หยางจูยืนหายใจหอบ ไม่ใช่เพราะเหนื่อย แต่เป็เพราะว่าเธอกำลังโมโห เวลาที่โมโหอะไรมากๆ จะควบคุมตัวเองไม่ได้ ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน เสียงร้องไห้ของลูกชายบาดลึกไปถึงขั้วหัวใจ เธอไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อมองไปเห็นใบหน้าของลูกชายที่บวมเป่ง ก็ไม่จำเป็ต้องอธิบายอะไรให้กับเธอฟังอีกต่อไป ในเมื่ออยู่กันดีๆ ไม่ได้ ก็ไม่จำเป็ต้องออมมือ
“กะ แก หยางจู นังแพศยา แกกล้าถีบฉันเหรอ?” สูจิ่งหลิว ชี้หน้าอีกฝ่ายอย่างกล้าๆ กลัว เพราะตอนนี้ทั้งท่าทางและแววตาของหล่อนดูไม่น่าเข้าใกล้เลยสักนิด
“ฉันจะทำมากกว่านี้อีก” พูดจบหยางจูก็ตรงเข้าไปกระชากผมของอีกฝ่าย
เนื่องจากว่าสูจิ่งหลิวเจ็บสะโพกที่กระแทกกับพื้นเมื่อสักครู่ ทำให้หล่อนไม่สามารถลุกขึ้นยืนเองได้ พอถูกกระชากผมจากทางด้านหลัง ก็ยิ่งทวีความเ็ปเพิ่มขึ้นไปอีก
“ไอหยา นี่แกจะทำอะไรฉัน” ถึงจะกลัวแต่ก็ยังถามอีกฝ่ายอย่างหาเื่
“ฉันจะให้แกชดใช้ให้กับลูกชายของฉันยังไงล่ะ” พูดจบก็กดหน้าของอีกฝ่ายลงพื้น จากนั้นก็เตะเข้าที่ซี่โครงอย่างแรง
เธอไม่ได้โง่ที่จะทำให้เกิดาแภายนอกจนเกิดโทษกับตัวเองได้ แต่แผลข้างในนั้นเธอไม่รับประกัน เพราะถึงอย่างไรก็ต้องเอาคืนอีกฝ่ายจนสาสม
สูจิ่งหลิวจุกจนพูดไม่ออก ทั้งที่ร่างกายไม่มีาแตรงที่ใดเลย แต่ทำเอาเธอถึงกับพูดไม่ออก งอตัวด้วยความเ็ป
หยางจูหายใจเหนื่อยหอบ ปัดมือที่เลอะดินออก จากนั้นก็เข้าไปกระซิบข้างหูของคนเจ็บ “จำเอาไว้ว่าอย่าแตะต้องลูกชายของฉันอีก ไม่อย่างนั้นหล่อน ตายแน่!” เธอย้ำประโยคสุดท้ายให้ได้ยินชัดๆ จนคนเจ็บใตาเหลือกจนแทบช็อก
หยางจูเดินไปสำรวจลูกชาย ตอนนี้เขาไม่ร้องไห้แล้ว ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบน้ำตา ดวงตายังคงรื้นไปด้วยหยาดน้ำแห่งความเ็ปและเสียใจ เธอกำลังจะพาลูกชายออกไปจากที่นี่ แต่หางตาเหลือบไปเห็นใครอีกคนที่ยืนแข็งเป็ท่อนไม้
“ถ้าเื่นี้รู้ไปถึงหูของคนอื่น ฉันจะตัดลิ้นของเธอกับแม่”
เด็กน้อยได้ยินแบบนั้นก็สะดุ้ง เตรียมจะร้องไห้ออกมา แต่เห็นผู้เป็อาสะใภ้ถลึงตาใส่ก็รีบปิดปากตัวเองทันที สูจิ่งหลิวเห็นแบบนั้นก็รีบคลานมาปกป้องลูกสาว ทั้งที่ตัวเองแทบจะกระดิกตัวไม่ได้
“อย่าทำอะไรลูกฉันนะ” เธอพยายามเค้นเสียงของตัวเองออกมา คล้ายกับงูจงอางหวงไข่
“ก็รักลูกตัวเองนี่ แล้วไม่คิดว่าคนอื่นจะรักลูกของเขาบ้างหรือไง ถ้าต่อไปฉันเห็นว่าพี่กับลูกสาวรังแกลูกชายของฉัน ไม่ว่าจะทั้งต่อหน้าหรือลับหลัง เตรียมตัวไปเป็ผักได้เลย คงจะรู้แล้วนะว่าฉันเอาจริงไม่ได้ขู่” หยางจูชี้หน้าขู่
เธอไม่ได้รู้สึกเกรงกลัวผลที่จะตามมาเลยสักนิด เพราะมั่นใจว่าตนและลูกชายไม่ได้เป็ฝ่ายลงมือก่อน และเธอเองก็เชื่อว่าต่อให้ตัวเองจะเป็ฝ่ายถูก แต่สุดท้ายแล้วก็คงไม่ได้รับความยุติธรรมอยู่ดี ไม่สู้จัดการเองให้จบเลยยังจะดีเสียกว่า
ทางด้านสูจิ่งหลิวเอง แม้ว่าจะเจ็บจากการถูกซ้อม แต่นอนนิ่งๆ สักพักก็สามารถลุกขึ้นมาได้เอง เื่นี้เธอเป็ฝ่ายลงมือก่อน จึงไม่สามารถเอาเื่กับอีกฝ่ายได้ อีกอย่างคือเธอเพิ่งจะก่อเื่ แม่สามีเองก็เอ่ยปากเตือนแล้วว่า่นี้ห้ามก่อเื่ ทำให้ต้องกลืนความแค้นในครั้งนี้ลงท้องไป
หยางจูพาลูกชายกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง เธอหยิบเอายาทาแผลในมิติออกมาทาให้ลูกชาย ไม่ได้รีบร้อนพาลูกชายกลับไปส่งให้คุณย่าหวง ซึ่งท่านเองก็ไม่ได้มาตามเหลนชายด้วยเช่นกัน
“เจ็บมากไหม?”
“ไม่เจ็บครับ” เด็กน้อยส่ายหน้ารัวๆ
“โกหก” หยางจูพูดขึ้นเสียงเรียบ ทั้งที่ในใจอยากจะร้องไห้ออกมาเสียเดี๋ยวนี้เลยด้วยซ้ำ
ถึงจะไม่ใช่ลูกที่ตัวเองเบ่งออกมา แต่ยังไงก็ยังมีสายใยของความผูกพันระหว่างร่างนี้กับลูกชายอยู่ ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่โมโหจนเืขึ้นหน้า ซ้อมอีกฝ่ายจนน่วมขนาดนั้น
เด็กน้อยสะดุ้ง เห็นแม่ทำหน้าบึ้งก็รีบพูดความจริง “เจ็บมากเลยครับ”
“เจ็บก็ต้องอดทน เป็ลูกผู้ชายต่อไปอย่าให้ใครมารังแกได้อีกเป็อันขาด”
เธอไม่รู้ว่าหลักการสอนลูกที่ดีควรจะต้องพูดอย่างไร แต่สำหรับเธอถูกสอนมาว่าไม่ให้เอาเปรียบคนอื่น ทำทุกอย่างที่อยากทำแค่ไม่เดือดร้อนใครก็พอ เพราะฉะนั้นเธอมองว่าไม่ผิดถ้าเธอจะปกป้องลูกชายของตัวเองจากคนพาลพวกนั้น ถึงแม้ว่าจะมีการลงไม้ลงมือกันก็ตาม
“ลูกกลัวแม่หรือเปล่า” เธอถามอย่างไม่มั่นใจ เพราะลูกชายเห็นเหตุการณ์ที่ตัวเองทำทุกอย่าง
“ไม่ครับ”
“ตำหนิแม่หรือเปล่า?”
“อื้อ” เด็กน้อยมองหน้าแม่ เห็นว่าหล่อนไม่พูดอะไร เหมือนกำลังรอฟังว่าเขาจะพูดอะไรต่อ
“ผมรอแม่นานมาก ป้าสะใภ้รองตบหน้าแรงมาก เอาแต่ด่าว่าผมเป็ขี้ขโมย เป็เด็กนิสัยไม่ดี” เด็กน้อยพูดติดๆ ขัดๆ เพราะรีบพูด อีกอย่างเขาก็ยังพูดไม่ค่อยชัดเท่าไหร่
หยางจูนั่งฟังลูกชายอย่างตั้งใจ จากนั้นก็ระบายยิ้มออกมา ในที่สุดลูกชายของเธอก็เข้าใกล้คำว่าเด็กทั่วไปแล้ว เป็ธรรมดาของเด็กที่เขาจะคิดแบบนั้น ดีกว่าที่เขาเอาแต่เก็บเงียบ ไม่ยอมพูดหรือระบายออกมา เพราะนั่นจะทำให้โตขึ้นเขาจะเป็คนที่น่ากลัวคนหนึ่ง
“ความจริงแม่เก่งมาก เตะป้ารองกระเด็น คิก!” เด็กน้อยหัวเราะออกมาหลังจากที่เขาระบายความคับข้องใจ
“ความจริงที่แม่ทำก็ไม่ถูก ใช้กำลังแก้ปัญหา แต่เป็เพราะบ้านหลังนี้หาความยุติธรรมสำหรับเราแม่ลูกนั้นยากมาก แต่แม่อยากจะให้ลูกใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์เข้าใจหรือเปล่า?”
หวงชิวิพยักหน้าหงึกๆ แม้จะไม่เข้าใจทั้งหมด แต่เขาเข้าใจเื่ไม่ใช้กำลัง เพราะย่าทวดมักจะย้ำอยู่เสมอว่าห้ามใช้กำลังกันใครครอบครัว
“เฮ้อ ช่างเถอะ ลูกยังเด็กเกินไปที่จะเข้าใจข้อความลึกซึ้งพวกนี้” หยางจูถอนหายใจ โบกมือไปมา ไม่อยากพูดถึงเื่นี้อีกต่อไป
จากนั้นไม่นานคุณย่าหวงก็เดินมาตามเหลนชาย เพราะใกล้จะได้เวลามื้อเย็นแล้ว แต่เหลนชายยังไม่ยอมกลับห้องท่านเองก็กลัวว่าเขาจะอด
“ต้องขอโทษด้วยที่ให้เขากลับห้องไม่ตรงเวลา” หยางจูรับหน้าแทน
คุณย่าหวงไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่สังเกตชุดใหม่เหลนชาย พยักหน้าพอใจช้าๆ กำลังจะระบายยิ้มเหี่ยวย่นออกมา แต่แล้วก็ต้องหุบยิ้ม เมื่อหันไปเห็นรอยฟกช้ำที่ตรงมุมปากของเหลนชาย ท่านตวัดสายตาคมไปที่หลานสะใภ้ทันที
“ไม่ใช่ฝีมือของฉันนะคะ” หยางจูรีบบอก เธอจะมีเื่กับใครก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่คุณย่าหวงผู้เป็ใหญ่ในบ้านหลังนี้แน่นอน
“กลับ” คุณย่าหวงไม่ถามต่อ เพียงแต่ตวัดหางตามองเหลนชาย
หวงชิวิก้มหน้าเดินตามย่าทวดออกจากห้องอย่างว่าง่าย รู้สึกลำบากใจกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ ไม่รู้ว่าเย็นนี้จะต้องอดอีกหรือเปล่า เพราะทุกครั้งที่เกิดเื่ก็จะไม่มีใครได้กินอาหารในมื้อนั้นๆ เลย
แต่เด็กน้อยกลับคิดผิด นอกจากเขาจะไม่อดแล้ว ยังไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นอีกด้วย ย่าทวดยังคงนั่งกินข้าวเป็ปกติ ไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำ
“สะใภ้รองกับซินเอ๋อร์ไปไหน ทำไมยังไม่มากินข้าว?” คุณพ่อหวงถามขึ้น
“เห็นบอกว่าไม่สบายนิดหน่อยน่ะค่ะ ่นี้อากาศเริ่มร้อนขึ้น” คุณแม่หวงแก้ตัวแทนลูกสะใภ้
“งานที่ทุ่งนาก็ไม่ได้ทำ บอบบางจริงๆ” หวงจิ่นสือ พี่ใหญ่ของบ้านอดที่จะพูดเหน็บน้องสะใภ้ไม่ได้
“ถึงจะไม่ได้ทำงาน แต่ผมก็หาเงินเข้าบ้านนะครับ” หวงจิ่นอิ่ง ได้ยินคนพูดให้ภรรยาเขาจะไปทนได้อย่างไรกัน
“แล้วคนอื่นไม่ทำงานหรือไง?” พี่ใหญ่ของบ้านเริ่มโมโห ถือคติว่าตัวเองเป็พี่ น้องชายจะเถียงเขาได้อย่างไร
“เอาล่ะๆ เลิกเถียงกันสักที ก็แค่เป็ไข้แดด นอนพักคืนเดียวก็หายแล้วล่ะ” คุณแม่หวงเป็คนห้าม ก่อนที่สามีจะโมโห พาลให้ไม่มีใครได้กินมื้อเย็น
คุณย่าหวงนั่งกินข้าวอย่างเงียบๆ นับว่าท่านเงียบผิดปกติเป็อย่างมาก