ทางองครักษ์เจียงไห่ ทำการค้นหาลงพื้นที่ให้ใกล้อีก
ต้องหาวิธีเข้าถึงสำนักสมิงเหลือง โดยลงทุนจ้างวานตีนแมว
หัวขโมยชายสองคน ให้ปีนป่ายข้ามกำแพง
แต่โดนจับได้เสียก่อน จากยามเฝ้าหน้าประตู
สอดส่องวนเวียนบริเวณ จนทุกสิ่งผ่าน ยังคว้านหาตัวสองแม่ ลูก ไม่พบ
ส่วนหลินอี้รุดหน้าได้เร็วนัก กับการเรียนรู้ในตำรา
ทั้งบางครั้งอาจารย์เสิน ยังได้พาออกไปผจญภัยนอกห้อง
เสริมทักษะ ตักตวงเก็บเกี่ยวประสบการณ์
“เมื่อไรกัน? ท่านพ่อ”
นางเอ่ยกับบิดาบุญธรรม บนโต๊ะอาหารมื้อเย็น เกี่ยวกับสิ่งจะสรรหามาให้
“คงได้เวลาแล้วละนะ”
กวนต้าหยงลูบเคราบอก เพราะการฝึกหัดเรียนวิทยายุทธ
โครงสร้างทางร่างกาย และกระดูกต้องแข็งแรงเหมาะ
“ขอบพระคุณท่านพ่อ เ้าค่ะ”
หลินอี้ลงคุกเข่า น้อมก้มสำนึกบุญคุณ
ปรารถนาทำตามฝันตนเอง เพื่อมอบแต่สิ่งดีแก่เหมยหยงนาง
เมื่อครั้งพอจะทำได้ กวนต้าหยงพร้อมเสมอ
“ลุกขึ้นได้แล้ว ลูกข้า”
พยักหน้าให้ทำตาม“เอาเถิด พรุ่งนี้พ่อจะจัดการให้เ้า”
อีกรู้สึกมีหลินอี้ ลูกสาวที่มาเติมเต็มชีวิต
เกิดกระแสทานอบอุ่นทางใจ จึงให้การสนับสนุน
“ถือว่าเ้าโชคดี หลินนวี่เออร์”
คำจากมารดาที่นั่งร่วมอยู่ด้วย เหมยหยงเอ่ยขึ้น
ถึงแม้นางเอง ยังครองตัวดังเช่นเป็พระสนมเอกตามอดีต
ไม่ได้ให้ความหวังประการใด ในเชิงชู้สาวกับตน
การปฏิบัติต่อกันลักษณะฉันท์พี่น้อง ทำให้กวนต้าหยงยิ่งต้องถนอมเอาไว้
“โอ๊ะ! เป็วาสนาของข้าต่างหากเล่าเหมยหยง ที่ได้หลินอี้เป็ลูกสาว”
โต้แย้งบ้างพลางหัวเราะ รู้ั้แ่วันแรกฟ้าประทานให้มา
ป้าฟ่านกับไป๋อัน ที่ยืนคอยรับใช้ต่างได้เห็นถึงความสัมพันธ์แน่นแฟ้น
…พ่อบ้านหวง พาเฟิงจ่านมายังลานกว้าง
ตามคำสั่งเ้าสำนักสมิงเหลือง ที่นั่งรออยู่
“คารวะท่านเ้าสำนัก”
บุคคลที่เหมาะตามสายตาประเมิน ทำคำนับ
“ไม่ต้องมากพิธี เฟิงจ่าน”
เอ่ยแจ้ง“วันนี้ข้าจะยกให้เ้าเป็อาจารย์ ฝึกสอนวิทยายุทธแก่ลูกสาวข้า เ้าคิดอย่างไร”
ข้อดีของกวนต้าหยง คือบอกกล่าวและถามถึงความสมัครใจก่อนทุกครั้ง
กับลูกน้อง ไม่ว่าตำแหน่งสูงหรือน้อยก็ตาม
พื้นหลังเป็เพียงเด็กเร่ร่อนคนหนึ่ง ก่อนจะก้าวสร้างตน
ยกระดับสำนักสมิงเหลืองขึ้นได้ การร่วมแรงร่วมใจ จากบรรดาสมุนย่อมมีส่วน
“เป็เกียรติอย่างยิ่งขอรับ ท่านเ้าสำนัก”
ถูกไฟาเล่นงาน ยุทธการแย่งชิงรุกรานของชนเผ่าเถื่อน
ส่งผลต้องสูญเสียพ่อ แม่ คนในครอบครัว
ดั้นด้นเอาชีวิตรอด เดินทางรอนแรมมาถึงเมืองฉางฮั่น
หน่วยก้านดี มีวิทยายุทธติดตัวโดยบิดาผู้ถ่ายทอด
ดิ้นรนค้นหาอนาคตใหม่ มาขอเข้าฝากตัวเป็ลูกสมุน
ใน่เริ่มจัดตั้งสำนักของกวนต้าหยง จนบัดนี้เข้าปีที่สิบ
“ข้าจะเพิ่มค่าตอบแทน แก่เ้า”
จึงบอกกับเฟิงจ่าน ให้ความเป็ธรรมตรงนี้
เนื่องกำลังคิดแต่งงานสร้างตัวกับสาวตระกูลเฉียง
ที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ในละแวกนั้น ต้องเร่งหาเงินค่าสินสอดพอดี
“เป็พระคุณขอรับ ท่านเ้าสำนัก”รับปากน้อมคำนับเอางาน
“ต่อไปนี้ ่บ่ายเป็เวลาของเ้า”
แจงกำหนดตารางสอน เจาะจงเฟิงจ่านสมุนคนเก่งมีวรยุทธสูง
ทั้งไว้วางใจกันได้ ดูจากพื้นนิสัยซึ่งผ่านมา
หลินอี้เดินเข้าในบริเวณ หลังจากพ่อบ้านหวงตามตัวมาได้
“คารวะอาจารย์อีกคน ของเ้าซะลูกข้า”
กวนต้าหยงแนะปฏิบัติธรรมเนียม
“นี่ขอรับคุณหนู น้ำชา”
หวงชุนเช่อเตรียมไว้ สำหรับขั้นตอนมอบตัวเป็ศิษย์
“หลินอี้ขอคารวะ ท่านอาจารย์เฟิง”
รู้ชื่อแซ่นามเพราะเคยเห็นหน้าค่าตากันแล้ว
นางรับเอาความของพ่อบุญธรรมกวนต้าหยง เ้าสำนักสมิงเหลือง“
“ที่นี้ ข้าต้องไปก่อนนะ”
มีเื่ด่วนต้องออกเดินทางเยือนยังหมู่บ้านม้าดำ
ซึ่งผู้เฒ่าหม่าได้เสียชีวิตลง ด้วยโรคแก่ชราภาพ
ถือเป็สิ่งฐานะผู้นำเ้าสำนัก เห็นความสำคัญในงานพิธีไหว้ส่งิญญา
“ขอท่านพ่อเดินทางปลอดภัย เ้าค่ะ”หลินอี้น้อมยืนส่ง
“ทุกอย่างจัดไว้แล้วขอรับ ท่านเ้าสำนัก”
พ่อบ้านหวงไม่เคยขาดตกบกพร่องในหน้าที่ รายงานเ้านาย
พอรถม้าพ้นเขต หลินอี้จึงหันมาบอกไว้
“โปรดรอข้า หลังเลิกเรียนก่อนนะ ท่านอาจารย์เฟิง”
พูดจบได้รีบวิ่งไปเข้าห้องเรียน เนื่องเป็ชั่วโมงของอาจารย์เสิน
...หมู่บ้านม้าดำหม่าเฮยเซ่อ เมื่อผู้เฒ่าหม่าเซิงก่อนสิ้นลม
ได้ขอให้เ้าสำนักตั้งบุตรชาย ของตนขึ้นมาสืบแทน
ยังแท่นพิธีบูชาเข้ารับตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน หลังงานศพเสร็จสิ้น
“ข้าหม่าซือ ขอน้อมรับใช้แก่ท่านเ้าสำนักสมิงเหลือง และตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ให้เป็อย่างดี”
กล่าวคำต่อหน้าป้ายบรรพชน ผู้บิดาที่ล่วงลับ
“นับว่าเ้าได้สืบทอดเจตนารมณ์ของผู้เฒ่าหม่า ขอให้รับผิดชอบคำพูดในวันนี้เป็อย่างดี อย่าลืม”
เ้าสำนักสมิงเหลืองย้ำเตือน ก่อนมอบตราตั้ง
“ขอรับ ท่านเ้าสำนัก”
หม่าซือยืนยันหนักแน่น หันไปโค้งขอบคุณพี่น้องในหมู่บ้าน
ที่ให้การยอมรับในครั้งนี้ ไม่มีผู้ใดคิดต่างคัดค้าน
“ปีนี้ จะหามาเพิ่มให้อีก”
บรรดาคนเก่าแก่ ได้พากันล้มหายตายจาก
บ้างก็ปลดระวางตัวเองลง จึงต้องสรรหารุ่นหนุ่ม สาว เข้ามาเสริมจำนวน
การรับจ้างหาข่าวและส่งสาร โดยไม่มีข้อเงื่อนไข
ลักษณะสำนักสมิงเหลือง ถูกคนของทางการราชสำนัก
ไม่ชอบใจนักกับการกระทำดังกล่าว อันิ่เหม่
แต่สำหรับเ้าสำนักสมิงเหลือง กวนต้าหยงมองเยี่ยงชาวยุทธจักรทั่วไป
ไม่ขึ้นอยู่กับฝักใฝ่ฝ่ายใด ยึดหลักเป็กลาง ใครจ้างก็ทำตามหน้าที่
...บริเวณลานกว้าง หลังสำนักสมิงเหลือง
ครั้งแรกที่หลินอี้ ได้ลงมือฝึกวิทยายุทธ
“ข้าจะสอนท่วงท่าพื้นฐานให้เ้าก่อน คุณหนู”
เช่นกันเฟิงจ่านบอกกับลูกศิษย์คนแรกของตน
ซ้ำยังเป็เด็กผู้หญิง จึงต้องคิดถึงสิ่งเหมาะสม
และปรับขบวนรูปแบบใหม่ พร้อมยื่นมอบลำไม้ไผ่
ขนาดเหมาะมือให้ใช้แทน ในการร่ายรำเพลงดาบ
“นี่คือสิ่งสำคัญจงรักษาไว้ให้ดี เมื่อเห็นคนต้องเห็นกระบี่”
เลือกใช้วิธีเดียวกับบิดาของตน ที่เคยสอนสั่ง
“เป็พระคุณ ท่านอาจารย์”
หลินอี้รับเอามาแกว่งไกว ฝึกฝน เรียนรู้ควบคู่กันไป
ระหว่างวิชาการและทางวิทยายุทธ จากอาจารย์ทั้งสองท่าน
“ดี ๆ”
เฟิงจ่านเปิดสร้างจินตนาการ ใช้ลำไผ่เป็อาวุธให้แก่หลินอี้
ส่วนทางร่างกาย ให้ฝึกฝนหัดชกลมต่อสู้กับเงาตัวเอง
จนผ่านไปชักระยะ ใน่ยืนทอดมองความพยายามลูกศิษย์
“ท่านอาจารย์เฟิง ทำไมต้องให้ข้าสู้กับเงาของตัวเองด้วยล่ะ?”
คุ้นเคยจนเรียกขานสนิทเพราะเป็คนในสำนัก
“ไม่รู้หรือ นั้นเป็การเหนื่อยโดยเปล่าประโยชน์”
ลอบคิดว่า ผู้เป็อาจารย์ไม่ได้ใส่ใจจะสอนตนจริงจังนักจึงเอ่ยถาม
“เหนื่อยแล้วสินะเสี่ยวหลิน ที่ข้าอาจารย์เ้าให้ทำ ย่อมมีเหตุผล”
จากวิเคราะห์ เฟิงจ่านลุกขึ้นเดินมายืนแนะ
“หากเ้าไม่รู้ถึงเหลี่ยมมุม ท่วงท่าของศัตรู ที่กำลังบุกเข้าประชิด คงไม่มีวันเอาตัวรอดได้”
อธิบายเพื่อให้ลูกศิษย์เข้าใจ
“สู้กับเงาตัวเอง เป็ดั่งเหมือนกับคาดการณ์ล่วงหน้า”
แม้จะไม่จบการศึกษาสูงนัก เฟิงจ่านอาศัยจิตวิทยา
ล้วนซึ่งนำมาจากการสอนของบิดา ที่เคยแนะนำ
“ต้องสมมติฐานก่อนเสมอ”
คำของอาจารย์สายบู๊ พลอยทำให้กระจ่าง
“มิน่าเล่า!”
ไหวพริบพอรู้ถึงจุดประสงค์ เลยทักอุทาน
“ในบทตำราเรียนยังพอมีแนวทางชี้บอกได้ ลำดับทำประการใดแก้ไขเป็ขั้นตอน”
ทั้งพยายามสื่อลงลึก ถึงรายละเอียดที่ซับซ้อน
“แต่ในทางวิทยายุทธกับคู่ต่อสู้ เราไม่มีทางเอาชนะต่อกรได้เลย หากไร้ซึ่งสามารถอ่านใจของฝ่ายตรงข้าม”
หูฟังไว้คิดตาม หลินอี้เห็นด้วย
“จริงเ้าค่ะ ท่านอาจารย์”
เมื่อศิษย์แสวงใคร่รู้ประเด็นหลัก จึงวิทยาทานแจกแจง
“ฉะนั้นแล้ว ก่อนจับจุดผู้อื่นออก ควรศึกษาตนเองให้ดีเสียก่อน”
ประโยคเผยเคล็ดเนื่องรู้มาบ้าง หลินอี้นางปราดเปรื่องอยู่แล้ว
จึงเป็เื่ง่าย ที่จะเอ่ยนำร่องหลักสูตร
“โอ้ ข้ากระจ่างแจ้งแล้วท่านอาจารย์”
โดยไม่แปลกใจ คำชี้แนะเป็ผลทันที
“อีกอย่าง ตัวข้ายังต้องเรียนรู้การเป็อาจารย์สำหรับเ้า”
ใช้คำพูดสื่อยังสิ่งค้างคาในหัวลูกศิษย์
“อันมีสิ่งประการใด อย่าคิดเอาเองว่ามิได้ใส่ใจกับเ้าเลย”
เปิดชนิดหยั่งถึงภายใน โดยฝึกจากตำราชีวิต
ผ่านการสังเกตบุคคลรอบข้าง อันดับแรก
“ต้องขออภัยท่านด้วย เ้าค่ะ”
น้อมสำนึกยอมรับข้อสอนก่อประโยชน์ ด้านศิษย์ชื่นชมความสามารถของอาจารย์
...จวนยามแดดหลบหมดวัน จึงขอตัวลาสนามฝึก
ลัดเลาะแวะชมสวนต้นบอนไซแคระ พุ่มโปรด
กำลังขึ้นรูปก้อนเมฆลอยเลื่อน ซึ่งตกแต่งเองกับมือ
“่นี้ ข้าคงไม่ได้ตัดกิ่งให้บ่อย เพราะยุ่งกับเรียนยุทธ”
ก้มลงพูด“คงปล่อยเ้า เสียทรงสักพัก”
เอ่ยบอกพันธุ์ไม้ที่ยืนนิ่ง จากนั้นเดินผ่านก้าวถึงเรือนมารดา
“กลับมาแล้วหรือ หลินนวี่เออร์”
เหมยหยง นางยิ้มมองไปยังลูกสาวที่เติบโตขึ้นตามวัย
“ท่านแม่จ๋า คือลูกอยากขออนุญาตออกไปหอนารีพลิ้ว กับท่านอาจารย์เสินในคืนนี้”
แอบกลั้นใจขอจากมารดา ด้วยถึงเวลาตามที่คุยเอาไว้
“อะไรกัน! แม่คงอนุญาตให้เ้าไม่ได้ อันสถานที่สำหรับบุรุษเท่านั้น”
นางปฏิเสธลูกสาว ทั้งที่หลินอี้ยกอ้างถึงเหล่าซือ
ผู้จะพาไปเรียนรู้อีกมิติ อีกธุระสำคัญที่รอมานาน
“แม่อยากให้เ้า หันมาสนใจงานบ้านงานเรือนบ้าง”
คำชี้ขาดมารดา อีกทั้งเจตนาอยากปูทางภายภาคหน้า
“ข้าทราบท่านแม่ แต่”
เผื่อไว้แล้วไม่ได้ไปแน่ ๆ หากเอ่ยขอโดยตรง
“วันรุ่งคงต้องบอกกับท่านอาจารย์เสิน”
หลินอี้เปรยพูดเพื่อความสบายใจแก่มารดาของนาง
“ดูเถิด แม่มีขนมถั่วกวน วานโต้วหวง 豌 豆 黄 ให้เ้าด้วย”
เหมยหยงเปิดฝาครอบจานบนโต๊ะ ให้ได้ชิมลิ้มลอง
“ว้าว! ท่านแม่ช่างรู้ใจข้ายิ่ง”
ผุดรอยยิ้มกว้าง เข้ามากอดซบต้นแขน
“พรุ่งนี้เป็วันไหว้พระจันทร์ แม่เลยทำแบ่งเ้ากินก่อน”
ความรักจากมารดา ทำให้หลินอี้ไม่เคยเอ่ยปาก
ถามถึงเื่ราวบิดาแท้จริง ของนางเลยสักประโยค
ประกอบทั้งความเมตตากรุณาจากเ้าสำนักกวนต้าหยง
พอเพียงขนาดตัดสิ่งกังวล จะค้นหาที่มาของตัวตน
…“ตื่นได้แล้ว ลูกแม่”
ล่วงเข้ามาปลุกถึงที่นอน เหมยหยงถือโอกาสจะหัดสอนวิธีทำขนมให้
“โธ่! ท่านแม่ เ้าขา”
ไม่ได้ถนัดกับสิ่งที่ผู้เป็มารดาชักชวนสักนิด
เมื่อคราจะถูกจูงเข้าครัว ถึงกลับเกิดอาการเล็กน้อย
“สตรีควรมีฝีมือเื่พวกนี้ไว้ติดตัว ยามออกเรือน เชื่อแม่เถิด”
นางโน้มน้าวกับลูกสาว ที่เริ่มเข้าสู่วัยดรุณี
“ข้าจะอยู่กับท่านแม่ จนทึนทึกเ้าค่ะ”
ฝ่ายหลินอี้โต้ขัดขืนแกมออดอ้อน
“พูดเยี่ยงนั้นไม่ได้”
สองมือโอบบ่า นั่งคุยกลั่นกรองประโยค
“ในไม่ช้า เ้าจะต้องแต่งงานมีครอบครัวเป็ของตัวเอง”
ท่าทีอิดออดหลบตา หาข้ออ้างตามเคย
“เช่นนั้น ข้าคงไม่เลือกทำขนมหรอกเ้าค่ะ ขอทำสวนปลูกผักลงแปลงดอกไม้ให้ชมดีกว่า”
มีทางเลี่ยงจนได้ กับแววลื่นไหลอันไม่อยากคิดไปไกล
เนื่องความสุขที่มีตอนนี้ ก็ดีแล้วสำหรับนาง
“ทุกอย่างล้วนต้องใช้เวลา ลูกแม่ฟังนะ”
ยกนำมาเอ่ยเปรียบเทียบ ประกอบคำสอน
“การปรุงอาหาร ทำขนมอร่อย ๆ ให้คนที่รักได้ทานอิ่ม ถือเป็การแสดงความห่วงใยอีกวิธี”
“เหมือนที่ท่านแม่ ทำให้กับข้าใช่ไหม”
วลีจากใจลูกสาว แฝงความซาบซึ้ง
“ใช่จ้ะ”
เหมยหยงยิ้มตอบให้ ในความหมาย
“เอาเถิด วันนี้เข้าครัวช่วยแม่กันนะ”ร้อนวิชา จนยกวาจาหว่านล้อม
“ได้สิท่านแม่ แต่ลูกขอตัวไปอาบน้ำก่อน”
ประวิงเวลาเข้าไว้ นิสัยหากชอบสิ่งใดต้องกระโจนใส่ทันที
“อย่าช้านัก แม่จะรอ”
แลตามหลัง มารดาบอกก่อนล่วงหน้าไว้
เพราะต้องเร่งลงมือทำขนมไหว้พระจันทร์ ให้ได้ไส้หลากหลายชนิด
...“อรุณสวัสดิ์จ้า ป้าฟ่าน”
เอ่ยทักทาย เหมยหยงเปิดประตูห้องครัวเข้าไป
พลันได้เจอกับฟ่านซิว ซึ่งนางกำลังเตรียมของให้
“ท้องฟ้าสดใสเปี่ยมล้นสุขใจ ขอความโชคดีเข้าบ้าน เจีย ห่าว ยวิ่น ชี่ 家 好 运 气”
ฟ่านซิวไม่น้อยหน้า ว่ากล่าวเบิกสำนวนมงคล
“ครอบครัวอยู่เย็นเป็สุข เหอ เจีย ผิง อัน 合 家 平 安”
ด้านพ่อครัวสองคน กระวีกระวาดต่างกล่าวคำดี ๆ มอบแก่กัน
ธรรมเนียมปฏิบัติต่อกันมา หลายร้อยพันปีของชาวเมืองชนเผ่าั
ต้องมีพิธีเซ่นไหว้ เทพเ้าหลังฤดูเก็บเกี่ยว
ที่ได้ประทานความอุดมสมบูรณ์ต่อมวลมนุษย์
ให้มีข้าวปลา อาหาร หล่อเลี้ยงชีวิตสืบรุ่น
จากบรรพบุรุษ จวบจนมาถึงทุกวันนี้อย่างไม่อดอยาก
…ลานกล้างบริเวณด้านหน้าราชวัง ได้มีพิธีตั้งโต๊ะบูชาสรรเสริญเทพเ้า
ริเริ่มโดยองค์ฮ่องเต้ ร่ายกล่าวลำนำ
“ปีนี้น้ำท่าอุดมทำให้ผลผลิตสมบูรณ์ ชาวเมืองราษฎรพูนสุข”
ฉางอันเล่อจุดธูปหอมประเดิม
“ขอขอบคุณในความเมตตา ของเหล่าทวยเทพทั้งหลายด้วยเทอญ”
คาบในพิธี่เช้า ภายในค่ำคืนยังมีงานรื่นเริง
ผู้คนต่างออกมาพบปะมอบของขวัญ กล่าวคำอวยพรเพื่อเป็สิริมงคล
“ช่างสมกับที่เป็โอรส์ ลงมาจุติพ่ะย่ะค่ะ”
เอินถงนำข่าวมาด้วยตัวเองยังตำหนักเฉินตี้
หลักจากผ่านขั้นตอน กราบไหว้ฟ้าดินอันเสร็จพิธี
เอินสือไท่พระนางฮองเฮา ได้คลอดบุตรทารกเพศชาย
ฉางอันเล่อฮ่องเต้ พอรับรู้แฝงยินดี
“ข้าจะส่งโองการถึง”
ขยาดจะเสด็จเข้าตำหนักเฉินไคว้อิง จึงตรัสเอ่ยเช่นนี้
ถือเป็ครั้งสุดท้าย สำหรับพลาดท่าเสียที
“เหตุใด องค์ปี้เซี่ยไม่เยือนถึงพ่ะย่ะค่ะ”
ขั้นเอินถงกล้าถามกับฮ่องเต้
“พามาหาข้า ยังตำหนักแห่งนี้”
รับสั่งตรัสเด็ดขาด แสดงออกให้รู้นัยยะตรง ๆ
ต่อไปจะไม่ใจดี ตกเป็จุดอ่อนชักจูงได้อีก
“ข้ากระหม่อม จะนำทลูต่อฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ”
พลอยได้ถอยออก ด้วยคลื่นความระแวงได้ก่อตัวขึ้นแล้ว
จากองค์เหนือหัว ที่ตนใช้ลูกไม้ตื้น ๆ ล่อลวง
…เสียงตวาดของเอินไท่สือ ชี้นิ้วกราดทั่ว
“หาเอามาให้ครบ!”
ใส่บรรดานางรับใช้ มวลถวายปรนนิบัติ่หลังคลอด
“ทรงพระทัยเย็นก่อน เพคะ”
หัวหน้าคนรับใช้วอนขอ
“เครื่องยาโอสถปรุงขาด ต้องรอก่อน”นางกล่าวถึงข้อติดขัด
เพิ่มอารมณ์พุ่ง ระบายใส่ไม่สนใจใครหน้าไหน
“หากไม่พอ ให้ไปเอาส่วนในท้องคลังมาสิ!”
ภาวะเร่งระดมรมควัน เข้ากระโจมขับน้ำคาวปลา
สมุนไพรบางจำพวก ไม่พอหามาได้ทันตามสนอง
“ต้องทำคำร้องขอ เบิกส่วนเกิน เพคะ”
ระเบียบในหน่วยงานสำนักหมอหลวง ถูกนางหัวหน้ารับใช้ยกขึ้นมาพูด
ครั้งสิ่งไม่ได้ดั่ง้าถูกขัด เืลมตีขึ้น
ส่งผลกระทบถึงร่างกาย ตัวสั่นเทาระงับไม่อยู่
“หามาให้ข้า เดี๋ยวนี้!”
ข้าทาสบริวารปั่นป่วน วิ่งแตกกระเจิงโกลาหล
จนบิดาผู้ก้าวเข้ามา ส่ายหัวให้กับกิริยาการกระทำไม่สมกับตำแหน่ง
“ฮองเฮาทรงยับยั้งไว้ด้วย พ่ะย่ะค่ะ”
เอินถงพยายามเข้าหน้า พูดดักห้ามปราม
“ท่านพ่อ ดูเอาเถิด”
เอินสือไท่น้ำตาร่วง นางคร่ำครวญตัดพ้อยืดยาว
“ข้าอุตส่าห์มีโอรสแล้ว ยังไม่อยู่ในสายพระเนตรฝ่าา”
คับแค้นแน่นอก ที่ตนกับทารกน้อยต้องรอการมาเยือนขององค์ฮ่องเต้
นอกจากเสียว่า ต้องเข้าหาคราพร้อมตามคำรับสั่งผ่านทางบิดา
เอินถงนึกเห็นใจบุตรนาง เอ่ยกับท่าทางปาดน้ำตาฟูมฟายสะอื้น
“สักวัน พ่อจะทำให้เ้าเหนือกว่าผู้อื่น”
พอรับฟังคำปลอบจึงลดอาการ
“ข้าจะไปตำหนักเฉินตี้”
พระนางยืนยัน ตรัสระบุประสงค์
“กระหม่อมว่า รอฟื้นฟูจนเข้าที่ก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
ในส่วนตรงนี้ต้องได้ทัดทานจากเอินถง
“ข้าคงทำให้มิได้ ท่านพ่อ”
ความดื้อดึงทำตามหัวใจเรียกร้อง เอินสือไท่หอบเอาทารกขึ้นเกี้ยวหาม
ทุกอย่างท้ายแล้วต้องผิดหวัง เสมือนดั่งเป็การสั่งสอน
ดัดนิสัยทางอ้อมแก่ฮองเฮา ที่มักเอาแต่พระทัย
องค์ฮ่องเต้ขึ้นว่าราชการงานกิจ ไม่อยู่ให้รบกวน
ประหนึ่งคล้ายเ็าหมางเมินใส่ เพื่อให้รู้ตัว
หากแต่ในฐานะพระบิดาของโอรสเกิดใหม่
ย่อมอาทรจุดนี้ ทรงสั่งหมอหลวงจัดหาจำพวกของบำรุง
เอื้ออำนวยต่อมารดาหลังคลอด โดยไม่ขาดตกบกพร่อง
ล่าช้าเื่ใด หากจะให้ไปหายังตำหนักของฮองเฮาคงยาก.