหนื่อยอ่อน
เฟิงหลี่เฉียงรีบเดินไปที่ระเบียงหน้าบ้านที่ทำเป็มุมสำหรับเตรียมอาหารง่ายๆ และต้มชาให้ทั้งสอง พร้อมกับค้นหาขนมแห้งที่ยังพอจะมีเหลืออยู่มาให้ทั้งสองกินอย่างหิวโหย จนเมื่ออิ่มแล้วจึงถอนหายใจอย่างมีความสุข ในขณะที่เฟิงหลี่เฉียงช่วยทำแผลให้ทั้งสอง
เด็กหนุ่มไม่ได้ถามว่าพวกเขาไปไหนมาและาเ็เพราะอะไรแต่กลับถามว่า “พวกท่านจะนอนพักที่นี่ไหมขอรับ”
ผู้กองเว่ยส่ายหน้า“ข้ากลับบ้านดีกว่า พรุ่งนี้จะแวะมาหาท่านนะ พี่ใหญ่”
ต้าหวงเหลียนยกมือขึ้นโบก“ข้าจะนอนกับหลานข้าที่นี่ละ เ้าไปเถอะ” จากนั้นก็เดินไปที่เตียงนอนขนาดเล็กที่อยู่วางชิดผนังในห้องนั่งเล่น แล้วก็นอนหลับไปทันที
เมื่อส่งผู้กองเว่ยที่ประตูบ้านแล้วเด็กหนุ่มจึงปิดประตู จากนั้นจึงกลับเข้าไปในห้อง หยิบหมอนกับผ้าห่ม มาห่มให้ต้าหวงเหลียนที่หลับสนิทไปแล้วจากนั้นก็ดับตะเกียงและเดินเข้าห้องของตนเองไป
เช้ามืดของวันรุ่งขึ้น ต้าหวงเหลียนเปิดประตูห้องนอนของเฟิงหลี่เฉียงเข้ามาและปลุกเขาเสียงดัง “เสี่ยวเฉียง! ตื่นเดี๋ยวนี้! ไปออกกำลังกายข้างนอกกับข้า!”
ใช่แล้วเขาทนเห็นเด็กหนุ่ม ที่อุตส่าห์สอนวรยุทธฺให้ กลายร่างมาเป็บัณฑิตอ่อนแอไม่ได้ถ้าไม่ฝึกฝนร่างกายให้สม่ำเสมอ วรยุทธ์ของเฟิงหลี่เฉียงจะถดถอยลงอย่างแน่นอน
เช้ามืดวันนั้นต้าหวงเหลียนลากลูกศิษย์ไปวิ่งออกกำลังกายรอบเมือง และพาไปริมแม่น้ำที่ไม่ค่อยมีคนมากนักบังคับให้เขาะโขึ้นลง และปีนต้นไม้ เฟิงหลี่เฉียงรู้ตัวในตอนนั้นว่าการที่เขาละเลยการฝึกไป 4-5 เดือนนั้น ส่งผลต่อเขาอย่างมากเพราะเขาเหนื่อยง่ายและเคลื่อนไหวได้ช้าลง
ต้าหวงเหลียนจึงบอกด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า“พรุ่งนี้เ้าต้องฝึกกระบี่เพิ่มด้วย!”
ถึงเฟิงหลี่เฉียงจะเหนื่อยแค่ไหนแต่เมื่อได้ยินว่าอาจารย์จะช่วยฝึกกระบี่ให้ เขาก็ดีใจมาก “ท่านอาจะอยู่กับข้าอีกหลายวันหรือ”
“อืมยังมีเื่คาใจข้าอยู่หลายอย่าง” อีกฝ่ายพยักหน้า เขาอดยิ้มไม่ได้ ที่เห็นอาการดีใจของลูกศิษย์และหวนนึกถึงการฝึกสอนเด็กชายวัย 6 ขวบใน่นั้นที่เต็มไปด้วยน้ำตาและเสียงหัวเราะ
ถึงเด็กน้อยเฟิงหลี่เฉียงจะขยันขันแข็งและตั้งใจจริงแค่ไหนแต่การฝึกวรยุทธ์ที่ต้องความอดทนทั้งกายและใจอย่างมากนั้นทำให้เขายังต้องร้องไห้ออกมา โดยเฉพาะใน่ที่เขาฝึกให้เด็กชายรู้จักการต่อสู้จริงด้วยการใช้ดาบฟาดฟันคู่ต่อสู้อย่างไร้ความปราณี ในตอนแรกนั้นพวกเขา้าจะฝึกให้เด็กชายป้องกันตัวได้เท่านั้น แต่ในภายหลังเด็กชายกลับเรียนรู้ได้ไว และพบกับเหตุการณ์ที่เสี่ยงชีวิตเข้า ต้าหวงเหลียนจึงตัดสินใจสอนให้เขารู้จักต่อสู้ที่ดุเดือดมากกว่านั้น ทำให้เฟิงหลี่เฉียงร้องไห้ และนอนไม่หลับด้วยความหวาดกลัวไปนับเดือนโดยเฉพาะตอนที่เห็นความตายจากการต่อสู้เป็ครั้งแรก
แต่เพื่ออนาคตของเด็กชายต้าหวงเหลียนไม่เคยยอมอ่อนข้อให้และยังคงบังคับให้เด็กชายใช้ดาบเพื่อป้องกันชีวิตตัวเอง และของคนอื่นจนสำเร็จซึ่งทั้งต้วนเจี่ยซินและโม่ชิงเฉิงต่างก็เห็นด้วยกับวิธีนี้ ในครั้งหนึ่ง ที่เฟิงหลี่เฉียงเดินทางไปกับโม่ชิงเฉิงอาจารย์หนุ่มของเขายังสอนว่า “ถ้าเ้าใจอ่อน เ้าจะกลายเป็เหยื่อเสียเองจงจำเอาไว้”
“ถ้ามีอะไรให้ข้าช่วยท่านก็บอกข้านะขอรับ” เสียงของเฟิงหลี่เฉียงดังขึ้นมา ทำให้ต้าหวงเหลียนหยุดคิดถึงเื่ราวในอดีตที่ผ่านมา
ต้าหวงเหลียนเหลือบมองลูกศิษย์ที่เติบโตขึ้นมาได้สมใจของเขาก่อนจะยิ้มมุมปาก “น่าเสียดายนะ ตอนนี้เ้าทำงานแล้ว จะไปตะลอนๆ กับข้าเหมือนสมัยก่อนคงไม่ได้แล้ว”
เมื่อนึกถึงอดีตเฟิงหลี่เฉียงหัวเราะด้วยความสุข ใช่แล้ว ั้แ่เด็กๆบรรดาอาจารย์ของเขามีนิสัยชอบพเนจรไปตามที่ต่างๆเขาจึงออกเดินทางไปกับทั้งต้วนเจี่ยซิน ต้าหวงเหลียน และแม้แต่กับโม่ชิงเฉิงที่ชอบอยู่บ้านที่สุดแต่บางครั้ง เขาจะพาเด็กน้อยเดินทางเข้าเมืองและไปตามหมู่บ้านต่างๆเพื่อไปดูชีวิตความเป็อยู่ของชาวบ้านและสถานการณ์ทางการเมืองการปกครอง
โม่ชิงเฉิงเคยพูดว่า“เรียนรู้จากตำรา ย่อมไม่เหมือนกับการเรียนรู้จากชีวิตจริง จงดูเอาไว้นะเสี่ยวเฉียง นี่คือความทุกข์ยากของประชาชน และความเห็นแก่ตัวของขุนนาง!”
ใช่แล้วเขาได้เห็นผู้คนที่ทุกข์ยากเหมือนเขาในอดีต และอีกหลายคนที่หนักหนาสาหัสกว่าเขา เขาได้เห็นชีวิตของเด็กกำพร้า่าความโหดร้ายของมองโกลและชนเผ่าอื่นตามชายแดน ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ร่วมชาติทั้งหมดนี้หล่อหลอมให้เขาเข้าใจชีวิต และมุ่งมั่นที่จะมีอำนาจเพื่อเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ให้ได้
เมื่อศิษย์อาจารย์ฝึกการต่อสู้ด้วยดาบไม้เสร็จจึงแวะกินอาหารเช้าที่ข้างทาง และกลับบ้านไปอาบน้ำแต่งตัว ก่อนเฟิงหลี่เฉียงจะออกไปทำงานเขาถามอาจารย์ว่า “ท่านจะให้ข้าทำข้าวเย็นเผื่อไหม”
ต้าหวงเหลียนโบกมือไล่เขา“ไปๆ จะไปไหนก็ไป ข้าไม่ใช่เด็กอมมือ เ้าไม่ต้องมาดูแล”
เด็กหนุ่มหัวเราะเขามอบกุญแจบ้านสำรองให้ และออกไปทำงาน ในระหว่างทาง มีข้าราชการหลายคนเดินไปทางเดียวกับเขาซึ่งเป็เส้นทางตรงไปยังพระราชวัง และหน่วยงานราชการอีกหลายแห่ง ทุกเช้า จึงมีผู้คนที่ทั้งเดินทั้งนั่งรถลาก เกี้ยว และขี่ม้าผ่านไปมาบนถนนสายหลักนี้
แล้วเขาก็ได้ยินเสียงเรียกชื่อมาจากด้านหลังเมื่อหันไปมอง ก็พบเฉินจื้อเฟิง บัณฑิตฝึกหัดที่ทำสารานุกรมย่งเหล่อด้วยกัน กำลังเปิดหน้าต่างรถลากและชะโงกหน้าออกมา “บัณฑิตเฟิง มาขึ้นรถกับข้า!”
เด็กหนุ่มยิ้มอย่างยินดีและนั่งรถไปด้วยกัน เฉินจื้อเฟิงพูดว่า “ข้าจะไปหาเอกสารที่ห้องสมุดของสำนักงานราชเลขาธิท่านจะไปด้วยกันไหม”
เฟิงหลี่เฉียงตาเป็ประกาย“ไปสิ ข้ากำลังอยากได้ข้อมูลอยู่พอดี ท่านจะไปตอนไหนหรือ”
ชายหนุ่มหัวเราะ“งั้นเรา ไปแจ้งหัวหน้าก่อน แล้วค่อยไปขอป้ายแสดงตน แล้วจึงมาพบกันที่หน้าอาคาร” ทั้งสองจึงตกลงมาเจอกันที่หน้าประตูใหญ่ของฮานหลินหยวนเพื่อไปพระราชฐานชั้นในด้วยกัน