วิเศษ วาเรีย ภาคหน่วยบริการประชาชน

    บทที่ 9 เมริซา 1/2

    “คุณกำลังจะฆ่าตัวตายหรอครับ”


     

    เสียงของเด็กหนุ่มที่เอ่ยถามหญิงวัยกลางคนตรงหน้าเขาดังขึ้นถามกลางบรรยากาศที่เงียบสงัดในยามค่ำคืน ที่ห่างออกมาจากตัวเมืองแค่20กิโล


     

    “ว้ายยยย”


     

    เสียงของเด็กหนุ่มทำให้หญิงสาวที่กำลังเหม่อลอยอยู่ร้องขึ้นมาด้วยความตกใจ เธอไม่คิดว่าจะมีใครผ่านมาที่สะพานแห่งนี้ตอนกลางดึก เมื่อเธอตั้งสติได้ถึงรู้ว่าตรงหน้าเธอเป็นแค่เด็กหนุ่มอายุไม่น่าเกิน12


     

    “นี้มันเลยเที่ยงคืนแล้วนะทำไมเด็กอย่างเธอถึงเดินมาแถวนี้คนเดียวเนี่ย…หลงทางหรอ ให้พี่ไปส่งที่บ้านไหม”


     

    เธอถามเด็กหนุ่มขึ้นมาด้วยความห่วงใย ผิดกลับน้ำเสียงของเธอที่เหมือนจะดุเขา ทำให้เด็กหนุ่มแปลกใจไม่น้อยเลย เพราะก่อนหน้านี้สีหน้าเธอแสดงออกด้วยความเศร้าและดูหดหู่เป็นอย่างมาก เขาไม่คิดว่าเธอจะเปลี่ยนอารมณ์ได้ไวขนาดนี้


     

    “คุณยังไม่ตอบคำถามผมเลยนะครับ คุณกำลังจะฆ่าตัวตายหรอครับ”


     

    หลังจากเด็กหนุ่มย้ำคำถามของเขาต่อหญิงวัยกลางคนตรงหน้า เขาก็ได้เหลียวมองลงไปยังแม่น้ำใต้สะพานที่เขายืนอยู่



     

    “ทะ...ทำไมถึงคิดยังงั้นละ พี่แค่นอนไม่หลับ เลยออกมาเดินเล่นเอง”


     

    “ผมถามเพราะอยากจะชวนคุยน่ะครับ ผมไม่คิดว่าคุณจะโกหกออกมาหน้าตาเฉยอย่างนี้ คุณคงไม่รู้ตัวว่าคุณยืนตัดพ้อชีวิตอยู่ตรงนี้มา7ชั่วโมงแล้วนะครับ”


     

    หญิงสาวที่พึงรู้ตัวว่าโดนเด็กจับโกหกได้ ก็เงียบและจ้องมองไปที่เด็กคนนั้นอยู่สักพักใหญ่ จนเธอกล่าวขอโทษออกไปและรีบเปลี่ยนเรื่องพูดคุยกับเด็กหนุ่มตรงหน้า ทำให้จากหญิงสาวที่ถูกจับโกหกได้ เป็นผู้ใหญ่ที่กำลังสั่งสอนเด็กแทน


     

    “พี่ขอโทษด้วยนะที่โกหก แต่จะมาสนใจเรื่องของพี่ทำไม เธอควรจะห่วงตัวเองดีกว่าว่าเด็กอย่างเธอควรจะมาเดินเตร็ดเตร่ตอนกลางคืนอย่างนี้ไหม”


     

    เมื่อหญิงสาวพูดจบก็ได้เดินเข้าไปจูงมือของเด็กหนุ่ม



     

     

     


     

    ในค่ำคืนที่เงียบสงัดก่อนหน้านี้ เพียงเดินมาไม่นาน ก็สว่างไสวไปด้วยไฟข้างทางและไฟสีขาวจากบ้านเรือนต่างๆ มีเพียงเสียงถามทางของหญิงสาวและคำตอบของเด็กหนุ่มที่ดังขึันตลอดทางเดิน


     

    “นี้ใกล้จะถึงบ้านเธอหรือยัง”


     

    “อีกแปปเดียวก็ถึงแล้วครับ”


     

    เด็กหนุ่มตอบกลับคำถามของหญิงวัยกลางคนที่เดินมาส่งเขา ก่อนที่จะนึกบางอย่างออกมาได้และถามคำถามที่เด็กหนุ่มอยากจะถามออกไป


     

    “คุณจะไม่ฆ่าตัวตายแล้วใช่มั้ยครับ”


     

    “ทำไมหรอ เธอไม่อยากให้ฉันฆ่าตัวตายยังงั้นหรอ”


     

    “ใช่ครับ”


     

    เมื่อหญิงสาวได้ยินคำตอบของเด็กหนุ่มและมองไปที่ใบหน้าที่พยักหน้าของตัวเองให้กับเธอ เธอก็หันกลับมามองทางเดินข้างหน้าต่อโดยไม่ได้ตอบอะไรเด็กหนุ่ม ทำให้เด็กหนุ่มเขย่าแขนของเธอเพื่อให้เธอตอบเขา หญิงสาวจริงพยักหน้าของเธออกมา


     

    “ถึงแล้วครับ”


     

    เด็กหนุ่มที่เดินตามหญิงสาวอยู่นานได้ส่งเสียงของเขาขึ้น พร้อมกับขยับไปยืนหน้าประตูบ้านสองชั้นทรงสี่เหลี่ยมสีขาว ตกแต่งด้วยกระจกบานใหญ่ที่ตัดผ่านทั้งชั้น1และชั้น2


     

    “อย่าเดินออกไปไหนกลางคืนอีกนะมันอันตราย”


     

    หญิงสาวที่เดินมาส่งเด็กหนุ่มก็ได้ทิ้งคำพูดไว้ให้เขาก่อนที่เธอจะเดินจากไป



     

     

     


     

    หลังจากที่หญิงสาวแยกจากเด็กหนุ่ม เธอก็กลับมาที่สะพานเดิมอีกครั้งพร้อมกับมองไปที่แม่น้ำด้านล่างด้วยแววตาที่หดหู่ หญิงสาวได้นึกถึงเด็กที่เธอเดินไปส่งและพึ่งรับปากเขามาก่อนที่เธอจะหลับตาลงและสะบัดหน้าเล็กน้อยเพื่อให้เลิกคิดเรื่องต่างๆ


     

    เธอใช้มือจับไปที่ราวกั้นของสะพานจนแน่ะและใช้เท้าปีนไปที่ราวเหล็กทีละขั้น ทีละขั้น


     

    “ป้าาาา”


     

    เพียงแค่ขาของหญิงสาวอยู่ที่ราวขั้นแรก เสียงที่คุ้นหูที่เธอพึ่งได้ยินก็ดังขึ้นแต่น้ำเสียงกลับเปลี่ยนไป เป็นน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจอย่างมาก


     

    หญิงสาวได้หันกลับไปมองที่มาของเสียงขณะที่เธอยืนเกาะราวสะพานอยู่และเจอกับเด็กหนุ่มที่เธอพึ่งเดินไปส่งถึงบ้าน มองเธอด้วยสีหน้าไม่พอใจ


     

    “ไม่ปีนต่อแล้วหรอ ให้ช่วยดันมั้ย ใส่กางเกงรัดยาวถึงข้อเท้าขนาดนั้นคงจะเคลื่อนไหวลำบากน่าดู”


     

    เสียงของเด็กหนุ่มพูดขึ้นโดยปราศจากหางเสียใดๆ ที่เคยใช้พูดให้มีความสุภาพ พร้อมกับเดินเข้าไปหาหญิงสาว ทำให้เธอหย่อนขาลงจากราวสะพานและหันมาคุยกับเด็กหนุ่ม


     

    “เธอคงเข้าใจอะไรผิดอยู่”


     

    “ผมก็หวังอย่างนั้นแหละ จะมีผู้ใหญ่ดีๆ ที่ไหนมาฆ่าตัวตายต่อหน้าเด็ก ให้ติดตาเป็นภาพจำตลอดชีวิตกันละ”


     

    คำพูดของเด็กหนุ่มที่แฝงคำด่าจนหญิงสาวรู้สึกได้ ก็แสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาเช่นกัน ก่อนที่เธอจะแสดงความเป็นผู้ใหญ่ออกมาและพยายามจะพาเด็กหนุ่มไปส่งที่บ้านต่อ


     

    “ไม่”


     

    เด็กหนุ่มที่รู้ถึงเจตนาของหญิงสาวก็สะบัดมือของเธอที่จะจับมือเขาออกจนหญิงสาว ต้องพูดชักจูงขึ้นมา


     

    “ถ้าเธอไม่กลับบ้านแล้วจะมายืนอยู่ยังงี้หรอ มันอันตราย ให้พี่ไปส่งบ้านเถอะ”


     

    “ให้มันน้อยๆ หน่อยป้า ป้าคิดว่าป้าอายุห่างจากผมเท่าไรถึงมาเรียกแทนตัวเองว่าพี่ เห็นผมยังงี้ผมพึ่งอายุ12นะ”


     

    หญิงสาวที่ทนไม่ไหวกับท่าทีของเด็กหนุ่ม ก็ทำให้เธอคงความเป็นผู้ใหญ่น้อยลงและเริ่มเถียงเด็กหนุ่มกลับไป


     

    “ฉันก็เห็นเธอเป็นเด็กอายุ12นั่นแหละ ไม่ได้ดูว่าโตไปกว่านั้นหรอก”


     

    “ไม่ได้ถามมมม…ผมจะยืนอยู่ตรงนี้แหละ ผมก็อยากรู้เหมือนกันจะมีป้าที่ไหนมากระโดดแม่น้ำฆ่าตัวตายที่นี่ไหม”


     

    เด็กหนุ่มได้แสดงความก้าวร้าวออกมาพร้อมกับประกาศแสดงเจตนารมณ์ ว่าจะไม่ขยับออกไปจากตรงนี้แน่นอน ทำให้หญิงสาวมองไปที่เขาด้วยแววตาน่ากลัวและทำท่าจะดุเขาเพื่อไล่เด็กหนุ่มแต่เขากลับไม่ได้กลัวเธอเลย จนทั้งสองคนยืนจ้องกันอยู่อย่างนั้นอยู่นาน



     

     

     


     

    “นี้มันผ่านไป1ชั่วโมงแล้วนะ เธอไม่ง่วงบ้างหรือไง”

    หญิงสาวที่เริ่มใจเย็นลงก็ได้แสดงความพยายามที่จะชักจูงเด็กหนุ่มให้กลับบ้านออกมาต่อ และพยายามใช้ความเป็นผู้ใหญ่แก้ปัญหา


     

    “ง่วง”


     

    เด็กหนุ่มตอบห้วนๆ ออกมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ พร้อมกับพยายามกัดฟันของตัวเองไม่ให้หาวออกมา


     

    “ง่วงก็ดีแล้วนิ เดียวฉันพาไปส่งบ้าน และกรุณาพูดเพราะด้วย ก่อนหน้านี้ก็พูดเพราะเป็นนิ”


     

    “ผมไม่พูดจาเพราะๆ กับคนที่ผมเกลียดหรอก”


     

    “เกลียด! ฉันไปทำให้เธอเกลียดตอนไหนกัน”


     

    “ผมบอกป้าแล้วไงว่าผมไม่อยากให้ป้าฆ่าตัวตาย แต่ป้าก็จะทำ ป้ากำลังขัดใจผม”


     

    เด็กหนุ่มที่เห็นหญิงสาวอ่อนท่าทีของตนลง เด็กหนุ่มก็พูดออกมาด้วยความใจเย็น แต่น้ำเสียงกับแฝงไปด้วยความไม่พอใจ ดูมีความเป็นผู้ใหญ่ที่เก็บอารมณ์ได้ดีมากไม่โวยวายออกมา แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง ลักษณะการพูดก็ไม่ต่างกับเด็กเอาแต่ใจคนหนึ่ง


     

    ท่าทีของเด็กหนุ่มทำให้หญิงสาวสับสนและจับทางไม่ถูกเป็นอย่างมากว่าจะใช้คำพูดแบบไหนในการรับมึงเด็กคนนี้ดี แต่หลังจากที่หญิงสาวครุ่นคิดอยู่นานว่าจะทำยังไงให้เด็กหนุ่มยอมกลับบ้านดี เธอก็ได้ทางออกว่าต้องพึ่งบุคคลที่สาม


     

    “ถ้าเธอไม่ยอมกลับบ้าน ฉันจะโทรเรียกหน่วยบริการประชาชนมาส่งเธอกลับบ้านนะ”


     

    “ผมเรียกไปแล้ว”


     

    “เอ้ะ..เธอเรียกมาพาเธอกลับหรอ?”


     

    “เปล่า”


     

    ในขณะที่หญิงสาวกำลังงงกับท่าทีของเด็กหนุ่มนั้นเอง ก็มีเสียงของลมที่ปั่นป่วนจากยานเหาะขนาดเล็กที่ปล่อยพลังวิเศษผลักดันให้ตัวยานลอยอยู่บนฟ้า


     

    “มาแล้วสินะ”


     

    เสียงของเด็กหนุ่มที่พูดขึ้นมา ทำให้หญิงสาวที่แหงนมองยานเหาะของหน่วยบริการประชาชน หันกลับมามองที่เด็กหนุ่ม แต่ภาพของเด็กหนุ่มตรงหน้ากับทำให้หญิงสาวที่เคร่งขรึมมาตลอดตื่นตระหนกอย่างหนัก


     

    “ทะ…ทำอะไรนะ เธอจะถกกางเกงเธอลงทำไม”


     

    ภาพที่กางเกงของเด็กหนุ่มลงไปกองอยู่ที่เท้าของเขานั้น สร้างความงุนงงให้หญิงสาวอย่างหนักจนกระทั่ง...มีเสียงตะโกนขึ้นมาเสียงหนึ่ง...เสียงที่จะทำให้ชีวิตเธอเปลี่ยนไป


     

    “ช่วยด้วยยยยยยยย ช่วยด้วยครัาบบบมีป้า พยายามจะลวนลามผม”



     

     

     


     

    “ครึกๆๆๆๆ ตึ้ง แก้กๆ”


     

    เสียงของประตูกรงขังเลือนปิด พร้อมกับเสียงล็อกกุญแจของลุงฮิวมอนสิงโตตัวใหญ่ที่จับหญิงสาวเขากรงขัง


     

    “เห้อ อายุยังไม่เยอะมากแท้ๆ ทำไมคิดสั้นทำเรื่องอย่างงี้ได้ละ แต่งตัวก็ดี น่าเสียดายๆ”


     

    ฮิวมอนคนนั้นพูดขึ้นพร้อมกับส่ายน่าเวทนา มองไปยังหญิงสาวที่ยืนงงอยู่ในกรงขัง


     

    “อินนี้มันดึกมากแล้วเดียวลุงไปส่งบ้านนะผักผ่อนให้หายตื่นกลัวก่อนเดียวพรุ่งนี้ลุงค่อยเรียกมาสอบถามอีกที่”


     

    “ครับลุงเลออน...เออ..ลุงครับ เรื่องนี้ลุงอย่าไปบอกลีออนนะครับผมอายเพื่อน”



     

    “ฮาๆๆ จะอายทำไม คนที่ลวนลามเอ็งสวยจะตาย มองในแง่ดีเอ็งนี้ฮอตตั้งแต่ยังเด็กเลยนาาาา ลีออนคงอิจฉาแย่”


     

    “ผั้วววววววววว”


     

    ขณะที่เลออนกำลังหัวเราะกับคำให้กำลังใจอินอยู่นั้นเอง ก็ได้มีมือมือหนึ่งตบเข้าที่แขนของเลออน จนแรงปะทะที่เกิดขึ้นทำให้เกิดการสั่นไหวของอาคาร แต่กลับไม่ได้สร้างความตกใจให้กับ เจ้าหน้าที่หน่วยบริการประชาชนคนอื่นเลย


     

    “สวัสดีครับคุณป้าแอน”


     

    “ป้าขอโทษแทนสามีป้าด้วยนะ ไอ้หมอนี้ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศหรอก คิดแต่เรื่องตื้นๆ ป้าเข้าใจว่าหนูยังตื่นตระหนกอยู่ หนูไม่ต้องกลัวอายนะป้าจะไม่ให้ลีออนมันรู้เรื่องนี้”


     

    แอนพยายามปลอบเด็กหนุ่มที่เป็นเพื่อนลูกชายของเธอออกมา ก่อนจะเหลือบมองไปที่เลออนสามีของตนอย่างไม่พอใจ และตวาดใส่เขา


     

    “ไปเตรียมของสิคุณ คุณต้องไปส่งเด็กนะ”


     

    เมื่อเลออนและแอนเดินหายเขาไปไหนสถานี อินก็เดินเข้าไปหาหญิงสาวที่พึงโดนจับ


     

    “หาววววววว ผมขอตัวไปนอนก่อนนะป้า ลุงสิงโตเขาเป็นพ่อของเพื่อนผมเอง เดียวพรุ่งนี้หลังเลิกเรียนผมจะรีบมาอธิบายเรื่องเข้าใจผิดให้เขาฟัง เขาจะได้ปล่อยตัวป้า ส่วนผมจะได้มาจับตาดูป้าไม่ให้ป้าไปฆ่าตัวตายด้วย พรุ่งนี้ค่อยเจอกันนะ…คุณเมย์”



     

     

     


     

    ณ คอนโดสูง ใกล้กับศาลาว่าการรัฐฟิฟตี้ ที่อนุญาตให้สร้างได้เกินความสูงที่กฎหมายกำหนดเพื่อรองรับข้าราชการจำนวนมากที่ต้องทำงานที่ศาลาว่าการ


     

    เมย์หญิงสาววัยกลางคน ยังคงนอนหลับสบายอยู่บนเตียงของเธอ วันนี้

    ควรจะเป็นเช้าที่เงียบสงบเหมือนวันหยุดทุกวัน แต่เธอกลับได้ยินเสียงทำกับข้าวดังขึ้นมาที่ครัวของเธอ เธอที่กำลังนอนสะลืมสะลืออยู่ก็ไม่ได้สนใจเสียงนั้น จนกระทั่งเธอนึกขึ้นได้ว่าเธออยู่บ้านคนเดียว ทำให้เธอรีบลุกขึ้นจากเตียงด้วยความตกใจ ก่อนที่จะค่อยๆ เดินไปอย่างระมัดระวัง เพื่อดูที่มาของเสียง ก่อนจะเจออินที่ยืนทำกับข้าวอยู่ และหันมามองเธอพอดี


     

    “เธอมาได้ยังไงเนี่ย”


     

    เมื่อเมย์เห็นว่าเป็นอินก็โวยวายออกมา พร้อมกับเดินเข้าไปหาเขา


     

    “เสียงดังทำไมแต่เช้าเลย ผมทำไข่ดาวกับไส้กรอกไว้ให้นะ”


     

    เมื่ออินได้ยินเสียงโวยวายของเมย์ ก็หันกลับไปพูดกับเธอก่อนที่จะเดิน

    ถือจานอาหารไปวางไว้ที่โต๊ะด้านหน้าของเมย์ แล้วก็ด้านหน้าของตัวเอง


     

    “ไม่ต้องมาเปลี่ยนเรื่องเลย นายมาทำไมกันแต่เช้าเนี่ย แถมยังเข้ามาเองด้วย”


     

    “มาแต่เช้าอะไรกัน ผมมานอนตั้งแต่เมื่อคืนแล้วคุณนั่นแหละหลับไปก่อนเลยไม่รู้เรื่อง”


     

    “นั้นมันยิ่งกว่ามาตอนเช้าอีกไม่ใช่หรอ เธอเข้ามาในห้องฉันทั้งๆ ที่ฉันยังนอนหลับอยู่เนี่ยนะ”


     

    “ไม่ใช่วันแรกซะหน่อย”


     

    “ว่ายังไงนะ”


     

    เมย์ยังคงโวยวายถึงการกระทำของอินไม่หยุดก่อนที่อินจะยื่นมือถือของตัวเองไปข้างหน้าของเมย์เพื่อให้เห็นรูปสภาพบ้านของเขา เมย์ที่เพ่งมองจนเห็นชัดว่าเป็นบ้านของอินก็เลยอุทานออกมาด้วยความตกใจ



     

    “เธอให้ฉันดูรูปอะไรเนี่ย… เดี๋ยวก่อนนะนี่มันบ้านของเธอไม่ใช่หรอ เกิดอะไรขึ้นเนี่ย”


     

    “เกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยนะ ช่วยโทรไปคุยกับแม่ให้หน่อยได้ไหม ผมไม่กล้าคุยเอง”


     

    “อุบัติเหตุอะไรกันทำไมถึงไม่กล้าบอกแม่ตัวเองฮะ…ไม่เอาหรอก ฉันไม่ยอมออกหน้าแทนเธอหรอกนะ”


     

    “คุณไม่บอกผมก็ไม่บอกละกัน แล้วอีกอย่างผมไปเช่าห้องอยู่กับฟินน์มันแล้วนะ วันนี้คงไปย้ายของเข้า”


     

    อินพูดขึ้นมาพร้อมกับเริ่มทานอาหารในจานของเขาไปด้วย ทำให้เมย์ที่เห็นอย่างนั้น ก็ส่ายหัวไม่พอใจออกมาเล็กน้อยก่อนที่จะนั่งลงทานอาหารกับอิน


     

    เมื่อทั้งคู่ทานอาหารกันเสร็จแล้ว อินก็เดินหายเข้าไปในห้องน้ำต่อ ปล่อยให้เมย์ เก็บจานทั้งหมดไปล้าง โดยสภาพที่หัวยังกระเซอะกระเซิงอยู่


     

    เมย์ที่ล้างจานเสร็จแล้วนั้นก็ลงมานั่งที่โซฟาเพื่อรอให้อินออกมาจากห้องน้ำถึงจะได้เข้าไปอาบน้ำต่อ แต่เมื่อ เธอมองไปยังโซฟาตัวเดียวในห้องของเธอ

    ก็พบว่ามันกลับไม่มีรอยยับอยู่เลย เลยทำให้เธอสงสัยขึ้นว่าอินนอนยังไงกันทำไมถึง ไม่มีรอยยับยู่บนโซฟาเลยแล้วก็เป็นเวลาพอดีกับที่อินเดินออกมาจากห้องน้ำพอดี


     

    “นี่คนขี้เกียจอย่างเธอลงทุน จัดโซฟาให้เรียบหลังจากนอนเสร็จแล้วด้วยงั้นหรอ”


     

    “ผมจะไปจัดให้มันเรียบทำไม ก็ตอนมาถึงมันก็เรียบอยู่แล้วนิ”


     

    “ก็เธอบอกว่ามานอนเมื่อคืนนี้ ถ้านอนมันก็น่าจะมีรอยยับหน่อยสิ”


     

    “ก็ผมไม่ได้นอนบนโซฟา จะมีรอยยับได้ยังไงล่ะ”


     

    เมย์ที่ได้ยินอินพูดอย่างนั้นก็ทำหน้าสงสัยออกมา ก่อนที่จะมองไปทั่ว

    บริเวณห้องเธอว่ามีที่ไหนที่ อินนอนได้บ้าง แต่อยู่ๆ เธอก็เจอหมอนปริศนาที่เพิ่มขึ้นมาบนเตียงของเธอ ทันทีที่เธอมองเห็นหมอนนั้นหน้าของเธอก็เริ่มแดงออกมาอย่างเห็นได้ชัดก่อนที่จะวิ่งไปทุบตีอิน


     

    “ไอ้บ้านี่แอบมานอนเตียงฉันอย่างนั้นเหรอ ถึงฉันจะอายุห่างกับแกเป็นสิบปี

    แต่แก่จะมานอนเตียงเดียวกับฉันอย่างงี้ได้ไงห่ะ”


     

    อินที่เห็นว่าเมย์ไม่ได้ทุบตีอะไรเขาจริงจังนั้น ก็พยายามเดินหลบเลี่ยงเธอก่อนที่จะไปทิ้งตัวลงนอนบนที่นอนพร้อมกับดึงเธอมาด้วย


     

    “เมื่อคืนผมมีเรื่องให้คิดเยอะเลย เลยนอนไม่ค่อยหลับ ผมขอนอนต่อก่อนนะ”


     

    “ก็เรื่องของเธอสิ จะดึงฉันมานอนด้วยทำไมเนี่ย”


     

    เมย์ต่อว่าอินออกมาชุดใหญ่พร้อมกับพยายามดิ้นออกจากแขนของเขา แต่อยู่ดีๆ อินก็ลัดตัวเธอแน่นขึ้นกว่าเดิมและเอาหน้ามาซุกกลับหลังของเธอ


     

    อยู่ดีๆ เมย์ก็เริ่มสัมผัสได้ถึงลมหายใจของอินที่ติดขัดทำให้เธอตกใจและรีบพลิกตัวมาหาเขา


     

    “นี้เธอ…ร้องไห้หรอ”


     

    เมย์จ้องมองไปที่ใบหน้าของอินที่มองกลับมาที่เธออยู่นาน ก่อนที่เขาจะซุกหน้าของเขามาที่อกของเธอและร้องไห้ออกมาอยู่อย่างนั้น



     

    คล้ายกับเรื่องวิเศษ วาเรีย ภาคหน่วยบริการประชาชน ที่คุณอ่าน