บทที่18 เลื่อนระดับแล้ว เย้ ๆ
หลินเสี่ยวเฉินชะงักไปเล็กน้อยดวงตาหรี่ลงอย่างตั้งใจก่อนจะกวาดสายตามองข้อมูลที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอสีฟ้าหัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
‘ระดับ…2’
“ในที่สุดก็ปลดล็อกแล้ว” เด็กชายพึมพำเบา ๆ
จากนั้นรายการสินค้าใหม่ก็ปรากฏขึ้นทีละบรรทัดสิ่งของทั้งห้าชนิดที่เพิ่มเข้ามาทำให้สายตาของเขาสั่นไหวทันที
1 ผ้าห่มหนาสำหรับฤดูเหมันต์
2 เมล็ดผักห้าชนิด
3 เกลือ
4 น้ำมัน
5 ยาสมุนไพรพื้นฐาน
เพียงแค่ไล่ดูทีละอย่างความตื่นเต้นก็พุ่งขึ้นในใจอย่างห้ามไม่อยู่เขารู้ดีว่าสิ่งเหล่านี้มีค่ามากแค่ไหนในโลกนี้โดยเฉพาะสำหรับครอบครัวที่ยากจนอย่างบ้านหลิน
“นี่มัน…ของจำเป็ทั้งนั้น” เขาพูดเสียงนั้นดังมากแต่ยังดีที่ไม่มีผู้ใดอยู่แถวนั้น
ผ้าห่มหมายถึงฤดูหนาวปีนี้จะไม่ต้องทนหนาวสั่นอีกต่อไปเมล็ดผักหมายถึงอาหารที่หลากหลายขึ้นไม่ต้องพึ่งเพียงผักป่าที่หาได้บ้างไม่ได้บ้างเกลือและน้ำมันคือสิ่งที่จำเป็สำหรับทุกครัวทุกบ้านและยาสมุนไพรคือสิ่งที่บิดาของเขา้ามากที่สุด ทุกอย่างล้วนแก้ปัญหาที่บ้านเขากำลังเผชิญอยู่
หลินเสี่ยวเฉินสูดลมหายใจลึกพยายามกดความตื่นเต้นลงก่อนจะเปิดหน้าต่างแลกเปลี่ยนสินค้า เขาไม่ได้ลังเลเลยคะแนนความสุขที่สะสมมาถูกใช้ไปอย่างรวดเร็ว สิ่งของค่อย ๆปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของเขาเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยเด็กชายก็ลุกขึ้นแล้วแบกของทั้งหมดกลับบ้าน
ค่ำคืนนั้นกระท่อมเล็ก ๆที่ปรับปรุงแล้วของบ้านหลินยังคงเงียบสงบเหมือนทุกวันแสงตะเกียงสลัวส่องให้เห็นเงาของคนในบ้านที่กำลังพักผ่อนหลังจากเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน
แต่ทันทีที่หลินเสี่ยวเฉินเปิดประตูเข้าไปภาพที่เกิดขึ้นก็ทำให้ทุกคนต้องหันมามองเขาไม่ได้กลับมามือเปล่า ในมือและอ้อมแขนของเขาเต็มไปด้วยสิ่งของ ห่อผ้า ถุงเมล็ดผักไหน้ำมันและของอื่น ๆ อีกหลายอย่าง
หลินอวี้หลานที่กำลังจัดของอยู่ถึงกับชะงัก
“เสี่ยวเฉิน…นี่คืออะไรกัน”เสียงของนางแฝงความใอย่างชัดเจน
จางเว่ยเยียนเองก็เงยหน้าขึ้นมองทันที สายตาเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ
หลินเสี่ยวเฉินวางของลงบนพื้นทีละอย่างอย่างเป็ระเบียบก่อนจะยกยิ้มที่มุมปากอย่างภูมิใจ “ข้าเอาของมาฝาก”
คำพูดเรียบง่ายแต่สิ่งที่วางอยู่ตรงหน้ากลับไม่ธรรมดาเลยแม้แต่น้อยเขาหยิบถุงเมล็ดผักขึ้นมาก่อนแล้วยื่นให้พี่สาว
“นี่เมล็ดผักห้าชนิด” เขาพูด“พรุ่งนี้พี่หญิงลองปลูกดู”
หลินอวี้หลานรับไปอย่างงงงัน นางเปิดดูเล็กน้อยก่อนจะเบิกตากว้าง “นี่มัน…”
“ผักกาด กะหล่ำ คะน้า ผักบุ้ง แล้วก็หัวไชเท้า”เขาอธิบายต่อ “ตอนนี้มีน้ำแล้วดินก็น่าจะปลูกได้”
คำพูดนั้นทำให้แววตาของหญิงสาวเปลี่ยนไปทันทีจากความใกลายเป็ความตื่นเต้น
“ถ้าปลูกได้จริงพวกเราจะมีผักกินตลอดเลย”นางพูดพลางเขย่าแขนน้องชายด้วยความดีใจ
“ใช่ แล้วถ้าเหลือก็เอาไปขายได้ด้วย” หลินเสี่ยวเฉินพยักหน้าเขาพูดต่อราวกับเป็เื่ธรรมดา “พรุ่งนี้ข้าไปทำงานได้เงินแล้วจะซื้อปุ๋ยมาเพิ่มใส่ข้าวกับผักจะได้โตดี”
หลินอวี้หลานกำเมล็ดผักในมือแน่นก่อนจะพยักหน้าแรง ๆ “ข้าจะปลูกให้ดีที่สุด”
ขณะเดียวกันจางเว่ยเยียนยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่สายตาของนางไม่ได้มองเมล็ดผักแต่มองไปที่อีกสิ่งหนึ่งห่อเกลือขนาดใหญ่และไหน้ำมันที่เกือบเต็ม มือของนางสั่นเล็กน้อยเมื่อเอื้อมไปแตะในยุคนี้เกลือและน้ำมันไม่ใช่ของที่หาง่ายโดยเฉพาะสำหรับครอบครัวยากจนบางบ้านแทบไม่ได้ใช้เลยด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้มันกลับวางอยู่ตรงหน้า
“เสี่ยวเฉิน…” นางเอ่ยเสียงเบา “ของพวกนี้…เ้า...”น้ำเสียงของผู้เป็แม่เต็มไปด้วยทั้งความดีใจทว่าระคนความสงสัย
หลินเสี่ยวเฉินมองออกทันที เขาจึงตอบอย่างเตรียมใจไว้แล้ว
“ข้าซื้อมาจากในเมือง” เขาพูดเรียบ ๆ“ที่ร้านอาหารมีทางซื้อของได้ถูกกว่าคนทั่วไป เถ้าแก่เขาให้ราคาพิเศษ”
คำอธิบายนี้อาจดูไม่น่าเชื่อนักแต่ก็เพียงพอจะทำให้จางเว่ยเยียนหยุดลังเลสุดท้ายนางก็ไม่ได้ถามต่อเพราะความดีใจมีมากกว่าความสงสัยน้ำตาคลอขึ้นมาอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว
“ลูกแม่…” นางพึมพำ
หลินเสี่ยวเฉินไม่ได้พูดอะไรต่อเขาหยิบห่อยาสมุนไพรขึ้นมาแล้วเดินไปหาหลินกวงที่นั่งพักอยู่ด้านใน
“ท่านพ่อ” เขายื่นยาให้ “ต้มกินเถิด จะได้หายไว ๆ”
หลินกวงมองห่อยาในมือแล้วเงยหน้ามองลูกชายสายตานั้นเต็มไปด้วยความซับซ้อน ทั้งใ ภาคภูมิใจ และรู้สึกผิด
“เ้าลำบากเกินไปแล้ว ลูกชายข้า” เขาพูดเบา ๆ
หลินเสี่ยวเฉินส่ายหน้า “ไม่ลำบากหรอกขอรับขอเพียงท่านพ่อหายดีบ้านของเราก็จะกลับมาสมบูรณ์อีกครั้งหลังจากนั้นหากท่านพ่ออยากทำอะไรก็จะได้ทำอย่างเต็มที่”
หลินกวงได้แต่พยักหน้า ในใจก็คิดว่าั้แ่วันนี้เป็ต้นไปเขาจะพยายามรักษาร่างกายให้กลับมาแข็งแรงโดยเร็วที่สุดจะได้มาช่วยบุตรสาวกับบุตรชายทำงานได้
สุดท้ายสิ่งที่ทำให้ทุกคนตกตะลึงที่สุดก็คือผ้าห่มไม่ใช่ผ้าห่มเก่าหรือผ้าขาด ๆ ที่ใช้กันอยู่ก่อนหน้าแต่เป็ผ้าห่มหนา ผืนใหญ่ดูอบอุ่นอย่างที่คนบ้านหลินไม่เคยเห็นมาก่อน หนึ่งผืน…สองผืน…สามผืน…สี่ผืนเขาวางมันลงทีละผืนบนพื้น
ทั้งห้องเงียบสนิท หลินอวี้หลานถึงกับยกมือขึ้นปิดปากจางเว่ยเยียนยืนนิ่งน้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัวหลินกวงเองก็เบิกตากว้าง
ฤดูเหมันต์ในที่แห่งนี้โหดร้ายเพียงใดนั้นพวกเขารู้ดีหลายปีที่ผ่านมาต้องทนหนาวด้วยผ้าบาง ๆ บางคืนแทบไม่ได้นอน แต่ตอนนี้…
“ปีนี้” หลินเสี่ยวเฉินพูดเบา ๆ “พวกเราจะไม่หนาวแล้ว”
คำพูดจากเด็กชายวัยสิบขวบที่ทุกคนไม่เคยคาดหวังอะไรจากเขาบัดนี้สำหรับคนในบ้านหลินมันเหมือนคำสัญญาที่อบอุ่นที่สุด เหมือนกับเป็คำพูดของ์
จางเว่ยเยียนเดินเข้ามาหาเขา ก่อนจะยกมือขึ้นลูบศีรษะลูกชายเบา ๆน้ำตายังคงไหลไม่หยุด “ขอบใจเ้า ขอบใจจริง ๆ”
หลินอวี้หลานเองก็ยิ้มทั้งน้ำตาที่คลอเบ้า หลินกวงมองภาพนั้นเงียบ ๆก่อนจะหลับตาลงเล็กน้อย ในอกของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย
คืนวันนั้นบ้านเก่า ๆที่เคยหนาวเย็นกลับอบอุ่นขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนไม่ใช่เพียงเพราะผ้าห่มกับบ้านที่เพิ่งซ่อมเสร็จใหม่ ๆแต่เพราะความหวังและเด็กชายคนหนึ่งที่กำลังเปลี่ยนทุกอย่างไปทีละน้อย