กู้อี๋นั่วอ่อนเพลียจนเผลอหลับไป แต่ด้วยรู้สึกถึงความเย็นกระทบเข้ากับผิวกาย ทำให้สะดุ้งตื่นขึ้นมา่กลางดึก พบว่าตนเองนอนอยู่เพียงลำพังบนเตียง ไร้วี่แววของเ้าบ่าวที่ควรจะนอนอยู่ด้วยกัน
จึงได้ลุกขึ้นจากเตียงค่อยๆ เดินสำรวจ สองตาคู่งามกวาดมองไปรอบแววตาเป็ประกายรู้สึกตื่นเต้น ฝ่ามือนุ่มก็ััของต่างๆภายในห้อง เป็การจดจำว่าอะไรวางอยู่ตรงไหน เพื่อที่ตอนกลางวันจะได้ไม่เดินชนหรือพลาดพลั้งทำของเสียหาย
ภายในห้องตกแต่งแบบเรียบง่าย ค่อนข้างจะสะท้อนความเป็ระเบียบ บ่งชี้ได้ว่าเ้าของห้องเป็คนเช่นไร นิสัยค่อนข้างระมัดระวังทำอะไรมักจะทำเป็ขั้นเป็ตอน มุ่งมั่น
หากเดาไม่ผิดเขาต้องเป็คนชอบเก็บเนื้อเก็บตัว ไม่ชอบสุงสิงกับใครมากนัก
เดินจนทั่วดีแล้วก็เกิดความสงสัยว่าทำไมที่นี่ถึงได้เย็นเหมือนอยู่บนยอดูเาหิมะ ยิ่งไปกว่านั้นห้องนี้ก็ดูไม่เหมือนห้องนอนอาจเป็เพราะความกว้างใหญ่ ไม่มีหน้าต่างมีแต่กำแพงล้อมรอบทั้งสี่ด้าน แต่นี่ก็เป็ข้อสันนิษฐานของนางเท่านั้น
จังหวะที่กำลังเหม่อลอยคิดเื่ห้องนี้อยู่ ก็ปรากฏร่างกายสูงโปร่ง สวมชุดดำแขนเสื้อ เอวและคอเสื้อ มีลวดลายัที่ปักด้วยดิ้นทองฝีมือประณีต โครงหน้าสมบูรณ์แบบรับกับคิ้วัที่โดดเด่น เมื่อมองโดยรวมทั้งหมดแล้ว ใบหน้านี้ช่างหล่อคมเข้มมีเสน่ห์
หญิงสาวเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ ว่าจะใช่ผู้ที่ตนเองแต่งงานด้วยหรือเปล่า
"องค์ชาย! ใช่..องค์ชายหรือเปล่าเพคะ"
"ถามอะไรไร้สาระ"
เมื่อถูกบุรุษที่ท่าทางเย่อหยิ่ง ดูแคลนว่าไม่มีไหวพริบถึงได้ถามอะไรเช่นนั้นออกไป หญิงสาวจึงได้ก้มหน้าก้มตาทำหน้ามุ่ยบ่นพึมพำ
"ก็ตอนเย็นหม่อมฉันไม่เห็นนี่นา ว่าหน้าตาขององค์ชายเป็ยังไง"
"ตอนนี้เห็นแล้วเป็ยังไง! ผิดหวังมากไหม? "
กู้อี๋นั่วรีบปฏิเสธทันทีว่าไม่ได้เป็อย่างที่องค์ชายพูด นางไม่ได้ผิดหวังเลยสักนิด กลับรู้สึกว่าเขาคือชายงามที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา
แต่ถึงจะพูดชื่นชมยังไงบุรุษที่อยู่ตรงหน้าก็ยังทำหน้าเคร่งขรึม ไม่มีรอยยิ้มให้เลยแม้แต่นิดเดียว จึงทำให้รอยยิ้มของหญิงสาวจากที่ยิ้มกว้างสดใสกลายเป็ยิ้มแห้งๆและค่อยๆหุบลง
สายตาเ็าที่มองมานั้นทำให้รู้สึกเย็นเยือกไปถึงกระดูก จนต้องหลบเลี่ยงสายตาด้วยการเดินไปที่อื่น ปากก็บ่นงึมงำเชิงต่อว่าต่อขาน 'นี่ขนาดเยินยอเขาแท้ๆ ยังมีท่าทีแบบนี้ แล้วถ้าพูดประชดประชันเหน็บแนมไปจะเป็ยังไง'
คงได้ถูกสายตาคมเพ่งมองเหมือนจะกินเืกินเนื้อแน่ๆ ในใจเริ่มหนักอึ้งหวาดเกรงกับอารมณ์ของบุรุษผู้นี้ ต่อไปคงต้องระวังตัวให้มากกว่าเดิมเป็หลายๆ เท่า
แต่เวลานี้คิดว่าทำตัวเป็อากาศธาตุไร้ตัวตนน่าจะดีที่สุด จึงเดินดูโน่นดูนี่และเริ่มออกห่างชายหนุ่มเรื่อยๆ แต่ไปได้ไม่ถึงไหนก็คว้าตัวดึงมาอยู่ใกล้ๆ
"จะไปไหน! รู้ไหมว่าคืนแต่งงานห้ามออกจากห้องหอ"
กู้อี๋นั่วไม่รู้ถึงเื่นี้จริงๆ จึงได้แต่ส่ายศีรษะพร้อมกับส่งสายตาบ้องแบ๊วไร้เดียงสา ขยับริมฝีปากอวบอิ่มถามกลับไปว่าจะออกไปต้องรอให้สว่างก่อนใช่ไหม? เขาไม่ได้ตอบเป็คำพูดมีแต่พยักหน้า ในขณะเดียวกันก็เผลอจ้องมองด้วยแววตาที่เป็ประกายเหมือนดวงดาวบนท้องฟ้า
ปลายนิ้วััลูบไล้ไปตามรูปหน้า เคลื่อนใบหน้าเข้าหาหญิงสาว อีกนิดเดียวริมฝีปากรูปกระจับ ก็จะได้บดขยี้ริมฝีปากอวบอิ่มที่น่าััการกระทำนี้
ได้ปลุกสัญชาตญาณที่รู้สึกไม่ปลอดภัยของกู้อี๋นั่ว จนต้องเบี่ยงหน้าหนี ดวงตากลมโตก็ปิดสนิท เม้มริมฝีปากไว้ ซึ่งการกระทำเหล่านี้ทำให้ชายหนุ่มไม่พอใจเป็อย่างมากจึงได้พูดบังคับ
"หันหน้ากลับมาเดี๋ยวนี้"
กู้อี๋นั่วไม่ยอมทำตาม ได้แต่ส่ายศีรษะปฏิเสธอย่างเดียว ตอนที่ไม่เห็นหน้าก็ยังไม่รู้สึกเขินอายมากเท่าไหร่ แต่พอได้เห็นแล้วความเก้อเขินกระดากอายใบหน้าแดงก่ำขึ้นมา จนภายในอกด้านซ้ายสั่นระรัวไม่เป็จังหวะ
เมื่อถูกปฏิเสธไม่ยอมทำตามคำสั่ง หานเฟยหลงใช้นิ้วมือที่เย็นเยือกเชยคางของหญิงสาวขึ้น
"ขัดขืน! "
"องค์ชายเมื่อตอนเย็นเพิ่งจะ..ไม่ใช่เหรอ"
"ตอนเย็นก็ส่วนตอนเย็น"
"ห๊า! ทำไมถึงพูดเอาเปรียบกันอย่างนี้"
หญิงสาวรู้สึกไม่ได้รับความเป็ธรรมจนต้องบ่นกระปอดกระแปดออกมา แต่ยิ่งพูดก็ยิ่งทำให้เขาโมโหจนถึงขั้นเดือดดาลจึงได้พูดจารุนแรงทำให้รู้สึกน้อยใจ
"ถ้าหากเ้าไม่มีใบหน้าเหมือนกับิหลานคิดว่าข้าจะสนใจไหม"
"องค์ชาย หม่อมฉันไม่ใช่ตัวแทนของใคร"
ด้วยความน้อยใจจึงสะบัดหน้าหนี พร้อมกับรีบวิ่งไปที่ประตูเพื่อจะออกไปจากที่นี่ พยายามเปิดแต่ก็เปิดไม่ออก จึงได้ใช้มือทุบเรียกคนข้างนอกให้เปิดแต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ จึงได้วิ่งไปทั่วห้องเพื่อหาทางออกอื่น จนไปพบประตูทางเข้าอีกห้องหนึ่ง
จึงได้ตัดสินใจเข้าไปในห้องนั้น แต่เพียงก้าวผ่านประตูก็รู้สึกถึงความหนาวเย็นมาก ไอหนาวชวนขนลุกปกคลุมไปทั่ว ภายในห้องนี้เป็เพียงห้องกว้างๆ ตรงกลางห้องมีแท่นหยกรูปร่างสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่อยู่
ด้วยความสงสัยว่าทำไมถึงมีของแบบนี้ในที่นี้ได้จึงก้าวเดินไปอย่างช้าๆ จนในที่สุดก็ไปถึง มองสำรวจไปมารู้สึกว่า สิ่งที่อยู่ตรงหน้ามันเหมือนโลงศพไม่มีผิด
โลงศพ...เป็โลงศพจริงๆ แต่ทำจากหยก
เมื่อเห็นโลงศพใจก็เต้นแรงระรัวเหมือนกลองชุด แทนที่จะถอยออกมาแต่หญิงสาวกับเดินเข้าไปใกล้มากกว่าเดิม
ชะโงกหน้าดูด้านในว่าเ้าของโลงศพนี้คือใคร? สิ่งที่ไม่คาดคิดทำให้ดวงตากลมโตของหญิงสาว เบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมาจากเบ้า หน้าตาซีดเผือด ยืนตัวแข็งทื่อมือไม้สั่นเทา
เมื่อฟื้นคืนสติจากอาการตกตะลึงแล้ว นางถอยหลังอย่างรวดเร็วและวิ่งจนสุดฝีเท้า นึกออกแล้วที่นี่เป็สุสานของวังัอย่างแน่นอน
วิ่งไปจนถึงประตูทางออกะโบอกให้คนที่อยู่ข้างนอกเปิดประตูให้เดี๋ยวนี้ แต่ผู้ที่เฝ้าอยู่ด้านนอก กลับตอบว่าไม่สามารถเปิดให้ได้จนกว่าจะถึงพรุ่งนี้เช้า เพราะคืนนี้เป็คืนเข้าหอไม่อนุญาตให้เ้าบ่าวเ้าสาวออกมา
กู้อี๋นั่วจึงได้ะโออกไปเพื่อบอกคนที่อยู่ด้านนอกว่า "นี่มันไม่ใช่ห้องหอ"
หานเฟยหลงที่เดินมายืนอยู่ข้างหลังหญิงสาวพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ถ้าไม่ใช่ห้องหอแล้วจะเป็อะไรได้"
"มันคือสุสานต่างหาก" ที่กู้อี๋นั่วกล้าโต้เถียงและตะคอกใส่หานเฟยหลง เป็เพราะเวลานี้นางถึงขั้นสติหลุดมีอารมณ์โมโหหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน
โกรธที่คนด้านนอกไม่ยอมเปิดประตูให้ ที่สำคัญหวั่นเกรงบุรุษที่อยู่ร่วมกัน ไม่คาดคิดว่าห้องหอของตนเองจะอยู่ในสุสาน